วิเลม ฟลุซเซอร์ (Vilém Flusser) นักปรัชญาชาวยิว-เชค-บราซิล เป็นนักทฤษฎีด้านสื่อ ภาพถ่าย และการออกแบบที่แม้เขาจะไม่ได้มีโอกาสได้ชิมลางโลกในศตวรรษที่ 21 แต่ข้อเขียนของเขาต้องเรียกว่า มีมุมมองและความแม่นยำในการวิพากษ์โลกที่รออยู่ในกาลข้างหน้า จนบางคนแซวว่าแกน่าจะเป็นคนจากศตวรรษที่ 21 นั่นแหละที่นั่งเครื่องย้อนเวลากลับไป
อย่างไรก็ตามชีวิตของฟลุซเซอร์นั้นต้องเรียกได้ว่าพลิกผันและเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจราวกับบทละครหรือภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเขาต้องอพยพลี้ภัยจากเชคในช่วงปีแรกของการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุขึ้น ตัวเขารอดพ้นข้ามช่องแคบฝรั่งเศสไปยังสหราชอาณาจักรได้สำเร็จ ขณะที่พ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่เหลือทั้งหมดถูกส่งไปเข้าค่ายกักกันและจบชีวิตที่นั่น
หลังจากนั้นไม่นานฟลุซเซอร์ก็อพยพไปบราซิล สมัครเข้าทำงานบริษัทส่งออกนำเข้าอุปกรณ์สำหรับวิทยุและทีานซิสเตอร์ จากนั้นก็เริ่มมีใครบางคนที่นั่นเริ่มเล็งเห็นว่า เขามิใช่คนต่างด้าวธรรมดา แต่ยังเป็นนักคิดหรือปัญญาชนที่เชี่ยวชาญปรัชญาเยอรมัน โดยเฉพาะปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology)
ฟลุซเซอร์ได้งานในมหาวิทยาลัยซานเปาโลนับจากทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของแวดวงปัญญาชนบราซิล เป็นเพื่อนสนิทกับนักตรรกศาสตร์คนสำคัญอย่างวินเซนเค เฟร์เรียรา ดา ซิลวา (Vicente Ferreira da Silva) ที่นั่นเองฟลุซเซอร์ได้สอนปรัชญาศิลปะ การออกแบบ ภาพถ่าย และสื่อสารมวลชน จนกระทั่งวันหนึ่ง ซึ่งบ้างก็ว่าเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของบราซิล ฟลุซเซอร์จึงอพยพกลับไปยังยุโรป ตระเวนบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และตัดสินใจลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของฝรั่งเศส ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1991
ถ้าเราเชื่อว่า ปรัชญาและชีวิตเป็นสิ่งเดียวกันก็คงไม่มีใครที่เหมาะจะสอน หรืออภิปรายสิ่งที่เรียกว่า homelessness หรือ ‘ภาวะไร้บ้าน’ ได้ดีไปกว่าฟลุซเซอร์ ซึ่งเขาเปรียบการจากลา ‘บ้าน’ ตั้งแต่ เชค-บราซิล เป็นการตัดปมเชือก Gordian knot ที่ทำให้เขาได้ตระหนักถึงความจริงบางอย่าง ซึ่งมีความสลับซับซ้อนกว่าที่แลเห็น
หรือเมื่อพิจารณาผ่านกรอบของวิวัฒนาการ ‘บ้าน’ ก็เป็นปรากฏการณ์สั้นๆ ชั่วพริบตาเดียวของการมีอยู่ของมนุษย์
หรือเมื่อพิจารณาผ่านความคิดทางปรัชญาเราก็จะเห็นได้ว่า ‘บ้าน’ เป็นความหมายโดยชั่วคราว ด้วยเพราะทุกชีวิตบนโลกถูกขับ หรือทำให้ร่วงหล่นลงสู่ ‘บ้าน’ ที่เราไม่อาจเลือก ไม่มีการไต่ถามความสมัครใจนั้น ในอีกทาง มันก็คือการจาก ‘บ้าน’ หลังเก่ามาสู่ ‘บ้าน’ หลังใหม่ผ่านการเกิดนั่นเอง
ฟลุซเซอร์เห็นว่า ความผูกพัน (ภาษาที่เราใช้ตรงนี้ความผ่านอุปลักษณ์ของเชือกหรือด้ายโดยบังเอิญ) คือด้ายที่ร้อยเราไว้กับผู้คนและสิ่งต่างๆ การจากบ้านจึงสามารถสร้างความเจ็บปวดและสูญเสียตามปริมาณความหนาแน่นของด้ายนั้น
ตัวของฟลุซเซอร์เอง เมื่อแรกก็รู้สึกถึงเสรี การหลุดพ้นจากบ้านคือเสรี แต่เขากลับพบว่า มันอาจมิใช่เสรีภาพ แต่เป็นเพราะเขาไร้ซึ่งความผูกพัน การจากเชคไปยังอังกฤษ จากอังกฤษไปบราซิล (หลังจากพ่อแม่ญาติพี่น้องเสียชีวิตทั้งหมด) จึงแตกต่างจากการออกจากบราซิล (ที่กลายเป็นบ้านอีกหลัง) กลับสู่ยุโรป
ฟลุซเซอร์เชื่อว่า ‘ภาวะไร้บ้าน’ และการมี ‘บ้าน’ เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่คู่กัน มันคือสภาพเป็นจริงของจิตสำนึก หรือ จิตสำนึกไร้สุข (unhappy consciuousness) ในคำอธิบายของเฮเกล (Hegel) ที่ทำให้เราต้องทำความเข้าใจโลก ปรับเปลี่ยนความคิด วิธีการมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อหา ‘บ้าน’ จาก ‘ภาวะไร้บ้าน’ ตราบจนสิ้นลมหายใจ