โรคกรดไหลย้อน GERD (Gastroesophageal reflux disease)
มนุษย์เรานั้นเป็นได้สารพัดโรค เกิดขึ้นได้กับทุกอวัยวะ ทุกเพศและทุกวัย นอกจากโรคเสื่อมถอย (Degenerative Diseases)ที่มนุษย์เราป่วยมากที่สุดแล้ว เช่นโรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ยังมีโรคตามยุคสมัยที่คนเป็นกันมากขึ้นในขณะนี้อีกหลายโรคเช่นโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการนั่งทำงาน ดูจอคอมพิวเตอร์ เล่นสมาทโฟนเป็นเวลานาน โรคเครียด จากภาวะต่างๆทั้งเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น
มีอีกหนึ่งโรคที่ผมสังเกตุว่ามีคนเป็นกันมากขึ้น จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลและที่คลินิกในช่วงหลายปีหลัง พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมาหาผมด้วยอาการ จุกในลำคอ กลืนน้ำลายแล้วเหมือนมีอะไรขวางอยู่ในลำคอ ไม่รู้ว่าจะเป็นเนื้องอกในคอหรือเปล่า ในรายที่กังวลมากๆจะคิดสงสัยว่าตนเองคงจะเป็นโรคมะเร็ง พอเจออาการผู้ป่วยอย่างนี้ สำหรับหมอหู คอ จมูก ตรวจผู้ป่วยทันทีโดยไม่ต้องไปซักประวัติอะไรมากมาย ให้ผู้ป่วยอ้าปากและแลบลิ้นยาวๆ จับลิ้นผู้ป่วยไว้ หยิบกระจกเงาอันเล็กๆส่องเข้าไปในคอให้เห็นกล่องเสียง และบริเวณรูเปิดของหลอดอาหาร ถ้าพบว่ามีการอักเสบ บวมแดง ฟันธงทันทีว่าเป็นโรค “กรดไหลย้อน”ไม่ใช่โรคเนื้องอกหรือโรคมะเร็งอย่างที่ผู้ป่วยเข้าใจ
โรคกรดไหลย้อน GERD (Gastroesophageal reflux disease)
คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติ หลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและมีหูรูดทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร สาเหตุมักเกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร หรือความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร หรือมีปัจจัยเสริมอื่นๆอีกเช่นกินเสร็จอิ่มๆ หรือกินอาหารเสร็จยังไม่ถึง 3ชั่วโมงแล้วนอน สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ ดื่มน้ำอัดลม หรือรับประทานอาหารประเภท ของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด เป็นประจำ ตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน พบได้มากในคนอ้วน คนสูบบุหรี่ การไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของกล่องเสียง ลำคอ หรือปอด ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา อาจเป็นเรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป
ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร
ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียง หรือหลอดลม
นอกจากจะมีอาการจุกในลำคอ เหมือนมีอะไรขวางอยู่ในลำคอแล้ว อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนในหน้าอก หรือที่เรียกว่า Heart Burn เนื่องจากกรดไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ กลืนอาหารลำบาก ถ้าเป็นมากจะเจ็บคอมากจนอาจจะกลืนอาหารแทบจะไม่ได้ มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ รายที่เป็นมากจะไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ โดยเฉพาะในตอนเช้า เนื่องจากเวลานอนกรดจะไหลย้อนขึ้นมาได้มาก หรือเป็นโรคปอดอักเสบ ได้
1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม ควรพยายามลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
ปรับนิสัยในการรับประทาน หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัว หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้นรับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น
ปรับนิสัยในการนอน ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ15-25เซ็นติเมตรจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น
2.การรักษาโดยใช้ยา ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา เช่นยาลดกรด ยาลดการหลั่งกรดเพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร หรือเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1 – 3 เดือน กว่าที่อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่นการกลืนแป้งตรวจกระเพาะ การส่องกล้องตรวจกระเพาะ
3.การรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งรักษาด้วยวิธีนี้น้อยที่สุด ใช้เฉพาะรายที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยยาต่อเนื่องแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดผูกหูรูดกระเพาะอาหารให้รัดตัวแน่นขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาอีก
การรักษาของผมเมื่อตรวจพบผู้ป่วย จะให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนนิสัยเป็นหลัก เพราะถ้าไม่ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินการนอน ต่อให้รักษาด้วยยาแล้วอาการดีขึ้น ก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีก จนต้องกลับมาหาผมอีกเสมอๆ อยากให้ทุกๆท่านปรับเปลี่ยนนิสัยต่างๆเสียตั้งแต่วันนี้ รวมทั้งลดภาวะเครียด ผมมั่นใจว่า พวกเราจะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ครับ