อะไรที่เคยทำสำเร็จแล้ว อย่าคิดว่าจะสำเร็จตลอด
Photo from instagram : andreadaquino_pictures
อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Uppercase Issue 44 “for the CREATIVE and CURIOUS” Section “Business” (บทความนี้ไม่ได้ทำขึ้นเชิงพาณิชย์ แค่อยากฝึกแปลและแบ่งปัน)
อะไรที่มันเคยเวิร์คในช่วงแรกที่สร้างธุรกิจมักจะใช้ต่อไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไปและอาจถึงขั้นทำให้ธุรกิจของคุณเดินถอยหลัง ฉันเพิ่งสังเกตว่าสิ่งที่ฉันทำมาตลอด ตอนนี้มันไม่เวิร์คแล้ว
ตัวอย่างเช่น Aeolidia เอเจนซี่ออกแบบเว็บไซต์ของฉัน ที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว (แต่มันอยากที่จะอธิบายจากแผนการตลาดของเรา) คือเราต้องทำให้สิ่งที่อยู่ภายนอกของเรา (การมีตัวตนในโลกออนไลน์)เชื่อมต่อเข้ากันกับภายใน(ความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์อีคอมเมิร์ส)ซึ่งขณะนี้งานที่เรากำลังทำอยู่คือ การรีแบรนด์ดิ้งและการออกแบบกระบวนการใหม่
บาดแผลธุรกิจเกิดขึ้นได้ทุกๆที่ขณะที่มันโต ฉันเลยถามทีมฉันว่า คุณพอจะรู้อะไรบ้างที่เราเองสามารถแนะนำลูกค้าได้ว่าควรทำหรือหลีกเลี่ยงตอนที่ลูกค้าวางเป้าหมายใหม่บ้างไหม และนี่คือสิ่งที่เราค้นพบ
1. ธุรกิจไม่ได้ขายให้คุณ
ลูกค้าของเราเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์และงานฝีมือ การทำธุรกิจส่วนตัวขายงานศิลปะงานออกแบบ มันทำได้ง่าย แต่ขณะที่ลูกค้าโตขึ้น เราก็ได้เห็นว่าพวกเขามีมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจเปลี่ยนไป คือธุรกิจได้แยกออกมาจากชีวิตส่วนตัวพวกเขาแล้ว
เมื่อเราออกแบบ เราโฟกัสไปที่การสร้างข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากกว่าที่เราจะมาคิดเองตามรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของ ดีไซนเนอร์ของเราสามารถพลิกโฉมแบรนด์ มอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับลูกค้าที่มีประสบการณ์ มี Mindset แบบนี้
2. มีทีมเวิร์ค ได้งานที่เวิร์ค
เจ้าของธุรกิจที่มองเห็นการเติบโตต่อเนื่อง มีพรสวรรค์ในการจ้างคนทำงานและไม่พยายามทำทุกอย่างคนเดียว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ มันจะทำให้คุณหลงเข้าไปควบคุมการทำงานทุกส่วนในฐานะที่เป็นเจ้าของ
สำหรับธุรกิจฉัน สิ่งที่ทำแล้วเวิร์คคือการจ้างคนที่ฉลาด มีความสามารถเฉพาะทาง มีแรงบันดาลใจ ซึ่งหากฉันจ้างใครสักคนที่เก่งกว่าฉัน การมอบหมายงานให้เขาทำก็กลายเป็นเรื่องง่าย
3. อย่าฝากความหวังไว้ที่แพลทฟอร์มเดียว
เรามองเห็นความท้าทายเมื่อเจ้าของธุรกิจใช้แค่แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียเดียว (เช่นใน Etsy) และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปลงตรงนั้นหมด แพลทฟอร์มเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และถึงแม้ว่ามันดีมากที่จะใช้ประโยชน์จากมัน แต่เจ้าของธุรกิจที่กำลังสร้างรากฐานทางธุรกิจให้มั่นคงอยู่นั้น จะไม่ผูกขาดอยู่แค่แพลทฟอร์มเดียว
บางครั้งเรามองว่า เจ้าของร้านคงหมดหวังเพราะพวกเขาเคยคิดว่าทำธุรกิจมันง่าย แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นว่ายาก ดูเหมือนว่าเขายังคงเป็นรองและจำเป็นต้องกลับไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของธุรกิจ เพื่อได้ทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าทำมันได้และสบายใจ การอยู่กับมันเป็นเวลานานนั้นหมายความว่าคุณพร้อมแล้ว มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ และปรับตัวเมื่อมีบางสิ่งเปลี่ยนไป
4. ใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาด
ธุรกิจที่กำลังเติบโตมักจะทดสอบ มีล้มเหลวและลองใหม่อีกครั้ง มีคว้าโอกาศและประเมินทบทวนวิธีการทำงาน แม้ว่าการบอกเล่าแบบปากต่อปากมีประโยชน์อย่างมากในช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ แต่ถ้าหวังจะพึ่งวิธีนี้วิธีเดียว การทำงานก็คงแห้งเหือด
ปกติแล้วฉันจะประเมินสถานะของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่กำลังไปได้สวยและอะไรที่ไม่เวิร์ต และฉันก็คิดออกว่าอะไรคือแนวทางใหม่ๆในการทำการตลาดสำหรับธุรกิจฉัน วิธีที่ดีที่สุดคือการพร้อมรับมือโปรโมทธุรกิจในช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังเติบโตดำเนินไปด้วยดี ดีกว่าการทำตอนที่ธุรกิจกำลังเผชิญกับความยากลำบาก เพราะมันยากมาก
5. เก่งกาจในเรื่องของการทำการตลาดรูปแบบ Email
ข้อมูลรายชื่ออีเมลของคนที่กดติดตามข่าวสารของบริษัทมีเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ปรับกลยุทธิ์ในการทำงานกับข้อมูลมหาศาลเหล่านั้น การแบ่งกลุ่มลูกค้า การตั้งค่าอีเมลอัตโนมัติ การทำ A/B Testing และสิ่งอื่นที่คล้ายๆกัน สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มจำนวนการมองเห็นของลูกค้าให้กับธุรกิจ
ชุดข้อมูลรายชื่ออีเมล นับเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในการทำการตลาดอย่างที่เราเห็น ซึ่งต้องได้รับการพัฒนา ดูแลเป็นอย่างดี และควรมีการปรับปรุงคิดกลยุทธ์ใหม่ที่สามารถนำไปใข้งานได้จริง
6. คิดการใหญ่
เราหวังว่าคุณลูกค้าของเราจะคิดการใหญ่ เวลาที่คิดจะลงทุนจ้างเราทำงาน อะไรคือขั้นตอนถัดไปที่พวกเขาสามารถก้าวไปอีกระดับ เพื่อพบกับความสำเร็จ สิ่งสำคัญก็คือพวกเขาต้องกล้าที่จะเสี่ยงและยอมลงทุน
ยกตัวอย่าง ตอนที่ลูกค้าของเราทำ เช่น การจ้างนักวางแผนกลยุทธ์แบรนด์ กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดร่วมกันกับเรา ทำงานปรับภาพลักษณ์องค์กร ออกแบบเว็บไซต์ ร่วมกันกับทีมออกแบบของเรา จากนั้นก็จ้งบริษัท PR หรือการตลาดให้ช่วยในเรื่องการเปิดตัวภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ ซึ่งการวางแผนภาพรวมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
7. กรอบความคิดเติบโต
เราได้ยินกันบ่อยมากเกี่ยวกับ “Growth Mindset” หรือกรอบความคิดเติบโต การชอบที่จะเจอกับความท้าทาย เรียนรู้จากความล้มเหลว และให้ความสำคัญกับความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ เป็นแนวคิดสำคัญมากที่ผู้ประกอบการต้องมี
ฉันพยายามอย่งเต็มที่เพื่อที่จะค้นหาสิ่งที่มอบพลังทำให้บางสิ่งเปลี่ยนไปและให้ฉันได้ปรับตัวคิดทบทวนเพื่อที่จะเติบโต มันทำให้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นดูน่าสนใจและปัญหาที่มาพร้อมกับการเติบโตทางธุรกิจนั้นก็มีราคา นั่นหมายถึงว่า สิ่งที่ฉันได้สร้างขึ้นมาเติบโตต่อเนื่องและมีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้อยู่เสมอ
#สรุปบทความตามที่เข้าใจ
ธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แรกๆอาจจะสำเร็จ พอถึงจุดๆหนึ่งก็ต้องคิดแล้วว่าจะรับมือความยากลำบากในการทำธุรกิจอย่างไรต่อดี ถ้าเกิดบางแผลเราจะมีวิธีแนะนำลูกค้าในการรับมืออย่างไร คือ 1. จะต้องเข้าใจลูกค้า ไม่ยึดติดที่ตัวคุณเอง 2. มีทีมที่เวิร์ค คุณไม่ไปก้าวก่ายควบคุมการทำงานของทุกคน 3. มีช่องทางในการทำการตลาด โปรโมท ขายของมากกว่าหนึ่งที่ ไม่ควรฝากความหวัง ไว้ที่เดียว อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นให้เราไม่สามารถใช้ได้อีกแล้ว 4. ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ 5. มีข้อมูลอีเมลลูกค้าแล้ว ก็ทำการตลาดรูปแบบอีเมลเป็น ให้ลูกค้าได้ติดตาม 6. เล่นใหญ่ กล้าเสี่ยงที่จะลงทุนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด 7. มีกรอบความคิดเติบโต คิดว่าฉันทำได้ ถึงแม้ว่าจะผิดพลาดแต่ก็ได้เรียนรู้













