It’s San Franciscoscape!! Check out my fb page for my new music now -> facebook.com/artinstereomusic #LosingAllHopeisFreedom #artinstereo
seen from United Kingdom

seen from Canada
seen from United States

seen from Netherlands
seen from Netherlands
seen from Canada
seen from Chile

seen from United States
seen from Netherlands
seen from Italy
seen from Iraq
seen from United States
seen from Türkiye
seen from China

seen from United States
seen from China

seen from Belgium

seen from Germany
seen from Italy
seen from China
It’s San Franciscoscape!! Check out my fb page for my new music now -> facebook.com/artinstereomusic #LosingAllHopeisFreedom #artinstereo
PREFACE - คำนำสไตล์
ถ้ามันคือหนังสือ บทแรกมันก็คงต้องขึ้นต้นด้วยคำนำสินะ…. เนื่องด้วยเดิมทีตัวผมเองเป็นคนชอบขีดๆเขียนๆเปื่อยๆเรื่อยๆไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สำหรับคนที่เป็นเพื่อนใน facebook คงได้เห็นสเตตัสใหญ่ๆยาวๆจากผมอยู่เป็นระยะๆ นิสัยนี้ผมเป็นมาตั้งแต่เด็ก สมัยประถมชอบเขียนเรียงความส่งประกวดจนได้ gift set แป้งเด็ก,สบู่เด็กเป็นของรางวัลให้คุณครูประจำชั้นได้ภูมิใจ โตขึ้นมาหน่อยตอนทำงานกลุ่มผมก็มักจะได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆให้ทำหน้าที่ประดิษฐ์ประดอยภาษาเขียน ด้วยเหตุผลที่ว่า “กูเชื่อว่ามึงสามารถขยายใจความ 1 ประโยคให้เป็น 1 หน้ากระดาษได้…..” จนมาถึงจุดนี้ หลังจากที่ง้างๆอยู่นาน ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มต้นเขียน blog กับเขาสักที ถึงแม้จะช้าไปเป็นสิบปี แต่ก็ยังดีที่ได้เริ่ม
ผมเคยมีความคิดอยากเขียนหนังสือสักเล่ม แต่ก็ติดที่มีความคิดในอีกฝั่งนึงคอยดักคอเราอยู่เสมอว่า….
“แล้วจะมีใครอ่านวะ เราไม่ใช่คนดังมาจากไหน….” “แต่คนดังที่มาเขียนหนังสือที่เขียนได้ห่วย ภาษาไม่ลื่นสวย ลำดับใจความได้งงๆงวยๆก็มีเยอะนะ” ผมเคยแอบไปยืนอ่านที่แผงอยู่บ่อยๆ “แต่ก็มีหลายคนที่โด่งดังจากการเขียนหนังสือนะ….” นี่สิตัวจริง แต่ยอมรับว่ามันไม่ใช่อาชีพเราว่ะ “แล้วตกลงที่เราอยากเขียนหนังสือก็เพราะว่าอยากดัง?” ….ไม่ใช่ว่ะ ก็แค่อยากให้ความคิดและทัศนคติของเราได้ถูกเผยแพร่ไปในวงที่กว้างขึ้น แม้จะเป็นเพียงแค่เพื่อความบันเทิงก็ตาม “…แต่ทว่า ถ้าไม่ได้เป็น somebody ไม่ได้เป็นผู้นำทางความคิด ก็คงไม่มีใครอ่านหรอกนะ คนไทยอ่านหนังสือน้อยจะตาย ขนาดสินค้าที่ขายหน้าเวปแปะราคาสีแดงหรา ยังอุตส่าห์มีคนคอมเม้นท์ถามว่าราคาเท่าไหร่คะเลย…” ความคิดสองฝั่งนี้ตีกันไปมาจนกระทั่งวันนี้ผมคิดได้ว่า เออ!!… เขียนๆไปเหอะ เริ่มจากเขียน blog ก่อนละกัน เพราะมันไม่ต้องมีต้นทุนที่เป็น physical อย่างน้อยก็ได้มีอะไรบันทึกไว้ให้ตัวเองในอนาคตได้อ่านว่าเราเคยมีความคิดความอ่านยังไงในวันนี้ วันดีคืนดีอาจมีโอกาสได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือให้เราได้เอานิ้วมือไถลไปกับผิวสัมผัสของกระดาษ และได้สูดกลิ่นที่มาแตะจมูกในยามที่พลิกอ่านแต่ละหน้าก็เป็นได้ ใครจะรู้
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานว่าจะจับเอา content ไหนมาเป็นเรื่องหลัก เนื่องจากชีวิตผมมีความเกี่ยวเนื่องและความสนใจอยู่มากมายหลายด้านจนมั่วซั่วเหลือเกิน ตั้งแต่เป็นเด็กวิทย์-คณิตที่ชอบวิชาภาษาอังกฤษมากกว่าวิชาเลข เพราะเชื่อว่าสมการ xyz ยาวหนึ่งหน้ากระดาษไม่สามารถทำให้เราสื่อสารกับมนุษย์โลกได้, เป็นเด็กสถาปัตย์ที่จบมาทำงานด้านดนตรี เพราะมีพ่อคอยกล่อมเกลาตั้งแต่เด็กว่าถ้าได้เรียนสถาปัตย์จะเท่มากๆ และถ้าเล่นกีต้าร์เป็น สาวๆจะชอบ ผมเลยไม่ยอมปล่อยมันเลยสักข้อ, เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเตรียมการสอนหมดไปกับการเตรียมมุขอะไรไปอำเด็กนักเรียนดี มากกว่าเตรียมเนื้อหาวิชาการ เพราะกลัวเด็กๆหลับในชั้นเรียน, เป็นคนอยากคูลแต่ข้างในโคตรคัลท์ และอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่มันย้อนแย้งในตัว…… ครั้นจะโฟกัสไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเวิร์คสุด ก็ไม่เอาดีกว่า……เพราะมันไม่สนุก และถ้ามันไม่สนุกจะทำไปทำไม สุดท้ายแล้วก็จบที่ เอาเป็นว่าเขียนอะไรก็ได้จากมุมมองของเราละกันนะ เรียกว่า multi-interest blog ให้ดูเท่ๆหน่อย…..โอเคนะ เราจะไม่จำกัดจำเขี่ยตัวเอง
เริ่มจากการที่ผมมักถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นคนค่อนข้างมีทัศนคติที่ขวางโลก แต่จริงๆแล้วผมเองเป็นคนโคตรจะเคารพแรงโน้มถ่วงของโลกเลย และยังมีความโลกสวยแบบสุดโต่งอีกด้วย แต่อาจจะมีความเป็น idealist หรือนิยมความเป็นอุดมคติอยู่บ้าง เลยมักจะมีประสาทที่ไวต่อความไม่สมบูรณ์หรือความห่วยเซ็งของสิ่งรอบตัว ในขณะที่ผมกำลังกลิ้งเกลือกไปกับพื้นโลกตามแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ ผมกลับมองเห็นความเหนื่อยยากของผู้คนที่ต่างพยายามต่อต้านแรงโน้มถ่วง แถมยังทำกันเป็นหมู่คณะจนลืมไปว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันผิดธรรมชาติ เพียงแต่แค่เห็นว่าใครๆเขาก็ทำกัน บรรทัดฐานใหม่ๆจึงถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมความขาวแหกรหัสพันธุกรรม, สังคมอุดมดราม่าที่เราสนใจเรื่องของคนแปลกหน้ามากกว่าชีวประวัติของอาม่าตัวเอง สิ่งฉาบฉวยเหล่านี้มันไม่ยั่งยืนแน่ๆ ก็เพราะ……. กลับไปที่จุดเริ่มต้น - “มันต้านแรงโน้มถ่วง” โลกเราอยู่ยากขึ้นทุกวันเพราะเราต่างลืมไปว่าเราอาศัยอยู่ภายใต้กฎของแรงโน้มถ่วง ผมเองที่นอนอยู่เฉยๆใต้ต้นแอปเปิ้ลจึงคิดชื่อ blog นี้ขึ้นมาได้ว่า “โลกต่างหากที่ขวางเรา” หรือ “see how the world against me” ด้วยประการฉะนี้ย์
ท้ายสุด สิ่งที่ควรเขียนในย่อหน้าแรก ผมกลับเอามาเขียนในย่อหน้าสุดท้าย ลำดับเรื่องราวได้ Memento จริงๆ…. สวัสดีครับ ผมชื่อ อาร์ตครับ ขอเชิญอ่าน blog นี้เพื่อความบันเทิง และจงอย่าพยายามมองหาสาระจากที่นี่ เพราะไม่น่าจะเจอ แล้วผมจะคอยพยายามอัพเดตบ่อยๆครับ
what book was the vincent van gogh one??
It’s from the Great Artists Collection, published in 1970 by Encyclopaedia Britannica!