1. นอร์ทฟอเรส สตูดิโอ (North Forest Studio)
นอร์ทฟอเรส สตูดิโอ โดย จุลพร นันทพานิช ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำคณะวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่่ อาจารย์จุลพรมีความสนใจเกี่ยวกับแนวคิดสถาปัตยกรรมสีเขียว (Green Architecture) ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงจิตวิญญาณ โดยได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่เคารพต่อธรรมชาติ นอกจากศึกษาและเผยแพร่แนวความคิดดังกล่าวแล้ว จุลพรยังใช้ชีวิตตามวิถีทางที่เอื้อเฟื้อต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปั่นจักรยานมาทำงาน การสร้างบ้านประหยัดพลังงานที่ใช้วัสดุในท้องถิ่น ไม่ใช้เครื่องมือไฟฟ้า และ พึ่งพิงธรรมชาติ
“สถานการณ์โลกในตอนนี้ เรายืนอยู่บนปากเหว จึงอยากฝากให้มองอะไรให้ลึกและรอบด้าน แล้วจะเจอทางออก จะทำมากหรือน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”-จุลพร นันทพานิช
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วนคือ
โมเดลผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรม โดยใช้วัสดุธรรมชาติ ของนักศึกษาภายใต้การกำกับดูแลโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ขนาด 100 x 150 cm. จำนวน 10 โมเดล
กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ ภายในบรรจุสิ่งของจำเป็นสำหรับการมีชีวิต (one suitcase living)
พันพรรณ โดย โจน จันได ชาวยโสธรที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง
และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ โจน จันได มีชื่อเสียงจากการสร้างบ้านดิน จนเกิดกระแสสร้างบ้านดินไปทั่วประเทศ ปัจจุบัน โจน เก็บสะสมเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเพื่อแจกจ่ายฟรีให้กับผู้ที่สนใจ
"ทำงานบ้านดินมา 10 ปี รู้สึกว่าเหนื่อยจึงอยากพัก บ้านดินทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่อยากทำจริงๆในตอนนี้ คือการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านแท้ๆ มาเพาะปลูก การเก็บเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญกว่าการทำบ้านดิน เพราะความรู้ในการทำบ้านดิน เรียนรู้ได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เมล็ดพันธุ์นับวันจะหายไปจากโลกทุกวัน การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้องรีบทำ ไม่อย่างนั้นจะหายไปจากโลก ต้องเร่งรีบเก็บรักษาไว้" -โจน จันได
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วน
อิฐดิน(ไม่เผา) ผสมปุ๋ยคอก บรรจุเมล็ดพันธุ์มะเขือชนิดหนึ่ง จำนวน 100 ก้อน (ผมขอให้เพิ่มเป็น 200 หรือ 300 ก้อนเลยครับ ...ถ้าเป็นไปได้) วางเรียงกัน เพื่อแจกจ่ายในระหว่างนิทรรศการ
ภาพถ่ายพันธุ์ต้นมะเขือ(พร้อมกรอบ) ติดตั้งบนผนัง
เรามีความเชื่อว่า การมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องง่าย ฉะนั้นเราจึงพยายามให้พันพรรณเป็นที่ทดลองทางการเรียนรู้เพื่อหาความง่ายให้กับชีวิตโดยเรียนรู้วิธีการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การพึ่งตนเองในที่นี้หมายถึงการพึ่งตนเองในเรื่องปัจจัย 4 คืออาหาร บ้าน ผ้า และยา ทั้ง 4 อย่างนี้เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมายาวนานหลายร้อยปีแต่พอเรามีการพัฒนา มีความเจริญมากขึ้นปัจจัย 4 อย่างนี้กลายเป็นเรื่องที่ยากเกินฝันเราเห็นว่าการพัฒนาวิถีชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันมันผิดพลาดล้มเหลวและไม่ยั่งยืนเพราะยิ่งพัฒนายิ่งทำให้คนลำบากมากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น ตายเร็วขึ้น คนไม่ชื่นชมเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอยู่บนโลกอันงดงามใบนี้เลยต่างคนต่างเครียด หงุดหงิด เศร้า เหงา สิ้นหวัง แล้วจะทนอยู่ต่อไปทำไม? เราเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองกลับไปสู่การมีชีวิตที่ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงรวมตัวกันทดลองเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่อย่างยั่งยืน
วิธีการเรียนรู้ของพวกเราเน้นที่ การลงมือทำความเข้าใจที่แท้จริงเกิดจากการเผชิญเกิดจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่เกิดจากการอ่านการฟังการอยู่ที่นี่จึงเน้นที่การทำงานใช้แรงงาน การใช้แรงทำให้เรามีแรงแต่การใช้เงินทำให้เราเสียเงิน
เรามีความเชื่อว่า การมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องง่าย ฉะนั้นเราจึงพยายามให้พันพรรณเป็นที่ทดลองทางการเรียนรู้เพื่อหาความง่ายให้กับชีวิตโดยเรียนรู้วิธีการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การพึ่งตนเองในที่นี้หมายถึงการพึ่งตนเองในเรื่องปัจจัย 4 คืออาหาร บ้าน ผ้า และยา ทั้ง 4 อย่างนี้เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมายาวนานหลายร้อยปีแต่พอเรามีการพัฒนา มีความเจริญมากขึ้นปัจจัย 4 อย่างนี้กลายเป็นเรื่องที่ยากเกินฝันเราเห็นว่าการพัฒนาวิถีชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันมันผิดพลาดล้มเหลวและไม่ยั่งยืนเพราะยิ่งพัฒนายิ่งทำให้คนลำบากมากขึ้น เป็นทุกข์มากขึ้น ตายเร็วขึ้น คนไม่ชื่นชมเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอยู่บนโลกอันงดงามใบนี้เลยต่างคนต่างเครียด หงุดหงิด เศร้า เหงา สิ้นหวัง แล้วจะทนอยู่ต่อไปทำไม? เราเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองกลับไปสู่การมีชีวิตที่ง่ายได้ ดังนั้นเราจึงรวมตัวกันทดลองเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่อย่างยั่งยืน
วิธีการเรียนรู้ของพวกเราเน้นที่ การลงมือทำความเข้าใจที่แท้จริงเกิดจากการเผชิญเกิดจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่เกิดจากการอ่านการฟังเพียงเท่านั้น การอยู่ที่นี่จึงเน้นที่การทำงานใช้แรงงานเป็นหลัก
“การใช้แรงทำให้เรามีแรงแต่การใช้เงินทำให้เราเสียเงิน"
3 คำเปิง และ ใจ อรุณ ราวีน (ComPeung featuring Jai Arun Ravine)
คำเปิง เป็นองค์กรอิสระที่สร้างสรรค์โครงการศิลปินในพำนักแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย พิสิฐพงศ์ สิระพิศุทธิ์(ศิลปินชาวเชียงใหม่) และ ดร.เฮเลน มิเชลเซ่น(อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ) คำเปิง นิยามตัวเองว่าเป็น พื้นที่ปฏิสัมพันธ์(interactive platform)สำหรับศิลปิน ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ โดยร่วมกับ ใจ อรุณ ราวีน ศิลปินลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวรรณกรรมและบทกวี จากมหาวิทยาลัยนาโรปะ นำเสนอภาพยนตร์สั้นและศิลปะการแสดงสด ในประเด็นเกี่ยวกับ “อัตลักษณ์และการข้ามเพศ”
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วน
วีดีโอโดยคุณใจ อรุณ ฉายผ่านเครื่องโปรเจคเตอร์ โดยตรงเข้าไปที่ผนังใหญ่ ห้องโซน B
performance ในวันเปิดงาน โดย ใจ อรุณ ราวีน
ComPeung featuring Jai Arun Ravine
For “chiangmainow!” exhibition at BACC, Bangkok
Updated 29th January 2011
ComPeung understands itself as an interactive platform providing artists with opportunities to create new works. As such ComPeung is featuring Jai Arun Ravine to explore questions of gender and identity in his video created during his ComPeung residency leading up to the exhibition and in his performance on the opening night for “Chiang Mai NOW!”
Located just outside of Chiang Mai in Doi Saket with its ever growing vibrant art scene and many facets of alternative lifestyles, ComPeung is the first non-governmental artist-in-residence program in Thailand. ComPeung was founded in early 2005 by art professionals who strongly believe that places defying the mainstream art's “obsession” with commerce rather than content are needed. Alternative places that experiment with and questioning the role of art, artists' positions, and the interdependence of art and society. ComPeung aspires to be one of these places, open to all who share the seriousness and the compassion for creativity, the collaborative spirit and who understand the responsibility artists and content providers have towards communities in involving them in creative endeavors.
Although team spirit is paramount for ComPeung and as such we do not believe in conventional work hierarchy but joint responsibility, the two major forces behind ComPeung are Pisithpong Siraphisut and Helen Michaelsen. Pisithpong holds a BFA from the Faculty of Fine Arts, Chiang Mai University, Thailand. Not only his art, incorporating different media, but also his professional experience in the arts
field, his travels and community engagements deeply reflect his approach to life and art: to be involved and to make appropriate (peung) remarks (com). He shares this approach with Helen, who holds a PhD in art history. With extensive experience in multi-cultural and diverse art environments she has been working as a curator, art critic and writer, and as an art concept/art project developer. Believing in the
combined forces of creativity and education she has taught for almost a decade in total as a university lecturer in Bangkok and Chiang Mai.
About ComPeung
ComPeung, combining the two words com (a remark) and peung (appropriate), derives from Northern Thai Lanna language. Our vision and mission for ComPeung are to create those appropriate remarks, suitable to the situations, environments, and communities we deal with.
ComPeung is the first non-governmental artist-in-residence program in Thailand. Founded in 2005 by art professionals who strongly believe places that defy the mainstream art's obsession with commerce rather than content are needed. Alternative places that experiment with and questioning the role of art, artists' positions, and the interdependence of art and society. ComPeung aspires to be one of these places, open to all who share the seriousness and the compassion for creativity.
Since July 2005 when the idea of ComPeung started to become a lived reality, with the help of the artists in residence, the creative community and our friends, we, the ComPeung team, aspire to live up to the truest sense of the meaning of ComPeung.
ComPeung is located in Doi Saket, Chiang Mai Province, Northern Thailand. Despite just being 20 km northeast of the city of Chiang Mai, Doi Saket so far has escaped the tourism trap. Due to its position Doi Saket is also the gateway to Chiang Rai and the Golden Triangle. With diverse local and ethnic communities traditional northern everyday culture is still very much alive in Doi Saket.
The actual ComPeung site, comprising of a total of 112 ares (2.8 acres), is situated in the outskirts of Doi Saket town and surrounded by hills, forests and natural lakes. Such tranquil surroundings together with a lively and diverse microcosm provide the unique setting for ComPeung. Vast opportunities await visiting and local artists to exchange ideas and share experiences through the process of creating artworks, developing conceptual projects as well as participating in workshops and other ComPeung activities.
Through the process of respectfully working and living together in basic sustainable conditions, we hope to encourage both visiting residents and locals to acutely reflect upon and learn from diverse facets of everyday life in this context. And perhaps as a consequence to gain more open and inclusive perspectives about seemingly contrasting positions in contemporary culture. ComPeung provides artists with a rural, peaceful retreat for work and play in an environment closely connected to nature through sustainable frameworks such as adobe dwellings. ComPeung holds the potential for art inspired by local culture through its collaboration with singular local resources.
ComPeung, a nonprofit organization, invites interested artists and content providers to submit their proposals for a residency @ ComPeung. We also welcome collaborative ideas, suggestions and proposals for future collaborations as well as constructive feedback and comments. To keep in touch of what is happening at ComPeung, please check out our regularly updated website.
About Jai Arun Ravine
Jai Arun Ravine is a transgender-identified, multi-disciplinary writer, dancer, visual and performing artist of mixed Thai and white American heritage. Jai received an MFA in Writing & Poetics from Naropa University and a BA in Interdisciplinary Asian Studies from Hollins University. Jai’s work is forthcoming from Corollary Press, Journal of Southeast Asian American Education and Advancement and Drunken Boat, and appears in Here is a Pen: An Anthology of West Coast Kundiman Poets (Achiote Press, 2009) and under the name Alysha Wood in Across and Between the Void with Thai poet Padcha Tuntha-obas (Achiote Press, 2008) and TinFish 18: The Long Poem Issue (TinFish Press, Summer 2008), among others. Jai received a fellowship from the Kundiman Asian American Poetry Retreat in 2009.
“Spatial Fields” and Country Roads:
Creating Transformative Spaces Inclusive of Thai Trans-Masculinities
This proposal is divided into three sections. In Objectives I introduce the breadth of Thai national and Thai American identity as it intersects with tom and trans-masculine gender expression in Thailand and female-to-male (FTM) transgender (trans) and trans-masculine gender expression in the United States. I define my approach, provide a brief historical and cultural context, outline main areas of focus and highlight the urgency of creating a space in which these complex, layered and differing identities can meet in conversation. In Goals I provide specific details of project components and potential products and outcomes. In Attachments I provide a sample of creative writing and short film work that explores similar themes I hope to expand and develop.
A: To create and promote self-defined spaces inclusive of the breadth of Thai trans-masculinities
As a trans-masculine-identified artist of mixed Thai and white American heritage, I am interested in creating mutable spaces for Thai transgender identities, specifically trans-masculinities, in which Thai national and Thai American notions of gender can thrive, dissolve and reconstitute. Due to the many spaces in which western ideals or conformist socio-cultural structures impose fixed definitions and expectations of gender onto us, I believe that this fluidity is urgently needed, especially for trans-masculine expression, since sexism and strict roles for female bodies render much of our experience with gender and sexuality improper and invisible.
Through writing, film and performance I aim to respectfully examine the historical and current condition of trans-masculine gender expression, including tom identity, in Thailand, as well as history and personal experience regarding trans-masculine gender expression within Thai American cultures in the United States. With respect to the ways in which Thai and American perspectives construct the spaces of culture and gender differently, I hope to create and promote the value of a non-hierarchical space in which these varying views can meet in conversation.
Since many Thai masculine- and feminine-identified female-bodied individuals refer to themselves as tom and dee, borrowing from the English words “tomboy” and “lady,”
I am interested in how Thai trans-masculinities are constructed outside of Thai cultural forms and roles, while simultaneously existing inside of them. I would like to examine the rupture and doubling that occurs when gender identity forces a Thai transgender person to exist bi-culturally—when being transgender means they must borrow or assume an “American” self—and how this bi-cultural rupture relates to my own experience growing up with a Thai mother in a predominantly white environment in the United States. Through exploring the shock and discomfort of returning to Thailand as a trans-masculine person, I hope to begin repairing the erasures that have caused my trans identity to make invisible my Thai identity. By re-immersing my body in Thailand’s geography and language, I hope to investigate the possibility of coexistence and create structures for my trans and Thai self to inhabit the same space.
B: To create visibility through film and performance, focusing on the body’s relationship to nature
If in fact much of the material used to create identity is shaped by the social norms of urban centers, I am interested in transgender identities within Thai culture that come into being in rural environments.
Inspired by how Thai filmmaker Apichatpong Weerasethakul and American choreographer Anna Halprin explore the human body’s relationship to nature, I would like to look toward the gender diversity in plants and non-human animals to see how this might shape readings of and possibilities for the transgender body.
An urban environment often colonizes transgender bodies and forces them into set roles; I am interested in the ways in which rural Thai trans-masculinities differ from urban trans-masculinities and how the natural environment could render new spaces for habitation, expansion and growth.
The disciplines of experimental film and performance can be powerful vehicles for self-making, particularly within marginalized communities that lack mainstream visibility and positive media representation. In making the body visible—in one’s own image and with one’s own agency—film and performance can be utilized to push through expectation and create new spaces for growth. Images of Asian transgender people are often packaged as comic relief, tortured psychotic or gender-bending fantasy; their bodies are exoticized, eroticized, fetishized or “other.” I want to offer images and possibilities for Thai and Thai American trans-masculinity that concerns lived experience, where our identities are “complicated, spatial fields of representation,”
where our bodies are a dynamic part of organic life.
C: To foster positive, informative discussion and community connection
Due to a lack of visibility and agency for trans-masculine-identified Thais—in Thailand and the United States—as well as an overall lack of visibility and agency for Asian trans-masculine people, I am offering an urgent and valuable perspective as a trans-masculine half-Thai American who has feet in both genders and both cultures, a lens that I hope will enrich the landscape of Thai and transgender identity discourse. Like Shinjuku Boys from Japan and 3xFTM from Korea, I want to contribute to a lineage of artistic, documentary and experimental film concerning Asian trans-masculinity, as an offering for other Thai and Thai American trans-masculine people.
By verbalizing our experiences I hope that this project will enable positive and informative discussions about what it means to be Thai and transgender and form local and cross-cultural community connections. I aim to bridge the gap between Thai national and Thai American trans-masculinity and not only make our lives visible, but allow for safe spaces in which we are empowered to let our identities decompose, mutate and transform, utilizing an experimental and multi-disciplinary approach that includes writing, dance, film and performance.
Summary: To compile a manuscript consisting of personal narratives of trans-masculine-identified Thai nationals and Thai Americans, creative writing and historical research. To shoot and edit a short experimental film consisting of recorded sound and text, which will be a part of a live performance installation and community discussion.
A: To conduct research and create a community feedback loop
In an effort to keep my work relevant to the communities I hope to empower and make visible, I intend to reach out to toms, trans-masculine-identified Thai nationals and Thai Americans and create an archive of their experiences in the form of interviews or personal narratives.
I hope to create a public network, such has a multi-author blog accessible online, in which these populations can come together within a larger community, converse with one another and provide project feedback. I understand that time and resources may not allow me to carry out this component to its fullest potential within a one month period; however, I have included it since I intend to expand upon this aspect of my project in the future.
B: To compile a manuscript of written work
Since I am predominantly a writer, I see research and writing as driving the formation of the other project components, shaping my choices around movement and the body, shooting and editing the short film and creating the live performance installation. I hope to compile creative writing, personal narratives and historical research, including Thai and English language, into a manuscript and query publishers and small presses such as Silkworm Books in Thailand for publication.
C: To shoot and edit a short experimental film
I would like to shoot and edit a short artistic, experimental film. I plan to function as the sole camera operator but welcome collaboration with others if possible. I intend to work with duration and sequence in relation to the landscape and experiment with ways of framing my body against natural elements, using task-oriented movement and choreographed phrases to create “random, continuous image[s].”
In the sound design I plan to include natural sounds and recorded text from the manuscript.
D: To create a performance installation and community discussion
The project will culminate in a live performance installation, open to the public. The short film will be projected along with live text narration and movement, with ample space for viewers to engage the work. I would like to conclude with a post-performance discussion that includes local and international community resources. I plan to disseminate the film online and through other forms of social networking to enable a larger forum for discussion.
4. สตูดิโอ มาลาเต (Malateh Media Studio)
สตูดิโอ มาลาเต เป็นองค์กรอิสระ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2553 โดย สันติภาพ อินกองงาม และ เพื่อนศิลปินชาวเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ในการเก็บสะสมฐานข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยและสื่อท้องถิ่น โดยขยายพื้นที่ไปทั่วบริเวณภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่ ผ่านโครงการภาพยนตร์และมิวสิควีดีโอ “เชียงราม่า” ซึ่งประกอบไปด้วย(เชียงตุง, เชียงรุ้ง, เชียงทอง, เชียงใหม่ และ เชียงราย)
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสามส่วนคือ
1. เชียงราม่า โปรแกรม ภาพยนตร์สั้น มิวสิควีดีโอ ฯลฯ ฉายเข้าผนังในพื้นที่โซน B
2. ภาพยนตร์สั้น "เชียงใหม่นาว!" ฉายผ่านจอทีวี พลาสม่า ติดผนัง บริเวณทางเข้างาน (?ต้องดูพื้นที่จริงอีกทีครับ)
3. บู๊ทดีเจ เชียงราม่า จัดเปิดเพลง ชาติพันธุ์ ในวันเปิดงาน (? ต้องจัดตารางเกี่ยวกับลำดับของการแสดงอีกครั้งครับ)
5. ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา (Lanna Bird and Nature Conservation Club)
ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2542 จากเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่จะจัดให้มีการประกวดเสียงร้องของนกปิ๊ดจะลิวขึ้น จึงได้มีการรวมกลุ่มพูดคุยกันของคนรักนกและธรรมชาติ ถึงความห่วงใยในสถานการณ์การลดจำนวนลงของนกปิ๊ดจะลิวในพื้นที่ภาคเหนือ ต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการจัดประกวดนกปิ๊ดจะลิวนั้นเป็นการส่งเสริมขบวนการดักจับและค้านก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อจำนวนนกในธรรมชาติ จึงได้ร่วมกันยับยั้งการจัดประกวดเสียงร้องของนกปิ๊ดจะลิวจนสำเร็จลง จากกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน จึงร่วมกันก่อตั้ง “ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ดำเนินการอนุรักษ์นกและธรรมชาติเพื่อให้เกิดความรักและเข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้อง 2. เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน เผยแพร่ข้อมูล ประสบการณ์ในเรื่องนกและธรรมชาติของล้านนา 3. สนับสนุนกิจกรรมดูนก และกิจกรรมศึกษาธรรมชาติให้กว้างขวาง
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสามส่วน
1. ภาพถ่าย ภาพวาดสีน้ำ สเก๊ตช์ คัดสรรจากสมาชิกในชมรมฯ ติดแสดงบนผนัง ประกอบ caption ที่ส่งสารเรื่อง "สิทธิสัตว์" ปลูกฝังความเข้าใจในธรรมชาติ (ยังไม่ทราบจำนวน)
2. ตู้ไปรษณีย์ และ ขาตั้งโปสการ์ด แสดงโปสการ์ดที่ผลิตโดยชมรมฯ ติดแสตมป์(รูปนก)พร้อมส่ง โดยมีตู้รับบริจาค อยู่ด้วย ให้ผู้ชมงานที่ต้องการส่งโปสการ์ดบริจาคเงินค่าโปสการ์ด โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนกิจการของชมรม
3. กิจกรรม bird walk ทุกวันอาทิตย์ โดยความร่วมมือของชมรมจากเชียงใหม่ และ ชมรมกรุงเทพฯ จัดอบรมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูนก การใช้อุปกรณ์ ฯลฯ (กิจกรรมนี้จัดตลอดระยะเวลาสองเดือนในนิทรรศการเชียงใหม่นาว!) กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และ บุคคลทั่วไป
ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา Lanna Bird and Nature Conservation Club
ก่อตั้งขึ้นในปี 2542จากเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่จะจัดให้มีการประกวดเสียงร้องของนกปิ๊ดจะลิวขึ้น จึงได้มีการรวมกลุ่มพูดคุยกันของคนรักนกและธรรมชาติ ถึงความห่วงใยในสถานการณ์การลดจำนวนลงของนกปิ๊ดจะลิวในพื้นที่ภาคเหนือเพราะมีการดักจับนกกันอย่างกว้างขวาง เพื่อส่งไปขายยังทั่วประเทศจนในภาคเหนือพบนกปิ๊ดจะลิวลดน้อยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการจัดประกวดนกปิ๊ดจะลิวนั้นเป็นการส่งเสริมขบวนการดักจับและค้านก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อจำนวนนกในธรรมชาติเพราะในปัจจุบันการเพาะพันธุ์นกปิ๊ดจะลิวในที่เลี้ยงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและใช้ต้นทุนสูง จึงได้ร่วมกันยับยั้งการจัดประกวดเสียงร้องของนกปิ๊ดจะลิวจนสำเร็จลง
จากกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน จึงร่วมกันก่อตั้ง “ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา” ขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2542
ดำเนินการอนุรักษ์นกและธรรมชาติเพื่อให้เกิดความรักและเข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้อง
เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน เผยแพร่ข้อมูล ประสบการณ์ในเรื่องนกและธรรมชาติของล้านนา
สนับสนุนกิจกรรมดูนก และกิจกรรมศึกษาธรรมชาติให้กว้างขวาง
โครงการ “สำรวจนกดอยอินทนนท์” เพื่อเป็นการเผ้าติดตามและระวังปัญหาของสิ่งแวดล้อมของดอยอินทนนท์ จัดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๓
โครงการ “เดินชมนกเชียงใหม่” มุ่งหวังที่จะส่งเสริมและสนับสนุนในผู้คนที่อาศัยในเขตเมืองได้สัมผัสและใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยนกเป็นตัวเชื่อมโยง จัดทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๑
โครงการ "สำรวจนกอุ้มบาตร ณ ประตูท่าแพ” ใช้จำนวนนกอุ้มบาตรที่มารวมนอนกันบริเวณประตูท่าแพ เป็นดัชนีชี้วัดคอยเผ้าระวังปัญหาสิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่ จัดในช่วงเดือนตุลาคมบริเวณประตูท่าแพ โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๗
โครงการ "สำรวจนกปิ๊ดจะลิว เชียงใหม่" ทำการสำรวจประชากรนกปิ๊ดจะลิวและนกชนิดอื่นๆในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นดัชนีบ่งบอกสถานภาพของนกในตัวเมืองและเป็นการเผ้าระวังคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในเมืองเชียงใหม่ โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นวิทยากรให้กับกลุ่ม หรือหน่วยงานราชการ ที่ต้องการอบรมเรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรรมชาติวิทยามาบรรยายให้กับสมาชิกและผู้สนใจทั่วไป
...
6. บริษัทย้อนแยงสุนทรียะ และ ต่อลาภ ลาภเจริญสุข (Yonyang featuring Torlarp Larpjaroensook)
บริษัทย้อนแยงสุนทรียะและสหาย ก่อตั้งโดยศีลวัตถ์ รมยานนท์ เป็นบริษัทไร้รูปแบบและยากที่จะให้คำนิยาม บริษัทย้อนแยงฯ สร้างสรรค์กิจกรรม เหตุการณ์ อาหาร และ ศิลปะปฏิสัมพันธ์ ด้วยแนวความคิด “ศิลปะยั่วยุจินตนาการ” โดยร่วมมือกับศิลปินนักวัฒนธรรมร่วมสมัย ในหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น วงดนตรีย้อนแยง, ร้านอาหารฮาเทหน้า, ครัวคุณก้าน, ย้อนแยงบูติค, โครงการหลูใจพระ, คณะตลกย้อนแยง ฯลฯ บริษัทย้อนแยงฯได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของความโกลาหลอลหม่านร่วมสมัยที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาในสังคมไทย โดยในนิทรรศการ เชียงใหม่นาว! บริษัทย้อนแยงสุนทรียะได้ร่วมมือกับ ศิลปินต่อลาภ ลาภเจริญสุข เกิดปี พ.ศ. 2520 ที่จังหวัดอยุธยา จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากนั้นก่อตั้ง ซีสเคป อาร์ต สเปซ (Seescape Art Space) ซึ่งพื้นที่แสดงผลงานศิลปะสำหรับศิลปินอิสระ ในปี พ.ศ. 2010 ต่อลาภได้สร้างสรรค์ 3147966 Mobile Art Gallery เพื่อเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะเคลื่อนที่ เพื่อจัดแสดงในพื้นที่ต่างๆของจังหวัดเชียงใหม่
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วนแยกจากกัน
1. ออฟฟิศของบริษัทย้อนแยงฯ (installation) แสดงผลงานจิตรกรรม+ประติมากรรม ที่ผ่านมาของบริษัท เช่น เรือแคนนู จิตรกรรมน้ำจิ้ม หลูใจพระ ฯลฯ และ ฯลฯ
2. รถแกลลอรี่ของเหิร จะขับจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ไปจอดบริเวณหอศิลป์บริการของกระเดื่อง มีการแสดงดนตรี วงและ วงอื่นๆ ที่บริเวณหอศิลป์บริการ
บริษัทย้อนแยงสุนทรียะและสหาย
ย้อนแยง ย้อนแปลว่า ถอยกลับ แยง เเปลว่า มอง(ต้องออกเสียงเป็นนาสิกในภาษาเมือง) แปลว่า ถอยกลับไปมอง(ใหม่)
คือบริษัทรับจ้างยั่วยุจินตนาการ ออกแบบศิลปะร่วมสมัยที่พร้อมจะถอยกลับไปเริ่มต้นวิธีคิดใหม่ๆนับหนึ่งประวัติศาสตร์กันใหม่อย่างช้าๆใคร่ครวญ โดยใช้แรงบันดาลใจในการก้าวกระโดดของประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ผ่านมาและโรงงานสำหรับรับสั่งทำ ออกแบบผลงานศิลปะร่วมสมัยทุกชนิด สามารถรองรับความคิดได้ทั้ง ศิลปิน คนรักศิลปะจนถึงลูกค้าที่หลากหลายสาขาอาชีพที่ต้องการสร้างสรรค์และทดลองการเป็นศิลปินชั่วคราวจนถึงถาวรนิรันดร์
โดยมีบุคลากรทีมงานมืออาชีพ ที่พร้อมจะสร้างสรรค์ บริการอย่างประทับจิต และสังเคราะห์สิ่งที่เชื่อมโยงกับลูกค้าทุกท่านที่เชื่อในความคาบเกี่ยวกับวัฒนธรรมตนเองได้อย่างประสานความคิดรวบยอดในราคาที่แสนย่อมเยาว์และเปี่ยมไปด้วยการเเลกเปลี่ยนในปัญญา
ในการแสดงผลงานชุดนี้ ณ หอศิลป์ ทางทีมงานและองค์ประชุมของบริษัทเห็นดีงามกับการที่จะเปิดตัว บริษัทย้อนแยงฯอีกครั้ง เพื่อให้ชาวกทม.ได้พบบริการใหม่ๆที่อาจเป็นส่วนเติมเต็มจินตนาการให้กันและกัน ถ่ายเทระหว่างบริษัทย้อนแยงฯจนถึงกระแสมวลจนหลัก โดยมี รายละเอียดของผลงานคร่าวๆดังนี้ นำผลงานและความสำเร็จที่ผ่านมา และงานใหม่ที่ยังไม่เคยได้นำเสนอที่ไหนมาก่อน นำมาติดตั้งและมีผู้ชำนาญการคอยอธิบายแนะนำ ถึงที่มาที่ไปอย่างละเอียดปึ๊ก!!!
เช่น ออฟฟิศเคลื่อนที่สามารถคอยตามบำรุงบำเรอสุนทรียะของมวลชน, น้ำจิ้มหลูใจพระ, หลูใจพระปะทะจอห์นนี่(ก๋วยเตี๋ยวเรือ), เครื่องพวงลวงหัวใจ(landscape), งานประติมากรรมมากประโยชน์กว่าที่เคยเป็น(พุทธะ ดาเมียน เฮิร์ซ), L.H.O.O.(Q)จากน่านฟ้าประวัติศาสตร์ศิลป์โลก สู่ หลูใจพระคนดีคนเดิมคนเดียว ณ ถนนนิมมานฯ, คนหนังเหนียวแกลลอรี่, ย้อนแยงฯบูติค, ภาพประวัติวงดนตรีย้อนแยงฯที่ได้ตระเวนแสดง ตามเวทีคอนเสิร์ทชั้นนำของประเทศไทย, พร้อมเปิดตัว วงดนตรีวงใหม่ ababubet ค่าย ย้อนแยงเรคคอร์ด
และศิลปินรับเชิญ ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ศิลปินจากลำคลองอยุธยาผู้พุ่งสู่น่านฟ้าโพสต์โมเดิร์น กับการเดินทางของ แกลลอรี่ศิลปะร่วมสมัยเคลื่อนที่ ที่มิได้เป็นเพียงแค่ชุดความคิดที่ค้างเติ่งอยู่บนหอยงาช้างดั่งที่เคยเป็นอยู่……………….
คำว่าศิลปะคืออะไร………………ได้ตายไปแล้ว แต่………ความคิด…อะไรบ้างที่เป็นศิลปะ!!!!!!!! “ไม่มีศิลปะอะไรจะใหม่ได้อีกแล้วแต่มันจะทำได้แค่ให้ความรู้สึกใหม่ๆที่ไม่รู้จบ” "จิตไม่ยอมหลับใจไม่ยอมตื่น นอนดายดิ้นในซุปเปอร์ไอเดีย หวังผ่อนคลายอย่างสร้างสรรค์สู่มวลชน"
"เราต่างเกิดมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน" "การโกหกมิทำให้เสียศักดิ์ศรีใดๆนอกจากจะถูกจับได้เท่านั้น!!!!
ด้วยรักและบริการที่จริงใจใสซื่อ
บริษัทย้อนแยงสุนทรียะและสหาย
7. พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัย แห่งศตวรรษที่ 31 (31st Century Museum of Contemporary spirit)
พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2554 โดย คามิน เลิศชัยประเสริฐ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์ 7 ตู้ เรียงต่อกันเป็นเลข 31 สะสมผลงานศิลปะที่คามินเป็นผู้คัดสรร ภายใต้แนวความคิด “ร่างกายคือพิพิธภัณฑ์ จิตวิญญาณคือศิลปะ”
“เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในเราทุกคนแล้ว เพียงแค่ปลุกให้มันตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ความรัก ความเมตตา เสรีภาพในการแสดงออกที่เกิดจากการเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ภายในตนและผู้อื่นรวมทั้งความกล้าหาญที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของความรู้ที่มีอยู่ในสังคม”-คามิน เลิศชัยประเสริฐ
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วน
1. ภาพถ่ายมุมสูง (bird eye view) 31st Century Museum of Contemporary Spirit (Station) ขยายใหญ่ แล้วให้ผู้เข้าร่วมเซ็นต์ชื่อทับบนภาพ
2. เขียนโลโก้ขนาดใหญ่ติดบนผนัง
3. เสื้อยืดจำนวน 300 ตัว แจกฟรี โดยผ่านการตอบคำถามว่า "คุณคิดว่าโลกของเรามีปัญหาอะไร และ ถ้าคุณมีพรหนึ่งอย่างคุณจะขออะไรให้โลกใบนี้ดีขึ้น?" (ตัวอย่างเสื้อยืดในไฟล์แนบ) คำตอบทั้งหมดจะถูกนำไปใส่ไว้ในเวบไซต์หรือเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ 31
4. เวบไซต์ และ เฟซบุ๊ค หนังสือ Fine Art ฉบับเดือนมีนาคมเป็นส่วนหนึ่งของงาน
พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัย แห่งศตวรรษที่ 31
ร่างกายของเรา คือ พิพิธภัณท์ของเรา / จิตวิญญาณ คือ ศิลปะ
เมื่อวัยเด็กความสุขอย่างหนึ่งของข้าพเจ้าคือการได้เฝ้าดูท้องฟ้าและดูก้อนเมฆ มันเหมือนกับงานประติมากรรมที่มีชีวิตที่ธรรมชาติสร้างขึ้น มีรูปร่างต่างๆ มากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางเวลามันก็จะจับตัวกันเป็นเมฆก้อนใหญ่สีดำ แล้วกลายเป็นฝนตกลงมา ในวัยนั้น ข้าพเจ้าสงสัยมากว่า ก้อนเมฆมันเกิดจากอะไร? กลายเป็นฝนได้อย่างไร? และมันจะลอยไปที่ไหน?
เช่นเดียวกัน พิพิธภัณฑ์แห่งศตวรรษที่ 31 เปรียบเสมือนก้อนเมฆที่เกิดจากน้ำ ที่ถูกแสงแดดแผดเผา ระเหยกลายเป็นไอน้ำและไปรวมตัวกันกลายเป็นก้อนเมฆแล้วเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานที่หรือสภาวะแวดล้อม ในที่นี้มันไม่ใช่เพียงแค่ตู้คอนเทนเนอร์เจ็ดแปดตู้มารวมตัวกันเป็นเลขสามสิบเอ็ดและบรรจุ “หลักฐาน” เกี่ยวกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม ในนั้น หรือ คนสองสามร้อยคนมายืนรวมตัวกันเป็นตัวเลขสามสิบเอ็ด หรือแม้แต่เวบไซต์พิพิธภัณฑ์แห่งศตวรรษที่ 31 ที่ได้จัดทำขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางความคิดที่เกิดจากความสงสัยของข้าพเจ้าในเรื่องคุณค่าทางจิตวิญญาณในการมีชีวิตอยู่ ความหวัง และการเปลี่ยนแปลง โดยความหมายที่แท้จริงของพิพิธภัณฑ์แห่งศตวรรษที่ 31 ที่ข้าพเจ้าต้องการจะสื่อถึง ความหมายของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในโลกอนาคตที่มีอยู่ในชีวิตและจิตวิญาณของเราทุกคน ว่าเราทุกคนควรมีเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้น ไม่ขึ้นอยู่กับสถาบันทางสังคมหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนดระบบคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคม ดังเช่นปัจจุบันที่เป็นอยู่ ทุกชีวิตมีคุณค่าในแบบเฉพาะปัจเจกบุคคลและในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ที่จะเคารพในคุณค่าที่แตกต่างของผู้อื่น
ฝนที่ตกสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ทั่วโลกตลอดเวลาในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน การแสดงออกทางจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ปรากฏออกมาในพฤติกรรมทั่วไป กิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือผลงานทางศิลปะ สามารถเกิดขึ้นได้จากเราทุกคนตลอดเวลาและในทุกสถานที่ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่มากระทบต่อบุคคลนั้นๆ เปรียบเสมือนการแสดงออกถึงคุณค่าของความรัก ความเมตตา ความเคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออก ที่ปราศจากการคาดหวังเชิงผลประโยชน์มากเกินไป สิ่งเหล่านี้ มันเคยมีอยู่ในเราทุกคน แต่ด้วยเหตุผลบางประการ อาจเป็นความรู้ การศึกษา วัฒนธรรม ศีลธรรม รวมถึงกฎหมายและความเชื่อต่างๆ ในวัยที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันได้ปิดกั้น ความกล้า ความจริงใจ ในการแสดงออก ถึงคุณค่าเหล่านี้ ในการดำเนินชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน
ความบริสุทธิ์ของจิตวิญาณที่เคยมีอยู่ในเราทุกคนในวัยเด็ก ที่ปราศจากความกลัว ความกังวล เต็มไปเสรีภาพของการแสดงออก พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตลอดเวลาอย่างมีความสุข ความเบิกบาน ความตรงไปตรงมา ยังคงมีอยู่จริงหรือ? ในพวกเราที่เป็นวัยผู้ใหญ่ อาจกล่าวได้ว่า วิถีธรรมชาติดูเหมือนจะโหดร้าย แต่ก็เป็นการเกื้อหนุนกันและกันของสิ่งต่างๆ สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก เมื่ออิ่มแล้วมันก็พอ ไม่ได้สะสม สัตว์อื่นที่เล็กกว่าก็มากินต่อ ทุกสิ่งเกื้อหนุนกันเป็นห่วงโซ่อาหาร แต่ด้วยกิเลสของมนุษย์ ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ เราได้ทำลายห่วงโซ่อาหารและวิถีธรรมชาติดั่งเดิม เราฆ่ากันไม่ใช่เพราะความหิวหรือความต้องการทางธรรมชาติเพื่อการดำรงอยู่ แต่เพราะกิเลส ตัญหา เราสะสมทรัพย์และอาหารเพื่อความมั่งคลั่ง มั่นคงในอนาคต จนเพื่อนเราอีกมากมายไม่มีจะกินในวันนี้ เราทำสงคราม สร้างอาวุธต่างๆ เพื่อที่จะป้องกันตัวเองจากผู้อื่น และไม่เคยคิดที่จะหยุดสร้างอาวุธ แต่เรากลับออกคำสั่งห้ามให้ผู้อื่นสร้างอาวุธเพื่อป้องกันตัวเขาเอง มนุษย์พูดถึงเรื่องสันติภาพในโลกโดยที่ไม่เคยพยายามสร้างสันติภาพขึ้นในตัวเองก่อน เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในเราทุกคนแล้ว เพียงแค่ปลุกให้มันตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ความรัก ความเมตตา เสรีภาพในการแสดงออกที่เกิดจากการเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ภายในตนและผู้อื่นรวมทั้งความกล้าหาญที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของความรู้ที่มีอยู่ในสังคม
(www.31centurymuseum.org) ข้าพเจ้าหวังว่าพื้นที่นี้เป็นการรวบรวมไอน้ำที่มีอยู่ในท้องฟ้า ให้มารวมกันเป็นก้อนเมฆ พร้อมที่จะรอคอย แสงแดดและความอบอุ่น ที่มีอยู่ในพวกเราทุกคน ที่จะช่วยทำให้ก้อนเมฆนี้ได้กลายเป็นน้ำฝน และตกลงมาสู่พื้นดินเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกใบนี้อีกครั้งหนึ่ง
คามิน เลิศชัยประเสริฐ
13-16 กุมพาพันธ์ 2553
Our Body Our Museum / Spirit is Art.
31st Century Museum of Contemporary spirit
My childhood happiness was to gaze into the sky full of clouds which were mimicking living sculptures, which naturally came in different forms and shapes. The clouds change shape all the time, but sometimes they gather as one big black heavy cloud hanging in the sky ready to pour rain. At that age I always wondered what are clouds made of? How do they become rain? And where would it drift towards?
Similarly, the Museum of 31st Century is just like the condensed clouds ready to pour rain. The appearance of the clouds changes all the time depending on terrain and surrounding factors – just like the Museum of 31st Century. The museum is not just seven or eight containers grouped together to form the number thirty-one, just to fill with cultural artifacts, nor two or three hundred people that form the number thirty-one, but also includes the website of the Museum of the 31st Century.
These components are not just the symbol of ideas derived from my curiosity regarding spiritual values in the living for hope and for change. The real meaning of the Museum of 31st Century is about cultural space of the future for our living and inner spirit. It is about liberating our freedom of expression. I believe one should not be dominated by any social institute or a group of people who make decisions for us on our societal and culture values. Every single life has a remarkable value, so we need to respect the differences.
Rain can happen anywhere in the world as long as the conditions are right. This statement applies just the same to expressions which can happen anytime, anywhere, in any form such as through behaviors, cultural activities, or artworks which depends on the right factors. It is like the value of love, compassion and respect we show to each other including freedom of expression. These considerations are in all of us, but for some reasons – perhaps it is because of what we have gone through in life for our self-benefit. Unfortunately, education and socialization took that freedom away. The more we learn about social values, ethics, social norms, cultural beliefs, and most disciplines, the less freedom remains.
When we were young, our childhood innocence helped us to be daring, less worrisome, giving ourselves lots of alternatives in expression, while always challenging ourselves to learn new things with a positive and eager attitude. Do we still have those attitudes as we become adult? Along our path to becoming an adult, it can be said that life was cruel. But it is like the interconnectedness of many things.
For example, in the natural order of things a predator will kill its prey in order to survive, but humans, consumed by greed and lust, will destroy an entire food chain not to relieve our hunger, but to satisfy our greed. While animals will kill to eat, we will kill for trophies, for our ego, for our greed, or for accumulating money and goods for an imagined or illusionary future. This often results in destruction of species and environments, resulting in hunger and chaos for those living in that environment.
We cause wars. We produce weapons to protect ourselves and never stop producing, yet do not want others to also build weapons. Humans talk about world peace, but never promote peace in ourselves. We cannot change others’ behaviors if we did not change ourselves first. We need the courage to go beyond what we have learned and cultural limitations to awaken our natural state of love, compassion and freedom of expression. These expressions of our human spiritual values can happen only when we have respect for these values in ourselves and others.
The website www.31centurymuseum.org is a space where the work and activities that express our human spiritual values can continue whether there are physical containers or not. Just as a cloud can collect humidity, waiting for the right conditions to rain, so this website- like a cloud – is waiting to be nourished by the sunshine and warmth of our love, compassion and freedom of expression by all of us until they can rain down. This rain will further nourish the world.
Kamin Lertchaiprasert
June 2010
8. แร็บบิตฮู้ด สตูดิโอ (Rabbithood Studio)
แร็บบิตฮู้ด สตูดิโอ คือสตูดิโอออกแบบขนาดเล็ก ก่อตั้งโดย วชิรา รุธิรกนก(อดีตบรรณาธิการรุ่น 2 ของนิตยสารอะเดย์) แร็บบิตฮู้ด เป็นสตูดิโอที่สนใจเรื่องการออกแบบจากเนื้อหา(content-based design) และรับงานออกแบบเพื่อสังคม ผลงานที่ผ่านมาเช่น การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์สำหรับไทร อาร์ม (Try Arm) บริษัทผลิตชุดชั้นใน โดยอดีตพนักงานหญิง 1,959 ชีวิต ที่ถูกเลิกจ้าง ด้วยเหตุผลจากพิษเศรษฐกิจ หรือ โครงการแผนที่ต้นไม้ใหญ่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 (Big Tree Map 2008) ซึ่งแร็บบิตฮู้ด มีความตั้งใจจะจัดทำขึ้นทุกปี และ โครงการเส้นทางเดินป่าอนุรักษ์ธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นต้น
รูปแบบผลงาน คือ สิ่งพิมพ์ทุกชนิดของนิทรรศการ
...
9.มูลนิธิที่นา (theland foundation)
มูลนิธิที่นา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2541 ที่ตำบลน้ำบ่อหลวง อำเภอสันป่าตอง ในพื้นที่ทุ่งนาขนาด 5 ไร่ โดยฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "พุทธเกษตร" ของ ปราชญ์ชาวบ้านฉลวย แก้วคง และ "เกษตรธรรมชาติ" ตามแบบอย่างของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เกษตรกรชาวญี่ปุ่น เจ้าของทฤษฎี do-nothing farming (เกษตรกรรมแบบไม่ทำอะไรเลย) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุมชนทดลองทางศิลปะสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ โดยผสานเข้ากับเทคนิควิปัสสนาและวิธีการแบบเกษตรกรรมธรรมชาติ มูลนิธิที่นาได้จัดกิจกรรมทางการเกษตร ฝึกวิปัสสนาและทำงานศิลปะ ควบคู่กัน ดำเนินงานด้วยระบบอาสาสมัคร จัดกิจกรรมโครงการหนึ่งปี(One Year Project) มาแล้วถึงสองครั้ง โดยให้ศิลปินรุ่นใหม่ เข้าพำนักและทำงานศิลปะร่วมกันเป็นระยะเวลา 1 ปี กิจกรรมปลูกข้าวเป็นประจำทุกปี โครงการบ้านศิลปิน รวมถึงการเข้าร่วมนิทรรศการและสัมมนาระดับนานาชาติหลายครั้ง
รูปแบบผลงานแบ่งเป็นสองส่วนคือ
1. ภาพต้นฉบับ 24 ชิ้น ของศิลปินทั้ง 24 ท่าน พร้อม caption
2. edition ภาพพิมพ์ 2 กล่อง วางอยู่บนโต๊ะ(เราต้องมีโต๊ะใช่ไหมครับ หรือจะใช้เป็นแท่นวางประติมากรรม)
ขอความอนุเคราะห์การสนับสนุนกิจกรรมเปิดตัวโครงการสนับสนุนผลงานศิลปินเพื่อหาทุนดำเนินงานมูลนิธิที่นา
ในการดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิที่นา เพื่อให้สนองตอบต่อวัตถุประสงค์ในการ ส่งเสริมงานด้านการศึกษาเรียนรู้
เข้าใจ ตนเองด้วยเทคนิควิปัสสนา ส่งเสริมงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ และส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยแสดง ออกผ่าน กิจกรรมหลัก (Main Activity) ของมูลนิธิฯ คือ กิจกรรม”โครงการหนึ่งปี” (One Year Project) รวมทั้งกิจกรรมรอง อาทิ กิจกรรมปลูกข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัว โดยวิถีแห่งเกษตรกรรมธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ การเปิดพื้นที่มูลนิธิฯ เพื่อสาธารณประโยชน์ สำหรับการสร้างบ้านหรือถาวรวัตถุ (Permanent Object) อันมีความหมายและ มีคุณค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรม การจัดเสวนา การจัดแสดงผลงานหรือนิทรรศการ รวมทั้งการเข้าพักอาศัยใน “โครงการศิลปิน ในพำนัก” (Artist in Residence) ที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิที่นา ดำเนินการตลอดมานับแต่จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ.2547
ในความพยายามดำเนินกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นไปด้วยเหตุที่มูลนิธิฯ เล็งเห็นว่าทุกกิจกรรม สามารถให้คุณค่าในระดับสาธารณประโยชน์ได้ ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมูลนิธิฯ
มูลนิธิที่นา สนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ตนเองด้วยเทคนิควิปัสสนา
การเรียนรู้ตนเอง เพื่อให้รู้จักตัวเอง แล้วในที่สุดจะเกิดความเข้าใจตัวเอง และขยับขยายออกไปเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายนอก ตัวเองแล้วรู้จักและเข้าใจผู้อื่นและปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ในที่สุด
การรู้จักตัวเองและยอมรับการมีตัวตนของผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมแล้วปรับตัวเข้าหา ไม่่ไปพยายามแก้ไขบิดเบือนย่อม ทำให้เกิดสมดุลย์ในการดำรงอยู่ร่วมกัน หากปราศจากแรงกระเพื่อมใดๆ สมดุลย์จะคงอยู่อย่างนั้น
เมื่อทุกอย่างอยู่ในสภาวะสมดุลย์ ความสุขก็เกิด
การส่งเสริมงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ
มูลนิธิที่นา ได้จัดสรรพื้นที่ของมูลนิธิแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับบ้านเพื่อการอยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และเพาะปลูกพืช ที่จำเป็น
ต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐานโดยไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ หากการจัดสรรพื้นที่ภายในของเราเองทำได้อย่างสมดุลย์ ใช้สอยประโยชน์
ได้จริงและแบ่งสัดส่วนให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละครัวเรือน ก็สามารถจะลดการพึ่งพาจากภายนอก ซึ่งเท่ากับ
ลดปัจจัยความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมดุลย์ชีวิตของตนเองและสมาชิกในครอบครัวลงไปได้ เพราะเราเองเป็นกลไกควบคุมการ นำเข้านำออกของปัจจัยภายนอกภายในตามวิจารณญาณอันมีสติของเราเอง
พื้นที่เพาะปลูกของมูลนิธิฯ จะมีการปลูกพืชต่างชนิดหมุนเวียนไปตามฤดูกาล อาทิ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ต้นหอม
ผักชี ข่า ตะไคร้ แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาด ผักสลัด โหระพา กระเพา มะนาว มะกรูด กล้วย มะละกอ เป็นต้น ส่วนไม้จำพวกยืน ต้นได้แก่ ชมพู่ มะม่วง มะพร้าว มะขาม ต้นดอกแค นอกจากนี้ยังมีพืชที่ขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง กระถิน
สำหรับพืชสำคัญที่สุดที่ี่มีการเพาะปลูกในพื้นที่มูลนิธิฯ ก็คือ ข้าว ซึ่งมีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว โดยรวมมูลนิธิฯ
จะมีการปลูกข้าว 2-3 ครั้งในแต่ละปี ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณน้ำและน้ำฝน
ในการปลูกข้าวแต่ละครั้งซึ่งเราเรียกว่า “กิจกรรมปลูกข้าว” เราจะเชื้อเชิญบุคคลทั่วไปที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการ
ทำนาปลูกข้าวตามวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ มาเข้าร่วมกิจกรรมซึ่งจะได้รับความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
กิจกรรมปลูกข้าว สามารถที่จะขยายผลนำไปสู่ประเด็นเกี่ยวข้องได้อย่างมากมายและแยบยล เป็นจังหวะดีๆ จังหวะ หนึ่งที่จะตอกย้ำให้กลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ ได้รับรู้ว่าข้าวแค่เพียงเมล็ดเล็กๆ สามารถส่งอิทธิพลต่อทุกชีวิตในสังคมได้ อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นใหม่ซึ่งมีทรัพยากรที่สวนไร่นาตกทอดมาอยู่ในมือ่ไม่สนใจเรื่องของการทำนาเพราะซื้อข้าวกินสบายกว่า ปลูกข้าวกินเอง การขายที่นาให้กลุ่มทุนพัฒนาที่ดิน การรับมือกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์อย่างผิดวิธีคิด เป็นต้น ที่ผ่านมามูลนิธิฯ พยายามเปิดโอกาสให้กว้างที่สุดต่อบุคคลทั่วไปให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมฯ
การส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรม
มูลนิธิที่นา เชื่อว่า”ความสร้างสรรค์” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคม ขณะที่ศิลปวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ค่อนข้าง จะอิสระมากที่สุดจากกฎเกณฑ์เงื่อนไขทางสังคม
ศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นของชนชาติใด มันก็คือรูปแบบหนึ่งที่แสดงออกมาในเชิงรูปธรรมได้มากกว่าของ
“ความสร้างสรรค์” และความสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์ควรมีพื้นฐานจากความมีเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก แต่ก็
ต้องเป็นไปโดยความเคารพในความเห็นที่ต่าง ขณะเดียวกันต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดเวลา “ความสร้างสรรค์” จึงจะ
ทำหน้าที่ของมันได้อิสระและสมบูรณ์
มูลนิธิฯ เปิดโอกาสให้มีการใช้พื้นที่เพื่อการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ โดยสม่ำเสมอและโดย
ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นศิลปวัฒนธรรมของไทยหรือต่างชาติใดๆ โดยแสดงออกผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการหนึ่งปี
(One Year Project) การจัดเสวนาในประเด็นที่เป็นที่วิพากษ์ของสังคม (Land of Forum) การเผยแพร่แนวความคิดปรัชญา ชีวิตของบุคคลที่สังคมให้การยอมรับผ่านสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือวารสารรวมถึงการให้การสนับสนุนในรูปพื้นที่สำหรับจัด
นิทรรศการหรือกิจกรรมใดๆ ที่เป็นไปเพื่อสนองตอบต่อวัตถุ ประสงค์ของมูลนิธิฯ ด้วย
แนวคิดในการหาทุนดำเนินงานมูลนิธิที่นา
เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วนับจากมูลนิธิที่นาก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2541 เดิมเป็นที่รู้จักในนาม the land จนปัจจุบันพัฒนามา
อยู่ในรูปของมูลนิธิ ภายใต้การบริหารจัดการโดยกลุ่มศิลปิน นักคิดนักปรัชญารุ่นใหม่ ซึ่งรับช่วงภารกิจที่จะสานต่อการแสวงหา
หนทางใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต และนำเสนอสู่สังคมทั้งในระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับสากล โดยกิจกรรมของมูลนิธิฯ จะอยู่ในรูป
ของการศึกษาวิจัยเชิงสังคม สิ่งแวดล้อม กิจกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรม การสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้นเมื่อต้อง ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม มูุลนิธิฯ ต้องการมีส่วนร่วมแสดงออกทางความคิดและช่วยกระตุ้นบรรยากาศความตื่นตัวต่อศิลปวัฒนธรรม
ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ (พ.ศ.2553 – 2556) ทางมูลนิธิฯ มีความตั้งใจจะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรวมทั้งสิ่ง
จำเป็น ที่จะทำให้กิจกรรมของมูลนิธิฯ ดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวในอนาคต โดยมีแผนที่จะสร้างสำนักงาน พื้นที่ทำงาน
ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ห้องนั่งสมาธิ รวมทั้งจัดหาโสตวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น นอกจากนี้ยังต้องการจะปรับปรุงสภาพพื้น ที่ทำเกษตรกรรมและสานต่อโครงการทดลองเรื่องแหล่งพลังงานทางเลือก รวมถึงเปิดให้เป็นพื้นที่ี่ที่นักศึกษา ผู้สนใจและอาสา สมัครรุ่นใหม่ๆ สามารถจะใช้ทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตัวเองได้ด้วย โดยเหตุนี้มูลนิธิฯ จึงอยากให้ศิลปินทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่และ บุคคลที่อยู่ในแวดวงกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม มีโอกาสได้ร่วมแสดงบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ
ในการดำเนินการหาทุน ทางมูลนิธิฯ ได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังเหล่าศิลปินและบุคคลคุ้นเคยที่มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับ
มูลนิธิฯ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในการบริจาคผลงานศิลปะท่านละ 1 ผลงาน เพื่อจะนำมาเป็นต้นแบบสำหรับงาน Silk screen ซึ่งมูลนิธิฯ ได้รับความอนุเคราะห์มาแล้วทั้งสิ้น 43 ผลงานจาก 43 ศิลปิน (โดยสามารถชมผลงานของทั้ง 43 ศิลปินได้ผ่านทาง
<www.thelandfoundation.org>) แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุนจึงคัดเลือกผลงานเหล่านั้นมาเพียง 24 ผลงานซึ่งได้แก่ผลงาน
1. Alicia Framis 13. Nico Dokx
2. Alexandre Perigot 14. Pier Luigi Tazzi
3. Angkrit Ajchariyasophon 15. Pierre Huyghe
4. Anton Vidokle 16. Rirkrit Tiravanija
5. Brandon Labelle 17. Robert Peters
6. Carl Michael Von Hausswolff 18. Superflex
7. Franz Pomassl 19. Suwan Laimanee
8. Geir Tore Holm 20. Thaiwijit Poengkasemsomboon
9. J.G.Thirlwell 21. Thasnai Sethaseree
10. Jorn Schafaff 22. Tobias Rshberger
11. Kamin Lertchaiprasert 23. Sossa Jorgensen
12. Mit Jai-In 24. Yoshitomo Nara
โดยแต่ละผลงาน ที่คัดเลือกมาจะถูกนำมาทำเป็นงาน Silk screen จำนวน 12 edition จากนั้นจะนำลงบรรจุกล่องจำนวนทั้งสิ้น 12 กล่อง (ฺBox set) ซึ่งในแต่ละกล่อง (Box set) จะมีงาน Silk screen บรรจุอยู่ 24 ชิ้นจาก 24 ผลงานศิลปิน ซึ่งมูลนิธิฯ จะเปิดโอกาส ให้ผู้สนใจได้ให้การสนับสนุนเพื่อเป็นทุนดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ต่อไป มูลนิธิฯ เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้ พื้นที่และช่วงเวลาในงาน Chiang Mai Now! ประชาสัมพันธ์แนวคิดในการหาทุนดังกล่าวสู่สาธารณะต่อไป...
10. ชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่ (CHIANGMAI SUNDAY CYCLING CLUB)
ชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 โดยมี ดร.นิรันดร โพธิกานนท์ เป็นประธานชมรม ได้เริ่มรณรงค์ให้คนเชียงใหม่ทดลองใช้จักรยานในวันอาทิตย์ โดยมีจุดนัดพบกันทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา ๗:๐๐ น. ณ ข่วงประตูท่าแพ รณรงค์การใช้จักรยานในระยะใกล้ ๕-๑๐ กม. และขับเคลื่อนนโยบายการมีทางจักรยานในตัวเมืองเชียงใหม่ การรณรงค์ใช้จักรยานมีพันธมิตรจากศูนย์ส่งเสริมอนามัยเขต 10 และมีการก่อตั้งชมรมจักรยานในหลายจังหวัดภาคเหนือ มีการทำโครงการการส่งเสริมการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันด้วยการใช้จักรยานในเชียงใหม่
“คนจะมีสุขภาพดีได้ออกกำลังกายไปในตัว เมื่อปั่นจักรยานไปทำงานและไปเรียน”-ชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม
1. ภาพคัดสรรการรณรงค์การใช้จักรยาน ตั้งแต่สมัยเริ่มแรก จนถึงปัจจุบัน ที่สื่อให้เห็นความมุ่งมั่น ในการขับเคลื่อนนโยบายการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน และการมีระบบจราจรที่ดูแลความปลอดภัยแก่ผู้ใช้จักรยานในเชียงใหม่
2. ภาพคัดสรรกิจกรรมจักรยานร่วมกันโดยชมรมจักรยานต่างๆ ทั้งในวันอาทิตย์ และวันสำคัญอื่นๆ รวมทั้งจักรยานทางไกลเทิดพระเกียรติ
3. การฉายวิดีโอเรื่องราวของตัวอย่างบุคคลที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน และวิดีโอการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองจักรยาน ที่มีอยู่แล้วหรือทำขึ้นใหม่ แล้วเรียบเรียงเป็นงานศิลปวัฒนธรรมที่มีชีวิต ตลอดงาน
4. การร่วมมือกันของชมรมจักรยานต่างๆ ที่จะปั่นจักรยานทางไกลจากเชียงใหม่ หรือจากจังหวัดของตน ระหว่างวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๔ เพื่อไปร่วมงานเปิดแสดงศิลปะ-วัฒนธรรม ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม. วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๔ ด้วยผู้คนที่ใช้จักรยาน
5. การร่วมแสดงปนิธานของชมรมจักรยานหรือผู้แทนชมรมจักรยานต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทุกจังหวัดของตนเป็นเมืองจักรยาน ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.ในวันเปิดงาน ซึ่งหากมีการทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาเป็นองค์ประธานเปิดงาน ย่อมมีผลให้เกิดการกระตุ้นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สนองรับการมีนโยบายสาธารณะ ให้มีสิ่งจูงใจและมีการสนับสนุนส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันไปทั่วประเทศ
แนวคิดของการนำเสนอเรื่อง ศิลปวัฒนธรรม-วิถีชีวิต
เชียงใหม่ NOW! ..สู่เมืองจักรยานของประเทศไทย
เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพและเมืองอื่นๆในอดีต ที่คนไทยซึ่งมีฐานะดีเคยใช้จักรยานเป็นพาหนะแทนการเดินเท้าแต่เดิม จนได้รับความนิยมในคนฐานะดีจนถึงคนทั่วไป และกลายเป็นพาหนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนทุกชั้นอย่างแพร่หลาย ในต่างจังหวัด เช่นในเชียงใหม่ คนจากทุกทิศทาง ที่เข้ามาทำงานในเวียง(เมืองเชียงใหม่)..แม้ระยะทางกว่า ๑๐ กม. ก็ปั่นจักรยานเข้ามาทำงาน คนเชียงใหม่ในเวียงเองก็ใช้จักรยานไปทำงานและไปเรียนกันอย่างแพร่หลายในช่วงก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๗
เมื่อนิรันดร โพธิกานนท์ มาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)ครั้งแรกปี ๒๕๐๗ ก็ได้ใช้จักรยานปั่นจากบ้านพัก บ้านแม่หยวก ไปเรียนที่มช.อยู่ ๒ ปี และยังได้เห็นคน เชียงใหม่วัยทำงาน ปั่นจักรยานเข้าเมืองบนถนนสายเชียงใหม่-แม่ริม และเริ่มเห็นคนใช้จักรยานยนต์ญี่ปุ่นในขณะนั้น และเห็นมันแพร่ระบาดไปในหมู่นักศึกษาบนถนนห้วยแก้ว จนเกิดเป็นปรากฏ การณ์“สาวมอเตอร์ไซด์”ที่ถูกเล่าย้อนหลังด้วยบทเพลงของ “จรัล มโนเพ็ชร” ในที่อื่นๆก็เกิด ปรากฎการณ์คล้ายๆกัน แต่เรียกว่า “จักรยานคนจน” รถสี่ล้อเล็กปรากฏกาย รถสี่ล้อแดงปรากฏตัว และรถเมล์เหลืองหายไป คนใช้จักรยานเริ่มหายไป เมืองเชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ค่านิยมการใช้รถขยับมาเป็นรถเก๋ง มช.และสถานศึกษาต่างๆของคนในวัยหนุ่ม-สาวเป็นสถานที่แสดงให้เห็นค่านิยมที่เปลี่ยนไปนี้ ผู้ปกครองที่มีฐานะมักซื้อรถยนต์ให้ลูกใช้ แทนจักรยานยนต์ที่เคยแพร่หลายอยู่เดิม เป็นรางวัลเมื่อสอบเข้าเรียนมช.ได้ แม้จะพักอยู่ในหอพักของ มช.ก็ตาม
คนเชียงใหม่เริ่มเห็นอาการป่วยของเมืองจากสภาพปัญหารถติด มลพิษมาก ถนนที่เคยให้รถวิ่งสองทาง เริ่มเปลี่ยนเป็นวิ่งทางเดียวเมื่อราวปี ๒๕๒๕ ถนนรอบคูเวียงกลายเป็นถนนวิ่งทางเดียว คนเดินทางต้องอ้อมวนไปกับรถเครื่องยนต์มากขึ้น และติดไฟแดงตามทางแยกสำคัญๆนานขึ้น ปัจจุบันรถติดนานขึ้น เป็น ๒-๔ แดง กว่าจะผ่านไปได้ โรงพยาบาลมหาราชเป็นสถานที่ซึ่งบ่งชี้ให้รู้ว่า ไม่มีที่ให้ผู้มาใช้บริการจอดรถได้ เพราะจำนวนรถมากมายท่วมถนนภายในและภายนอก เมืองเชียงใหม่ไม่มีรถประจำทาง ซึ่งทำให้คนเดินทางถึงที่หมายได้ทันเวลา-ในราคาที่ยุติธรรมเหมือนคนใน กทม.
พ.ต.ท.อนุ เนินหาด สารวัตรจราจรได้เริ่มรณรงค์ให้คนเชียงใหม่ทดลองใช้จักรยานในวันอาทิตย์เมื่อกลางมิถุนายน ๒๕๓๙ โดยมีจุดนัดพร้อมทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา ๗:๐๐ น. ณ ข่วงประตูท่าแพ (และเชิญชวนคนเข้าร่วมปั่นจักรยานรณรงค์และร่วมกิจกรรมต่อเนื่องโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆมาจนถึงปัจจุบัน) และเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ ได้ก่อตั้งชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่ เพื่อรณรงค์การใช้จักรยานในระยะใกล้ ๕-๑๐ กม. ๐ และขับเคลื่อนนโยบายการมีทางจักรยานในตัวเมืองเชียงใหม่ จนผู้ว่าฯประวิทย์ สีหโสภณ ขอความร่วมมือทั่วเมืองให้คนใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ดูแลคนขี่จักรยานได้ปลอดภัย เป็นการขอให้ “มีทางจักรยานในหัวใจ”เป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๐
กลางเดือนพฤษภาคม 2540 คนเชียงใหม่ที่ใช้จักรยานรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ เป็นล้นพ้น เมื่อพระองค์ท่าน ได้ทรงปั่นจักรยานกับพระสหายและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่(นายพลากร สุวรรรัตน์)ไป-กลับผ่านกองบิน 41 ไปยังสนามกีฬาสมโภชน์ 700 ปี ระยะทางไป-กลับประมาณ 30 กม.
เดือนสิงหาคม 2541 พ.ต.ท ประหยัชย์ บุญศรี รอง ผกก.จราจร ได้เสนอให้ทางชมรมฯเชิญประชุม หัวหน้าส่วนราชการทั้งของเทศบาลนครเชียงใหม่และสำนักงานขนส่ง กับกรรมการชมรมฯ และสนับสนุนให้ทดลองทำทางจักรยานในถนนหลายสายร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ แลมีพิธีเปิดใช้ทางจักรยานครั้งแรกโดยผู้ว่านประวิทย์ ที่ข่วงประตูท่าแพ เมื่อปี 2541 จึงเริ่มมี “ทางจักรยาน”ที่มีรูปจักรยาน และช่องเดินรถจักรยานขนานไปตามแนวถนนหลายสาย แต่ไม่มีการห้ามรถจอดคร่อมทับทางจักรยานอย่างจริงจัง มาจนถึงปัจจุบัน คนเชียงใหม่ที่คิดใช้จักรยานจึงยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยที่จะขี่จักรยานหลบรถที่จอดพร้อมกับต้องระวังรถเครื่องยนต์ที่จะแซงขึ้นมาจากข้างหลัง ในขณะที่ผู้ปกครองก็ไม่กล้าให้ลูกหลานขี่จักรยานไปโรงเรียน แต่ไม่ขัดใจลูกหลานที่ขอใช้จักรยานยนต์ไปเรียนหนังสือ แม้อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะมีใบขับขี่
นิรันดร โพธิกานนท์ รับช่วงเป็นประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์เชียงใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 หลังจากที่ประธานชมรมท่านแรก ศ.ม.ร.ว. นพ.ธันยโสภาค เกษมสันต์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง การรณรงค์ใช้จักรยานมีพันธมิตรจากศูนย์ส่งเสริมอนามัยเขต 10 และมีการก่อตั้งชมรมจักรยานในหลายจังหวัดภาคเหนือ มีการทำโครงการการส่งเสริมการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันด้วยการใช้จักรยานในเชียงใหม่ สนับสนุนโดย สสส. นั่นคือ คนจะมีสุขภาพดีได้ออกกำลังกายไปในตัว เมื่อปั่นจักรยานไปทำงานและไปเรียน ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯดำนินกิจกรรม “จักรยานเพื่อการเรียนรู้”กับโรงเรียนในเมืองเชียงใหม่ 8 แห่งและในรอบนอก 18 แห่ง พร้อมกับขับเคลื่อนนโยบายการมีทางจักรยานและระบบจราจรที่ดูแลความปลอดภัย กิจกรรมจักรยานเพื่อการเรียนรู้ผ่านไปตามกำหนดเวลาของโครงการ โดยไม่มีความคืบหน้าของระบบจราจรที่ดูแลความปลอดภัย ถึงแม้ตำรวจจราจรจะเป็นผู้ริเริ่มการรณรงค์การใช้จักรยาน แต่ตำรวจจราจรในอีก 3 ปีต่อมาและผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงใหม่อีก 4 สมัยถัดมาก็ขัดขวางการประกาศใช้เส้นทางจักรยานนำร่องที่ อนุกรรมการจัดการจราจรทางบก จ.เชียงใหม่เห็นชอบเมื่อ 13 กันยายน 2547 ติดต่อกันมาจนสิ้นปี 2551
เส้นทางจักรยานนำร่อง 3 สายที่ได้รับความเห็นชอบ แต่ถูกชะลอการเปิดใช้มีลักษณะพิเศษ ที่กำหนดให้ทำช่องเดินรถจักรยานสวนมาได้ ในถนนจราจรทางเดียว 3 สายคือ
1. ถนนลอยเคราะห์-ราชมรรคา ผ่านย่านนักท่องเที่ยวนอกคูเวียงเชื่อมกับภายในคูเวียง
2. ถนนช้างม่อย-ราชวิถี ผ่านย่านการค้าและที่อยู่อาศัยนอกคูเวียงสู่ที่ตั้งอำเภอเมืองภายในคูเวียง
3. ถนนเจริญประเทศ ผ่านย่านที่อยู่อาศัย ที่พักนักท่องเที่ยวและโรงเรียน 4 แห่ง
หลังจากมีการสาธิตประกอบการสัมมนาเรื่องการจราจรที่ปลอดภัยแก้ผู้ใช้จักรยาน ให้สื่อมวลชนเข้าใจและเห็นชัดเจนว่า “การขี่จักรยานสวนได้ในถนนจราจรทางเดียวนั้นปลอดภัยกว่าการขี่ไปตามกระแสจราจร” ผู้บังคับการตำรวจภูธรคนใหม่ที่มาเชียงใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ได้เล็งเห็นความดีงามที่เมืองเชียงใหม่ควรเป็นเมืองที่ใช้จักรยานกันมาก และน่าจะเป็นเสน่ห์แก่นักท่องเที่ยวและลดอันตรายจากความเร็วของการใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน จึงสนับสนุนการเปิดเส้นทางจักรยานดังกล่าวเมื่อ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ และมีการเปิดเส้นทางจักรยานส่วนใหญ่ที่เสนอ ๓ สายดังกล่าว เมื่อ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ โดยอาศัยข้อกฎหมายเดียวกันกับที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรก่อนหน้านั้นอ้างอิงว่า เส้นทางจักรยานดังกล่าวไม่ปลอดภัยและไม่ถูกกฎหมาย
เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๔ ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ฯได้ยื่นหนังสือขอให้กองบิน ๔๑ พิจารณาอนุญาตให้ผู้ใช้จักรยานเดินทางลัดผ่านกองบิน ๔๑ เพื่อสนับสนุนให้คนเชียงใหม่ใช้ชีวิตพอเพียง สนองพระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และร่วมกับนานาชาติในการลดภาวะโลกร้อนด้วยการหันมาใช้จักรยานเพิ่มขึ้น และร่วมกันทำให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองจักรยานแห่งหนึ่งหรือแห่งแรกของประเทศไทย
...
11. DOMCUMENTARY (ดม-คิว-เมน-ทา-รี่)
ดม-คิว-เมน-ทา-รี่ ก่อตั้งโดย อุดม แต้พานิช(ศิลปินและนักแสดงที่มีชื่อเสียง) ดม-คิว-เมน-ทา-รี่ คือสตูดิโอศิลปะร่วมสมัย ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะซึ่งกลมกลืนไปกับวิถีชีวิตร่วมสมัย วิธีการนำศิลปะไปผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่เดิม ปรับเปลี่ยนรูปร่างของสิ่งที่เราคุ้นเคยผ่านมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอุดม แต้พานิช ทำให้ศิลปะถูกใช้อย่างกลมกลืนในชีวิตประจำวัน ผลงานของ ดม-คิว-เมน-ทา-รี่ ใช้สื่อที่แตกต่างกัน ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม วัสดุสำเร็จรูป มีความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบ และ วิธีคิดที่มีต่อวัสดุ วัตถุประสงค์ของ ดม-คิว-เมน-ทา-รี่ คือการผสานศิลปะให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน และ ทำให้งานศิลปะเป็นเรื่องที่ทุกคนสัมผัสเข้าถึงได้ง่าย
ร้านไอศกรีม เปิดขายตลอดระยะเวลาของนิทรรศการ รายได้ทั้งหมดร่วมทำบุญ
(รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง)
เราคงไม่ได้ทำศิลปะเพื่อให้ศิลปินดูเท่านั้น
ศิลปินได้พบเห็นศิลปะมามากพอแล้ว
นั้นเราก็น่าจะสื่อสารด้วยเช่นกัน
---------------------------
We do not only create art for the artists,
They have seen enough art pieces.
Those ordinary who appreciate arts,
Those who feel nothing in their hearts,
Or those who do not care.
With them we should also share.
12. ปันยามูฟวี่คลับ (Punya Movie Club)
ปันยามูฟวี่คลับ ก่อตั้งโดย บดินทร์ เทพรัตน์ ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นเภสัชกรนักท่องเที่ยว เจ้าของร้านขายยาชื่อว่า ปันยา(PunYa Midnight Phamacy) เปิดร้านตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า มีอาชีพรองเป็นคอลัมนิสต์และกวี เขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ลงในนิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์หลายเล่ม ปันยามูฟวี่คลับ ได้ทำงานเชิงวิพากย์วิจารณ์อธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยผ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์ และการคัดสรรภาพยนตร์
“ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน”-ปันยามูฟวี่คลับ
เชียงใหม่ เป็นเมืองใหญ่ที่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและการเมืองอย่างรวดเร็วและมากมาย ทางศิลปินจึงเลือกที่จะตีความโจทย์ตรงคำว่า Now! ซึ่งแปลว่า “ปัจจุบันขณะ” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในมุมมองของโลกยุคหลังสมัยใหม่ กาลเวลาเป็นสิ่งที่ลื่นไหลและไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนโลกยุคสมัยใหม่ อดีตอาจมีไว้เพื่อรับใช้ปัจจุบัน ดังที่จอร์จ ออร์เวลล์เคยเขียนไว้ในหนังสือ 1984 ว่า ใครที่สามารถควบคุมปัจจุบัน สามารถควบคุมอดีตได้ ซึ่งแรงบันดาลใจในการคิดคอนเซปต์ความเลื่อนไหลของเวลานี้มาจากผลงานศิลปะ 2 ชิ้น
ชิ้นแรกได้แก่ The Persistence of Memory (1931) ผลงานภาพวาดแนวเหนือจริงของซัลวาดอร์ ดาลี ซึ่งเป็นรูปนาฬิกาเหลว ผลงานที่สองได้แก่นิยายหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซซึ่งมีประโยคขึ้นต้นว่า "หลายปีต่อมา เมื่อเขายืนอยู่หน้าแถวทหารผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า พันเอกออเรริยาโน่ บุเอนดิยาหวนรำลึกถึงบ่ายวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้วที่พ่อพาเขาไปดูน้ำแข็งที่ เพิ่งค้นพบ" ซึ่งในประโยคเดียวมีช่วงเวลาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตปะปนกัน
ซึ่งโครงการที่ผมจะนำเสนอ มีสองส่วนดังต่อไปนี้
เป็นโรงหนังในคอนเซปต์ที่ว่า มนุษย์เราไม่ได้เป็นเจ้าของเวลาของตัวเองโดยสมบูรณ์
โดยจะมีการฉายหนังที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็นสองส่วนได้แก่ “หนังไทย” โดยจะมีการฉายหนังต่างประเทศที่สะท้อนถึงสังคมไทยได้อย่างดี พร้อมเสวนาจากนักวิจารณ์หรือนักวิชาการ ตัวอย่างหนังที่จะนำมาฉายได้แก่ 1984, Waltz with Bashir, Burma VJ, V for Vendetta เป็นต้น ส่วนที่สองได้แก่ “หนังไม่ไทย” โดยจะมีการฉายหนังสั้นไทยที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป (ซึ่งมักจะโดนตำหนิจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมอยู่บ่อยๆ ว่า เป็นหนังไม่รักชาติ) ในคอนเซปต์ 12 Angry Young Men ฉายหนังสั้นของนักทำหนังสั้นไทย 12 ท่าน โดยจะมีการจัดตารางฉายวันละคน ท่านละประมาณ 5-6 เรื่อง พร้อมเชิญผู้กำกับแต่ละท่านมาเสวนาด้วย ตัวอย่างนักทำหนังที่ติดต่อไป ได้แก่ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์, มานัสศักดิ์ ดอกไม้, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เป็นต้น
ผลงานในส่วนนี้ จะมีการทำเป็นป้ายแสดงหน้าโรงหนัง 15 ป้าย จัดแสดงในคอนเซปต์ที่ว่า ถ้าสังคมสมัยก่อนมีเฟซบุ๊ค โดยจะนำประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยอาทิเช่น เปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย 2475, 14ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 และบุคคลในประวัติศาสตร์ อาทิ ปรีดี พนมยงค์, จิตร ภูมิศักดิ์ มานำเสนอประหนึ่งว่า ยุคสมัยนั้นมี facebook แล้ว เพื่อเป็นการวิพากษ์สังคมไทยในเชิงเสียดสีไปด้วยในตัว
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมแน่นอนแล้ว ได้แก่ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, นฆ ปักษนาวิน, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค,นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง, มานัสศักดิ์ ดอกไม้
ส่วนคนที่ผมกำลังอยู่ในขั้นเจรจา ได้แก่ คุณปราปต์ บุนปาน, คุณฮาเมอร์ ซาลวาลา, คุณจุฬญาณนนท์ ศิริผล, คุณไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ
...
อังกฤษ อัจฉริยโสภณ
12 Feb 2011