let go, let in, it's a new day {kaihun}
let go, let in, it's a new day
Expand
สายลมเย็นเฉียบที่แทบจะกรีดแทรกเข้าไปถึงผิวในแม้จะสวมเสื้อผ้าที่อุ่นหนาเพียงไหน ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเหน็บริมแม่น้ำเช่นนี้จึงไม่แปลกที่จะไม่มีใครเหลืออยู่แถวนี้เลย ยกเว้นคนเพียงคนเดียว ร่างโปร่งในเสื้อคลุมตัวใหญ่หนาสีขาวนั่งมองแม่น้ำสีดำอยู่อย่างโดดเดี่ยว ...วิวทิวทัศน์อันมืดมิดริมแม่น้ำถูกมองจนไม่เหลืออะไรให้มอง ดูเหมือนเขากำลังเฝ้ารอใครบางคน ...ใครบางคนที่จิตใต้สำนึกของเขาบอกว่าอีกไม่นานก็จะต้องปรากฏตัว ทั้งที่อีกใจกลับแย้งว่าต่อให้รอเท่าไหร่เขาก็ไม่มา จะรออีกนานแค่ไหนก็ไม่มีวันมา...
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เขาเฝ้ารอเป็นใคร ตัวเขาเองยังไม่รู้เลย
“ทำบ้าอะไรน่ะ นายเกือบจะตายอยู่แล้วรู้รึเปล่า”
น้ำเสียงที่พยายามข่มความโกรธและความกระวนกระวายใจเอาไว้ ดูเหมือนจะได้ระบายออกมาบ้างทันทีที่เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้น
“โกหกน่า...” ร่างบอบบางที่พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ถูกมือใหญ่กดไหล่ทั้งสองข้างให้นอนลงไปอีกครั้ง
“อากาศแบบนั้น เวลาแบบนั้น ...คิดจะฆ่าตัวตายหรือไงกัน?” เสียงฉุนเฉียวปนเป็นห่วงและกังวลใจของเขา กลับทำให้จิตใจของผู้ที่ทำตัวเหมือนเป็นคนป่วยรู้สึกอบอุ่นได้อย่างประหลาด
“เปล่า...ฉันแค่ไปรอคน รอนานไปหน่อยเลยเผลอหลับไป”
ตาใสแจ๋วของเขาทำให้อีกคนเกือบพูดไม่ออก “หมายความยังไง?”
“ฉันไม่รู้จริงๆ ในนี้บอกให้ไป ...เหมือนเป็นเรื่องสำคัญเลยนะ” เขาจิ้มๆไปที่หน้าผาก ...สิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นคนบอกเขา
ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้ว แววตาแห่งความเศร้าถูกเก็บอย่างมิดชิดไม่ให้คนที่นอนอยู่บนเตียงได้เห็น
“โชคดีที่นายแข็งแรงเลยไม่เป็นอะไรมาก ...หิวรึยัง ไปกินข้าวกันเถอะ” เขาเอื้อมมือมาลูบและตบหัวเบาๆอีกสองทีก่อนที่จะลุกออกไป ...นาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียงบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าพอดี
เซฮุนชอบพูดแบบนี้เวลาเขานั่งอยู่นานๆโดยไม่ทำอะไร แต่คราวนี้ต่างกัน... เขาพูดทันทีที่เดินออกมาพร้อมกับท่าทางเหน็ดเหนื่อยมากกว่าปกติ ผมรีบเอาจานออมเล็ต ไส้กรอกและแฮมไปเสิร์ฟตรงหน้าทันที
“ไม่เห็นจะเหมือนตรงไหน พูดอยู่ได้ทุกวัน”
“เหมือนตรงที่มันสะอาด...เกินไป” เขาไม่พูดอะไรต่อแต่แบมือขอมีดกับส้อม
ผมมองดูเขานั่งกินพลางคั้นน้ำส้มไปด้วย เซฮุนค่อยๆตัดออมเล็ตออกมาเป็นชิ้นพอดีคำแล้วใช้ส้อมจิ้มใส่ปาก ตามด้วยไส้กรอก แล้วก็แฮม แล้วก็เป็นออมเล็ต ไส้กรอก แฮมอยู่อย่างนั้นราวกับเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการกินอาหารเช้า ...ที่สำคัญต้องปิดท้ายด้วยน้ำส้มคั้นสด ไม่คั้นสดก็ไม่ยอมกินอีกต่างหาก
“ไม่กินข้าวหรอ เดี๋ยวก็ไม่มีแรงหรอก” คำถามนี้เขาก็ถามผมทุกวันเหมือนกัน
“ไม่ล่ะ ฉันกินแต่กาแฟก็พอ”
“นายเป็นหมอก็น่าจะรู้ว่ามื้อเช้าสำคัญที่สุด” เขาหันมาพูดก่อนจะค่อยๆจิบน้ำส้มเย็นฉ่ำ ท่าทางมีความสุขต่างกับก่อนกินลิบลับ
“รู้หรอกน่า แต่มันก็เป็นนิสัยของฉัน”
“จริงสินะ... นิสัยของคนเรามันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆหรอก” เขาดูจมจ่อมไปกับคำพูดนั้นของตัวเองพลางใช้นิ้วลูบไปตามหยดน้ำข้างแก้วเล่น ...ผมลุกขึ้นคว้ากระเป๋าก่อนบอกลาไปทำงาน แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะสนใจสักนิด
เขาจะรู้มั้ยว่าคำพูดนั้นมันค่อยๆกรีดแทงใจผมไปทีละนิด
“คุณหมอคิมคะ ...เชิญทางนี้หน่อย”
เสียงหวานเกินความจำเป็นของนางพยาบาลเรียกให้ผมหยุดเดิน ผมก้าวตามเธอที่ส่งยิ้มเขินๆมาให้แล้วก็ต้องหยุดเดินกะทันหัน เมื่อชายหนุ่มท่าทางไม่แยแสโลกด้วยการแต่งตัวสุดโต่งเกินใคร ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือมีเสื้อกาวน์สีขาวทับอยู่อีกชั้น โบกมืออยู่ตรงหน้าทันทีที่ผมเลี้ยวซ้ายตรงสุดทางเดิน
“ขอโทษทีที่ให้คุณคนสวยหลอกมา” เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันเกือบหมดทุกซี่
“จะถามอาการเซฮุน นายไม่ให้ฉันโทรไปบ้านนี่นา”
“ก็โทรเข้ามือถือสิ” ...เขายิ้มแบบมีอะไรในใจอีกแล้ว หรือเขายิ้มที่ทำผมหงุดหงิดได้กันนะ
น่าแปลกจริงๆ... จื่อเทาพูดตอบรับทุกประโยคที่ผมเล่า เราเดินไปคุยไปจนมาถึงเกือบสุดแผนกศัลยกรรม
“ตกลงว่าเซฮุนน่ะ ป่วยทางสมองหรือป่วยทางจิตกันแน่?”
“นายว่าเขาค่อยๆฟื้นความทรงจำได้ทีละนิดไม่ใช่หรอ ...ยกเว้นก็แต่เรื่องของเราสี่คน?”
ผมเผลอทำแฟ้มในมือหล่นเสียงดังจนจื่อเทาหันมาทำหน้าเหวอแล้วกระซิบกระซาบว่า...ใจเย็นๆน่า ก่อนจะลากข้อมือผมให้พ้นจากกลางโถงทางเดินนั้น ไม่ได้สนใจแฟ้มที่ตกอยู่เลยสักนิด
“นี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ เขาแค่ความจำเสื่อมชั่วคราวไม่ใช่เหรอ”
“นายไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า” ผมเดินไปหยิบแฟ้มที่ตกอยู่ก่อนจะพึมพำว่าขอตัวก่อน ...ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิด หรือเพราะคำพูดของจื่อเทามันทิ่มลงไปกลางใจผมเป๊ะ?
ผมกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกที่เหมือนพลังงานหมด พอเปิดประตูเข้ามาก็เจอเซฮุนยืนจ้องหน้าอยู่จนผมเผลออุทานเสียงดัง
แน่ล่ะสิ... ผมก้มหน้าก้มตาเดินเข้าไปในห้องโดยมีเซฮุนตามมาติดๆ
“วันนี้ฉันนั่งดูรูปในอัลบั้มอีกครั้ง ...เริ่มจะนึกอะไรออกอีกนิดแล้วนะ”
“อะไร?” ผมหยุดมือจากการปลดเน็กไท แล้วเงยหน้าขึ้นมามองเขา ...สีหน้าเขาดูมีความสุขแววตาฉายความซุกซนนั่นทำให้ผมใจชื้นขึ้นมา
เขาเปิดอัลบั้มรูปอันหนึ่งขึ้นมา เป็นรูปของพวกเราตอนไปตั้งแคมป์ด้วยกันครั้งล่าสุด เซฮุนไล่ชื่อทีละคนอย่างมั่นใจ
“คนนี้ฉัน นาย ...แล้วก็หมอเพี้ยนๆชื่อจื่อเทา คนนี้ชานยอล วันนั้นเราไปกันห้าคน อีกคนคือคนที่ถ่ายรูปนี้ชื่อคริส” เขายิ้มและปรบมือให้ตัวเอง พลางส่งสายตาให้ผมปรบด้วย
“พวกเราต้องสนิทกันมากแน่เลย เราไปด้วยกันตั้งหลายที่” เซฮุนไล่นิ้วไปตามสันอัลบั้มที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะหยิบอัลบั้มเล่มเล็กกว่าอันอื่นออกมา
“แต่อันนี้แปลกนะ ...มีฉันคนเดียวเลย”
ผมชะโงกเข้ามาดูใกล้ๆ ...จริงด้วยสินะ ผมบอก
“ใครถ่ายกัน? นายรู้มั้ย” ผมส่ายหน้าทันที ...อัลบั้มรูปทั้งหมดนี่เป็นของเซฮุน ผมไม่เคยเปิดดูมาก่อนถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต
...หรือว่า? เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆพลางจ้องมองรูปๆหนึ่ง
“รูปนี้? ที่ไหนนะ หรือว่า” หรือว่าอีกแล้ว กำลังจะนึกออกรึเปล่านะ
“หมาตัวนี้น่ะ ฉันจำได้แล้ว ชื่ออะไรนะ? ลัคกี้? แฮปปี้? ไม่ใช่สิ นายรู้มั้ยจงอิน...” เขายื่นรูปมาทางผมด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
“อ๋อ นี่มันหมาของนาย ชื่อเมลโล่ต่างหาก”
“ชื่อนั้นแหละ ใช่จริงๆด้วย...” เขายิ้มกว้างอย่างดีใจที่นึกอะไรออกบ้าง “ตอนนี้มันไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ”
ผมไม่ตอบ แต่กลับแสร้งบิดขี้เกียจแทน ผมบอกขอตัวไปอาบน้ำแล้วจะไปโทรสั่งอาหารค่ำด้วย เซฮุนโวยวายไม่ได้ดั่งใจแต่แล้วก็กลับมานั่งจมอยู่กับกองอัลบั้มรูปอีกครั้ง
ผมรู้สึกเหมือนพลังงานหมดจริงๆ ไม่มีแรงจะเดินออกไปเปิดประตูด้วยซ้ำ
“เซฮุน ...อาหารคงมาส่ง นายไปเปิดที” ผมตะโกนกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ระหว่างที่ตัวผมเองนอนหมดสภาพอยู่ในห้องทั้งที่มีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว
เสียงกดออดเงียบหายไปสักพัก แต่ไม่ยักกะได้ยินเสียงเขาเดินกลับเข้ามา ผมลองเรียกเซฮุนดูอีกครั้งแต่เขากลับไม่ขาน
ผมผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเดินออกไปดูหน้าประตู เซฮุนกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ ท่าทางเขากำลังคิดหนักเพราะมือซ้ายเขากำปกเสื้อตัวเองเอาไว้อย่างที่ชอบทำเวลาสับสน
ใครบางคนมองข้ามไหล่ของเซฮุนแล้วโบกมือให้ผม คนๆนั้นหัวเราะด้วยเสียงทุ้มที่เป็นเอกลักษณ์
“ทำไมแต่งตัวล่อแหลมแบบนั้นล่ะ ให้ตายสิ” เขาชี้มือมาทางผมแล้วสะกิดให้เซฮุนมองตามอีกต่างหาก
ผมอ้าปากค้างเพราะแปลกใจ ...ไม่สิ คาดไม่ถึงมากกว่า นานแค่ไหนแล้วที่หมอนี่ไม่ได้โผล่มาที่ห้องของผม
เสียงกดออดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นคนส่งอาหารตัวจริง
“ฉันเพิ่งจะรู้เรื่องเซฮุน พอดีไม่ได้ติดต่อใครเลยน่ะ เปิดอีเมลล์มาอีกทีตกใจแทบตาย” ชานยอลนั่งท้าวคางเคาะโต๊ะอยู่กับเซฮุน กลายเป็นว่าเรามีแขกที่คาดไม่ถึงมาอีกคนอาหารที่สั่งเลยไม่พอ สุดท้ายผมก็เลยต้องมาทำอาหารเพิ่มจนได้
“นายไปอยู่ไหนมาฮึ?” ผมหันกลับไปถาม
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะขี้เกียจฟังชานยอลพร่ำพรรณนาถึงที่ๆเขาเพิ่งกลับมา แต่ประกายตาอยากรู้อยากเห็นของเซฮุนถูกจุดขึ้นเสียแล้ว
“ว้าว ยังกับในสารคดี ชานยอลไปทำอะไรที่นั่นน่ะ”
ชานยอลหันมามองเซฮุนอึ้งๆ ก่อนจะหัวเราะคล้ายกับแก้เก้อ “ก็ไปถ่ายทำสารคดีน่ะสิ ฉันเป็นช่างภาพสารคดี จำไม่ได้เหรอ?”
แววตาสดใสหายวับไปอีกครั้ง เซฮุนกลับมาก้มหน้านิ่งเลิกคิดจะถามอะไรต่อ
ชานยอลนั่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาให้เซฮุนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาเล่าประวัติละเอียดเกินความจำเป็นของตัวเองให้เซฮุนที่พยักหน้าคล้อยตามเป็นจังหวะฟัง ...แล้วก็เรื่องของพวกเราสี่คนด้วย
“แปลว่าทุกคนเป็นเพื่อนกันมาอยู่ก่อน แล้วฉันค่อยมาทีหลังเหรอ”
“ทำนองนั้นแหละ...อย่าทำหน้าน้อยใจสิ พวกเรารักนายที่สุดเลยนะ” ชานยอลเอื้อมมือไปหยิกแก้มนุ่มนั้นด้วยความหมั่นเขี้ยว
“แล้วอะไรที่ฉันชอบที่สุดยังจำได้มั้ย”
เซฮุนมองไปนอกหน้าต่างเหมือนค้นหาคำตอบ “นายชอบเล่นกีต้าร์ใช่มั้ย”
“นั่นสินะ บางทีมันก็แว้บไปแว้บมาในหัว...”
“ไม่น่าเชื่อว่าเซฮุนของพวกเราจะป่วยอย่างกับในละครแบบนี้ ...จงอิน ฉันว่าเราน่าจะพาเซฮุนไปฟื้นความทรงจำกันแบบในหนังนะ”
อย่าเลย ผมตอบออกมาทันที ชานยอลมองหน้าผมแล้วคงคิดอะไรในใจ
การมาเยือนของชานยอลทำให้ผมตื่นสายกว่าปกติ เพราะกว่าผมจะไล่หมอนั่นให้กลับบ้านกลับช่องตัวเองไปได้ก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว ไม่รู้มีอะไรให้พูดมากมายนักหนา ผมไม่รู้ว่าชานยอลกับเซฮุนคุยอะไรกัน ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันหรือเปล่าที่ทำให้เช้านี้เซฮุนตื่นมาก่อนผม ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเขากำลังทำอาหารอยู่
“ถ้าอย่างนั้นก็ตื่นได้แล้ว”
เซฮุนวางชามข้าวผัดที่มากเกินขนาดสองคนกินลงบนโต๊ะ ผมมองควันอุ่นๆที่ยังลอยกรุ่นมาจากข้าวผัด กลิ่นหอมของมันดูไม่เลวเลย
“ฉันคิดจะเปลี่ยนนิสัยคนน่ะสิ”
ผมเลิกคิ้วอย่างงงๆแต่ก็โดนเอาช้อนยัดใส่มือก่อนจะเอ่ยปากถาม
“กินเร็ว แล้วบอกด้วยว่าอร่อยมั้ย”
ผมพยักหน้าเออออแล้วตักกินตาม ...ก็รสชาติเหมือนเดิมนี่นา อร่อยแบบพอกินได้ ...ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่มันก็เป็นรสชาติที่ผมโหยหาที่สุด
“ฉันจะทำแบบนี้กินทุกวัน แต่เป็นเมนูเดิมนะ” เซฮุนประกาศอย่างหนักแน่น ก่อนที่ผมจะหยิบกระเป๋าออกไปทำงาน เขายิ้มเมื่อเห็นผมทำสีหน้าแปลกใจ
“นายด้วย” ...หือ ผมยกนิ้วชี้ตัวเอง เซฮุนพยักหน้าทำนองว่าก็นายนั่นแหละจะใครอีก
“คุณหมอคิมจงอินก็ต้องกินเป็นเพื่อนฉัน เข้าใจมั้ย...”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้กินอาหารเช้ามานานในรอบครึ่งปีนี้รึเปล่า ผมเลยรู้สึกอึดอัดและกังวลใจแปลกๆ ขณะที่หยุดพักเที่ยงและกำลังเดินไปทานอาหาร มือใหญ่ของใครบางคนก็วางหมับอย่างแรงลงบนไหล่ของผม
“โอ๊ยย” ...เจ็บไม่ใช่เล่นนะเนี่ย
นึกว่าใครที่ไหน หมอเพี้ยนๆที่เซฮุนว่า หวงจื่อเทานั่นเอง
“กำลังจะไปกินข้าวสินะ พอดีเลย ฉันก็กำลังจะไป” ท่อนแขนอันใหญ่โตของเขาเหวี่ยงมาพาดคอผมเฉย ภายนอกที่ดูคนคงคิดว่าเราสนิทกันมากแน่ๆ ...ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ
ผมกับจื่อเทาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา จริงๆแล้วยังมีคริสและชานยอลอีกด้วย ผมทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกับจื่อเทาด้วยความบังเอิญ (ถ้ารู้ล่วงหน้าคงไม่ทำ) ในขณะชานยอลอดทนเรียนจนจบด้วยเกรดอันรุ่งริ่ง ก่อนจะไปทำงานในฝันคือเป็นช่างภาพ ส่วนคริสนั้นได้ทุนไปทำวิจัยอยู่ที่ญี่ปุ่น
“ชานยอลไปหานายที่บ้านเลยหรอ”
“ดูเหมือนจะไม่ได้ไปหาฉันหรอกนะ ไปหาเซฮุนมากกว่า”
“...ยังไงก็ยังตัดใจไม่ได้สินะ”
แล้วจื่อเทาก็นิ่งเงียบไป ผมเองก็ด้วย ...อยากจะถามเหมือนกันว่า นายด้วยรึเปล่าที่ยังตัดใจไม่ได้... แต่อย่าดีกว่า
“อยากจะถามล่ะสิว่าฉันตัดใจได้รึยัง หึหึ ไม่บอกหรอก ปล่อยให้นายหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่แบบนี้แหละ สนุกดี”
กองอัลบั้มรูปที่ถูกทอดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกหยิบขึ้นมาดูอีกครั้ง อัลบั้มอันที่เล็กกว่าอันอื่นเป็นอัลบั้มหุ้มปกหนังสีน้ำตาลอย่างดี ข้างในมีแต่รูปของเซฮุนเต็มไปหมด บางรูปก็ดูตั้งใจ บางรูปก็ดูเหมือนแอบถ่าย แต่ละรูปจะถ่ายต่างวันเวลา แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายสถานที่เดียวกัน
นิ้วเรียวพลิกเปิดดูไปทีละหน้า ในสมองของเขาตอนนี้มีแต่คิด คิด แล้วก็คิด ...แต่ก็คิดไม่ยักกะออก
...โอ๊ะ เซฮุนสะดุดตาเข้ากับรูปใบนึงที่มีตัวหนังสือเขียนกำกับไว้
‘ที่บ้านคริส ...กับเมลโล่^^’
“คริส?” ...ใครกันอีกล่ะ อ๋อ เพื่อนของเราไม่ใช่เหรอ
แต่เหมือนไม่ได้มีแค่นั้น ในสมองอันสับสนวุ่นวายของเซฮุนกำลังพยายามขุดหาความทรงจำที่ไม่รู้ไปหลงอยู่ซอกหลืบไหนออกมา ...แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหายากมากขึ้นเรื่อยๆ
“ปวดหัวชะมัด ช่างมันดีกว่า”
สุดท้ายอัลบั้มนั้นก็ถูกกองไว้ข้างตัว ก่อนที่เซฮุนจะเอื้อมมือไปหยิบอัลบั้มอันล่างสุดที่เป็นวันที่เก่าที่สุดขึ้นมาดู
รูปถ่ายนั้นเป็นตอนที่พวกเขาไปเล่นสกีด้วยกันเมื่อหลายปีที่แล้ว มีทั้งเขา จงอิน ชานยอล ...คนนี้คงเป็นคริส แล้วก็จื่อเทา จำได้ลางๆแล้วว่าตอนนั้นหนาวมาก แถมพวกเขายังเกือบติดอยู่ที่บ้านพักบนภูเขาเพราะพายุหิมะ ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังดูสดใสและมีความสุข แต่ทำไมรูปถ่ายคู่ระหว่างเขากับคนๆนั้นมันเยอะกว่าคนอื่นล่ะ เพราะอะไรกัน?
ดูเหมือนภาพถ่ายเหล่านี้จะช่วยให้เขานึกอะไรออก...
จื่อเทาเกาะหนึบอยู่กับผมตลอดทั้งบ่าย เขาบอกว่าออกเวรแล้วแต่ผมไม่เชื่อหรอก หมอนี่อู้งานมากกว่า
“ไปด้วยๆ” เขาแกล้งทำเสียงเป็นเด็กๆแล้วยกมือขอ พวกนางพยาบาลหัวเราะกันคิกคักคงว่าน่ารักดี แต่ผมว่ามันมันพยายามกวนเบื้องเท้าผมอยู่
“จะไปไหนก็ไป แต่อย่าตามฉันมา”
เขาจึงนั่งจิบกาแฟอ่านนิตยสารอยู่ในห้องทำงานผม ท่าทางมีแผนการสุดๆ แต่ผมไม่อยากคิดล่วงหน้าสักเท่าไหร่ กลัวว่าตัวเองจะเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ
ผมไปเดินตรวจดูอาการคนไข้ในความรับผิดชอบ ช่วงเวลานี้เด็กๆในห้องเดี่ยวมักจะนอนหลับกัน แต่พวกห้องรวมนี่สิ คงอึกทึกไม่ใช่เล่น ...จริงอย่างที่คิดไว้ ผมยังไม่ทันเปิดประตูเสียงหัวเราะเฮฮาก็ดังลอดออกมาทันที
แต่ท่ามกลางพวกเด็กๆ มีใครบางคนที่คุ้นตาเหลือเกินนั่งอยู่ด้วย
ผมเกือบจะลืมหายใจแล้ว เหมือนโลกหยุดหมุนไปสักพักทั้งที่เวลาจริงๆผ่านไปไม่ถึงเสี้ยววินาที
“เซฮุน... มาที่นี่ได้ยังไง”
“มาเยี่ยมเด็กๆน่ะสิ” เซฮุนส่งยิ้มเหมือนแม่พระไปให้เด็กๆที่นั่งกันสลอน
“ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น” ผมพยายามกัดฟันพูด นางพยาบาลที่รออยู่เริ่มสงสัยและสะกิดผม ผมจึงให้สัญญาณพวกเธอเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองนั่นคือการวัดไข้และแจกจ่ายยา
เด็กๆกลับมาประจำที่เตียงตัวเองอย่างว่าง่ายด้วยคำพูดของเซฮุน ผมตรวจพวกเขาทีละคนพลางแอบเหลือบมองเซฮุนที่ยังกอดอกมองผมอยู่ตลอดเวลา
“พี่หมออย่าเพิ่งไปนะคะ” เด็กน้อยผมบ็อบฉุดแขนผมไว้เมื่อผมตรวจเสร็จ
“พี่เซฮุนอุตส่าห์มานะคะ” ...แล้วมันเกี่ยวกันยังไงล่ะ?
“พี่สองคนเล่านิทานเรื่องนั้นให้หนูฟังด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนหน่อยสิคะ” เด็กน้อยส่งสายตาออดอ้อนจนผมใจอ่อน ติดอยู่ที่เซฮุนนั่นแหละ ...จะจำได้รึเปล่าว่าเราเคยเล่านิทานเรื่องไหน
“ได้สิมูอี... จงอินมาสิ” เซฮุนยิ้มและกวักมือเรียกผม
มูอีหลับไปอย่างง่ายดายท่ามกลางความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาในช่วงบ่าย
แต่ดูเหมือนเด็กๆคนอื่นยังตื่นตัวและพร้อมโจมตีผมอยู่...
“พี่สองคนเป็นแฟนกันเหรอฮะ” เด็กผู้ชายที่เข้าเฝือกขาอยู่บนเตียงตะโกนถามขึ้น ทำเอาทั้งห้องฮือฮา
“เอ๊ะ จริงเหรอ” เซฮุนยิ้มนัยน์ตาซุกซน ส่วนผมรู้สึกว่าอยากหายตัวได้ “เปล่าซักหน่อย เราเป็นเพื่อนกันต่างหาก”
“พี่เป็นเพื่อนพี่หมอจริงๆเหรอ” เด็กผู้หญิงผมเปียคนหนึ่งถามขึ้นมาบ้าง
ดูเหมือนเธอจะหันไปซุบซิบกับเด็กผู้หญิงอีกคนเตียงข้างๆ ...ว่าแล้วเชียว ดำๆอย่างพี่หมอหาแฟนไม่ได้หรอก... เด็กพวกนี้นี่มันแก่แดดกันจริงๆ
“เบาๆเสียงกันหน่อยนะ มูอีหลับไปแล้ว ...จริงๆพวกเธอก็น่าจะนอนได้แล้วนะ”
ทำไมเด็กพวกนี้ถึงดูเชื่อฟังเซฮุนกันนัก? ไม่ทันไรทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
เราสองคนเดินออกมาท่ามกลางความเงียบนั้น
“ฉันจำได้ว่า เคยมาเยี่ยมเด็กๆแบบนี้...” เซฮุนหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะหลับตานึก “มูอี...ตอนนั้นที่ฉันมาเธอเพิ่งจะเข้ามาแอดมิทที่นี่ใช่มั้ย ตอนนี้ใกล้จะหายแล้วใช่มั้ย?” เซฮุนหันมาขอคำตอบจากผม ซึ่งผมได้แต่พยักหน้าน้อยๆ ฝ่ามือของผมมีเหงื่อซึมทั้งๆที่มันเย็นเฉียบ
“ฉันจำได้...” เขาโคลงหัวไปมาอย่างเลื่อนลอย แล้วก็เงียบไปตลอดทางจนมาถึงหน้าห้องทำงานของผม
ในห้องทำงานของผมมีบุคคลไม่ได้รับเชิญเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง นอกจากจื่อเทาที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ยังมีชานยอลที่จับจองเก้าอี้ทำงานผมยังกับเป็นที่ของตัวเอง บนโต๊ะมีรูปถ่ายวางกระจายเกลื่อน
“มาทำอะไรกันน่ะ” คนที่ถามไม่ใช่ผมแต่กลายเป็นเซฮุนที่ยืนอยู่ข้างหลังแทน
“เซฮุนนา~ อยู่ที่นี่ด้วยหรอ ดีจัง ว่าจะไปหาที่บ้านอยู่พอดี ...มาดูรูปกันเร็ว” เสียงทุ้มของชานยอลดังขึ้นเกินพิกัดอย่างดีอกดีใจ
เซฮุนเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม หยิบรูปถ่ายมาดูอย่างสนใจ ส่วนผมที่พยายามจะหาที่นั่งลงบ้าง กลายเป็นว่าตัวเองอยู่นอกวงสนทนาไปซะแล้ว ส่วนอีกคนที่เคยอยู่ในห้องก่อนหน้านี้ล่ะ?
จื่อเทาหายตัวออกไปจากห้องตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...
รูปถ่ายที่อลาสก้าของชานยอลมากมายก่ายกองจริงๆ มีทั้งรูปสัตว์ที่เป็นส่วนสำคัญในสารคดี และรูปวิวทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
แต่รูปที่เซฮุนชอบที่สุดกลับเป็นรูปถ่ายทุ่งหิมะอันว่างเปล่า ขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา
“กะแล้วเชียว...” ชานยอลพึมพำพลางอมยิ้มอยู่คนเดียว
“เปล่า... รูปนั้นฉันยกให้เลยเอ้า”
เซฮุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จริงๆนะ”
“จริงสิ ฉันพูดจริงเสมอแหละ” แววตาของชานยอลฉายแววของความเศร้าออกมาเล็กน้อย “เห็นฉันพูดก่อนคิดแบบนี้ แต่ที่พูดออกมาก็จริงใจนะ”
เซฮุนเม้มปากเมื่อคิดถึงเรื่องในอดีต มองดูชานยอลที่แกล้งยิ้มร่าเริงเพื่อเรียกบรรยากาศกลับมา
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ แต่แล้วชานยอลก็ตบมือฉาดใหญ่ก่อนจะเอ่ย
“ที่เซฮุนอยากได้ รูปเซฮุนทั้งหมดเท่าที่ฉันมีน่ะ แหะๆ ...แบบว่ามีรูปตอนเผลอเยอะอยู่เหมือนกันนะ”
ซองขนาดใหญ่ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้เซฮุน
“เซฮุน รูปมันปนๆกันไปหมด ฉันไม่ได้แยกวันเดือนปีไว้เลยนะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย”
“ไม่เป็นไรหรอก...” เซฮุนส่ายหน้าช้าๆ มือบางพลิกดูรูปแต่ละใบราวกับจะหาอะไรบางอย่าง “...ฉันจำได้”
ผมเดินตามจื่อเทาออกมาข้างนอกแล้วทันได้เห็นโหมดเศร้าของหมอนี่นิดหน่อย แต่ผมเผลอเรียกชื่อเขาเลยรู้ตัวซะก่อน จึงเปลี่ยนกลับมาเป็นโหมดกวนบาทาเหมือนเดิม
“ไงพี่หมอ ไปตรวจเด็กๆสนุกมั้ยคะ?” จื่อเทาส่งเสียงเล็กๆ(แต่ไม่น่ารัก) มาถาม
“แล้วทำไมถึงพานางฟ้ากลับมาได้ด้วยล่ะ หืม” นี่คงเป็นสาเหตุที่จื่อเทาตกใจจนอ้าปากค้างสินะ ผมส่ายหน้าก่อนจะตอบ
“จู่ๆก็โผล่มา ยังกับมีจุดประสงค์บางอย่าง ...จุดนี้ของเซฮุนเหมือนนายไม่มีผิด”
“ฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอเนี่ย เศร้าชะมัด”
“แล้วหนีออกมาข้างนอกทำไม นายอยากเจอเซฮุนไม่ใช่เหรอ”
“ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้น่า เซฮุนก็จำฉัน...ไม่ได้เหมือนกัน” ผมพยายามพูดปลอบใจ แต่เหมือนคำพูดมันย้อนกลับมาแทงตัวเอง
“เพราะเจ้าชานยอลมันเล่นเล่าเท้าความละเอียดยิบให้เซฮุนฟังน่ะสิ”
“เราควรทำแบบนั้นบ้างดีมั้ย”
จื่อเทาพูดลอยๆไม่มองหน้าผม ทว่าคำพูดนั้นดูหนักแน่นราวกับเขาได้ตัดสินใจบางอย่าง
เรากลับเข้ามาที่ห้องอีกครั้ง เซฮุนดูตั้งหน้าตั้งตาคอยการกลับมาเพราะทันทีที่ผมเปิดประตูห้อง เซฮุนก็ชะโงกหน้าไปทักทายจื่อเทาที่อยู่ข้างหลัง
เหมือนดอกไม้เหี่ยวๆที่ได้รับน้ำมาหล่อเลี้ยง มันดูสดชื่นขึ้นทันตาจนน่าหมั่นไส้
...ผมต้องหันหน้าหนีเพราะทนขำไม่ไหว เซฮุนเป็นคนเดียวในโลกที่จื่อเทาแพ้ทางให้ ดังนั้นการที่จู่ๆเซฮุนเกิดความจำเสื่อมแล้วจำเขาไม่ได้ในตอนที่ฟื้นขึ้นมาวันนั้น จึงทำเอาจื่อเทาช็อคไปหลายวัน
“นี่พวกเราไม่ได้รวมตัวกันเกือบครบแบบนี้นานแล้วนะ ขาดแต่เจ้าคริสคนเดียวจริงมั้ย”
ชานยอลโพล่งขึ้นมาหลังจากที่คุยเรื่องสัพเพเหระกันไปได้สักพัก
“นั่นสินะ ป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ...สงสัยอยู่อย่างเดียวว่าเซฮุนเกิดเรื่องแล้วทำไมมันถึงเฉยอยู่ได้ นายบอกมันไปว่ายังไงน่ะจงอิน” จื่อเทาหันมาถามผม
“ฉันไม่ได้บอก นายเป็นคนส่งเมลล์หาชานยอลกับคริสไม่ใช่เหรอ?” ผมรีบโบ้ยทันที แค่จู่ๆเซฮุนความจำเสื่อมผมก็ประสาทจะกินอยู่แล้ว
“ฉันส่งให้ชานยอลคนเดียวอ่ะ นึกว่าจะแบ่งกันบอกซะอีก” จื่อเทาตอบเสียงอ่อย
“แปลว่าไม่มีใครบอกมันเลยน่ะสิ”
...โกหกน่า เซฮุนพูดขึ้นบ้างหลังจากเงียบไปนาน คำพูดติดปากของเขาที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว
ผมกับเซฮุนแวะกินข้าวเย็นก่อนกลับ ตอนแรกว่าจะกินร้านแถวบ้านแต่คุณนางฟ้าเกิดอยากกินข้าวห่อไข่ขึ้นมา ผมจึงต้องขับรถย้อนเข้าไปในเมือง เพื่อพาเขาไปกินร้านข้าวห่อไข่แสนอร่อย
“สรุปแล้วนายมาทำอะไรกันแน่”
“ฉันมาหาคุณหมอคิมไง” เขายิ้มน่ารักแต่ผมก็ไม่หลงกลหรอกนะ
“ไม่จริงอ่ะ นายมีแผนอะไรแน่ๆเลย”
“อย่าพูดเหมือนระแวงแบบนั้นน่า ฉันไม่ได้มาทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”
เขาตักข้าวจ้วงใส่ปากด้วยความหิว ...ฉันใช้พลังงานมากเลยนะกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลของนาย เขาบอกอย่างนั้น
“นายจำจื่อเทากับชานยอลได้รึยัง” ผมถามสิ่งที่คาใจมาสักพัก ก็เซฮุนเล่นทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่เอาหัวน็อคพื้นตื่นมาจำเพื่อนไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็นึกออกเอาดื้อๆเสียอย่างนั้น
“มันแว้บไปแว้บมาอยู่นะ ...จื่อเทาเป็นลูกเพื่อนแม่ฉัน แล้วเขาก็เป็นคนแนะนำให้รู้จักกับพวกนาย หมอเพี้ยนนั่นเคยจีบฉันด้วยแต่แห้ว ชานยอลก็เหมือนกัน”
เซฮุนพูดเหมือนเป็นเรื่องทั่วไปปกติสามัญ แต่ทำผมพูดอะไรไม่ออก
“ก็จำได้แล้วนี่นา เพราะอะไร?”
“ถ้าเจอหน้าบ่อยๆก็คงคุ้นๆล่ะมั้ง”
...เป็นแบบนั้นเองเหรอ ผมพึมพำแล้วก้มลงกินข้าวของตัวเองต่อ แต่มันฝืดคอชอบกลเลยกินไม่กี่คำแล้วอิ่ม
ผมเองไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับสมองนักหรอก แต่ถ้าหากเห็นบ่อยๆแล้วจำได้ล่ะก็
...คนที่เขาอาศัยอยู่ด้วยทุกวันอย่างผม ทำไมเซฮุนถึงยังจำไม่ได้ล่ะ
สรุปว่าจื่อเทาอาสาจะโทรหาคริสให้ ผมย้ำว่าอย่าใส่สีตีไข่ให้เว่อร์นักเพราะตอนนี้เซฮุนก็อาการดีขึ้นมากแล้ว(ถึงจะยังจำผมไม่ได้ก็ตาม) จื่อเทาเออออแบบขอไปที แต่เชื่อเถอะว่าทันทีที่คริสวางหูจากจื่อเทา เขาต้องโทรไปจองตั๋วเครื่องบินต่อแน่ๆ
ผมนั่งลงบนโซฟา วางน้ำชาร้อนๆลงบนโต๊ะแล้วเปิดทีวีดูพลางคิดล่วงหน้าว่าถ้าคริสมาจะทำยังไงดี สายตาผมเหลือบไปเห็นอัลบั้มรูปที่เปิดทิ้งไว้ มันดึงดูดให้ผมหยิบขึ้นมาดูบ้าง
รูปถ่ายเดี่ยวของเซฮุนราวกับเป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัว ถึงจะไม่รู้ว่าใครถ่ายแต่ก็...น่ารักชะมัด แอบขโมยไปสักรูปได้มั้ยเนี่ย แต่ฉากหลังนี่มันคุ้นจริงๆ อ๊ะ...จำได้แล้ว ต่อให้ตีลังกาดูผมก็จำได้ ว่ารูปนี้ถ่ายที่ห้องหมอนั่นไม่ผิดแน่
“อ๊ะ เซฮุน” ผมปิดอัลบั้มรูปอย่างรวดเร็ว
“ที่พูดกันที่โรงพยาบาลเมื่อกี้ ...แปลว่าคริสยังไม่รู้เรื่องของฉันใช่มั้ย” เขานั่งลงข้างผมพลางดึงหมอนไปกอด
“แล้วถ้าเขารู้ เขาจะมาทันทีเลยเหรอ?”
“แปลว่าคริสคงรักฉันมากสินะ” เซฮุนพูดแล้วทำท่าคิดหนัก จึงไม่เห็นว่าผมเกือบสำลักน้ำชา
“...นะ แน่นอนอยู่แล้วสิ ก็...”
“ทำไมๆ บอกฉันหน่อย เผื่อจะนึกอะไรออก”
“ให้เจ้าคริสมันบอกเองดีกว่า ...เดาว่าไม่เกินสี่ทุ่ม มันต้องมากดออดที่บ้านแน่ๆ”
สามทุ่มสี่สิบห้า เสียงกดออดที่บ้านเราดังขึ้น...
เซฮุนดูจะตื่นเต้นไม่น้อยกับการมาของคริส เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยตัวเอง และทันทีที่เปิดก็เจอชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อ ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ข้างนอก
เสียงคริสอู้อี้เหมือนจะร้องไห้ตอนที่เขาดึงเซฮุนเข้าไปกอด เขากอดแน่นมากราวกับกลัวว่าคนตรงหน้านี้จะหายไป กระเป๋าผ้าใบสีชมพูหลุดจากมือของคริสตกพื้น มีเสียงร้องเอ๋งตามมาแต่เจ้าของก็ไม่สนใจ เป็นผมนี่แหละที่ไปเก็บให้ …เมลโล่นี่นา
เซฮุนเช็ดน้ำตาให้คริสอย่างแผ่วเบาแล้วถามว่าร้องไห้ทำไม?
“จื่อเทาบอกว่าเซฮุนป่วยหนักมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ...ทำไมไม่ยอมบอกฉันล่ะเซฮุน”
…ผมส่ายหน้าระอาใจกับจื่อเทาจริงๆ
“ฉันไม่ได้ป่วยหนักซักหน่อย จื่อเทาแช่งกันทำไม”
คริสจับหน้าเซฮุนหันซ้ายหันขวาเพื่อเช็คสภาพ ...ก็ปกติดี น่ารักเหมือนเดิม
“อ้าว ...สรุปไม่ได้เป็นอะไรเหรอ”
เซฮุนพยักหน้า แต่ผมส่ายหน้า
“เซฮุนตกบันไดเอาหัวน็อคพื้น ก็เลยความจำเสื่อมชั่วคราวน่ะ”
คริสเพื่อนผมคนนี้เข้าข่ายชายหนุ่มที่สาวๆหมายปอง เพราะรูปหล่อ พ่อรวย เรียนก็เก่ง มีคุณสมบัติดีๆแบบนี้คริสก็เลยร่วมสมัครจีบเซฮุนกับเค้าบ้าง แถมยังไปได้สวยอีกต่างหาก สองคนนี้จึงมีสถานะ ‘เกือบ’ เป็นแฟนกันอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็ลงเอยด้วย…
“ฉันขอเมลโล่ไปเลี้ยงต่างหน้าก็แล้วกันนะ”
ฟังดูชอบกล แต่เห็นหน้าตาดีขี้หลีแบบนี้ คริสเป็นคนอ่อนไหวและรักเดียวใจเดียวมาก ผมไม่กล้าถามถึงสาเหตุที่จากสถานะเกือบจะใช่แฟนลดระดับลงมาเป็นเพื่อนนั้นเพราะอะไร คริสเองก็ไม่เคยเปิดปากเล่า
เซฮุนเล่นกับเมลโล่น้อยอยู่บนพื้นโดยมีคริสนั่งมองตาละห้อย
หมาน้อยสุดน่ารักที่คริสซื้อให้เซฮุนเป็นของขวัญ...เนื่องในโอกาสอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็เป็นหมาที่ทั้งสองคนรักมาก
“ละ แล้วฉันล่ะเซฮุน” ดูท่าเจ้าของเมลโล่อีกคนจะขวัญเสียยิ่งกว่าเดิม เพราะเซฮุนไม่ได้มีทีท่าว่าจำเขาได้เลย
“คริสไง” ตอบกำปั้นทุบดินตามเคย แต่ก็ถูกของเขานะ
“คริส แล้วนายไม่ต้องทำงานเหรอเนี่ย นี่มันวันพุธนะ”
“ผมลางานมา โปรเฟสเซอร์ยังงงๆอยู่เลยตอนผมบอกเขาว่า เอ่อ ...คนสำคัญกำลังป่วยหนัก”
คริสก้มหน้าก้มตาจิกทึ้งพรมของผมด้วยความเขิน ส่วนเซฮุนรับฟังแล้วยิ้มอ่อนๆ
“อย่างนั้นเหรอ นั่นหมายถึงฉันเหรอเนี่ย”
ผมปล่อยให้เขาคุยกันตามลำพังทั้งที่ไม่ค่อยอยากสักเท่าไหร่ เลยปลีกตัวเองมาอยู่ในห้องนอนแทน เมลโล่ก็ดูจะทนไม่ไหวเหมือนกัน เธอจึงวิ่งตามผมออกมาด้วย
“เบื่อเหมือนกันเหรอ ...นั่นน่ะสิน้า ยังกะหมาหัวเน่าเลยฉัน”
เมลโล่ทำหน้าเซ็งคล้ายกับจะบอกว่าอย่ามาเปรียบกับหมานะยะ ผมอุ้มมันมาไว้บนตักแล้วเกาคางเพื่อเอาใจ
ผมรู้สึกปวดท้องทันทีที่ตื่นนอน คงเพราะเมื่อคืนนอนดึกเกินไป หรือไม่ก็เครียดจนแผลเก่าๆในกระเพาะอาหารคิดถึงผมขึ้นมา
เสียงครวญครางของเซฮุนดังไม่หยุดจนผมอาบน้ำเสร็จแล้วก็ยังไม่เลิก เซฮุนนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพรม อ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ บนพื้นมีรูปถ่ายกระจายเกลื่อน
“สภาพเละเทะอะไรกันเนี่ย” ผมจะเป็นลม
“จงอิน~” เซฮุนกลิ้งมาอยู่ตรงหน้าผมก่อนจะเด้งตัวขึ้นมายืน
“นี่ฉันเคยเป็นแฟนกับคริสด้วยเหรอ”
ที่ผมยังไม่รู้ก็คือหนังสือที่เซฮุนอ่านเมื่อเช้าคืออะไร และรูปถ่ายพวกนั้นด้วย พยาบาลผู้แสนใจดีจัดยาเคลือบกระเพาะมาให้ผม ผมขอบคุณเธอก่อนจะกลืนยาเม็ดโตๆลงท้องไป ...เมื่อวานพวกเขาคุยอะไรกันนะ หรือว่าเซฮุนนึกออกเอง
ประตูห้องแง้มออกนิดๆ พร้อมกับใบหน้าคล้ำที่มีใต้ตาดำคล้ำโผล่มาแค่ครึ่งซีก มันดูสยองขวัญมาก
“เข้ามาเถอะ น่ากลัวชะมัด”
จื่อเทาเข้ามาจับจองที่นั่งอย่างไม่เกรงใจ แถมยังหยิบชาเขียวร้อนๆของผมไปดื่มหน้าตาเฉย
“ปวดท้องดื่มชาไม่ดีนะ ฉันดื่มแทนเอง” เขาบอกเมื่อเห็นสายตาของผม
“ที่มาวันนี้มีเรื่องจะบอก หึหึ”
จื่อเทาวางถ้วยชาลงอย่างบรรจงผิดวิสัย ทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะนั่นอีก...
“ฉันตัดสินใจแล้วว่าปีนี้เราจะไปที่ลานสกีเดิม” จื่อเทาประกาศกร้าว “โทรไปจองแล้วด้วย หึหึ อย่าหาว่าบังคับไปล่ะ”
“นายมีแผนอะไรแน่ๆ ทำหน้าทำตาอย่างนั้นน่ะ”
“เปล๊า จะไปมีแผนอะไร แค่คิดถึงสถานที่ที่พวกเราไปเที่ยวด้วยกันครั้งแรกก็เท่านั้น”
“ก็ดีนะ ...ล่ะมั้ง” ผมชักสังหรณ์ใจแปลกๆ
“วันเสาร์นี้เลย ไหนๆเจ้าคริสมันก็ลายาวแล้ว ดังนั้นทุกคนห้ามเบี้ยว เข้าใจ!”
...ทุกคนที่ว่าเนี่ย หมายถึงผมโดยเฉพาะเลยสินะ
ผมลากสังขารตัวเองกลับมาที่บ้านก็เจอคริสมานั่งเฝ้าเซฮุนอีกแล้ว ผมก็เพื่อนมันเหมือนกันนะ ไม่เห็นจะได้คุยกันเกินสองคำเลยนอกจาก ...ไง จงอิน กับ ...กลับก่อนนะจงอิน
“ตอนนั้นผมเองก็ทำตัวแย่ ไม่น่าให้อภัยจริงๆ”
...ดูท่าสองคนนั้นจะยังไม่รู้ตัวว่าผมกลับมาแล้ว แถมบรรยากาศยังดูตึงเครียดอีกด้วย
“เรื่องมันผ่านไปแล้วนี่นา อีกอย่างฉันเองก็ใจร้ายเหมือนกัน”
“ผมเสียใจจริงๆ เซฮุนรู้รึเปล่าว่าผมเสียใจแค่ไหน ...ถ้าเซฮุนไม่ได้ความจำเสื่อม ผมคงไม่มีโอกาสได้พูดแบบนี้แน่ๆ” เสียงของคริสเศร้ามาก คงเรียกคะแนนสงสารได้ไม่น้อย
“ขอโทษนะ แต่เราเป็นเพื่อนกันแบบนี้ดีกว่า”
ผมนั่งหลบมุมแอบดูอยู่หลังกระถางต้นไม้ เห็นเซฮุนเอื้อมมือไปลูบหัวคริสเพื่อปลอบใจ พ่อหนุ่มขี้แยแถมขี้อ้อน อ้อนซะจนผมรู้สึกอิจฉา
“เอ่อ สรุปว่าเรื่องของเรา เซฮุนจำได้แล้วรึยัง”
“ได้นิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีๆนะ”
“อย่างเช่นอะไร บอกผมหน่อยสิ”
“ก็ที่คริสให้เมลโล่กับฉัน แล้วก็ขับรถพาไปกินข้าวริมทะเล”
...มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
“ใช่เลย แล้วยังจำอะไรได้อีก”
“เราเคยไปดูดอกไม้ด้วยกันที่ฮอกไกโด”
“แล้วเซฮุนจำได้รึเปล่าว่าเคยมาห้องของผมทุกวัน แล้วยังที่เราสองคนแอบหนีเจ้าพวกนั้นไปเที่ยวอิตาลีด้วยกันอีก”
อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ อะไรนะ
...เซฮุนเงียบเสียงไป แต่มองจากด้านหลังแล้วเหมือนอาการพยักหน้า
“ก็จำได้เยอะนี่นา หายความจำเสื่อมแล้วละมั้งครับ”
เซฮุนเงียบเสียงไปนาน แต่สุดท้ายกลับพูดว่า “ทำไมจงอินยังไม่กลับมาอีก เลยเวลามาตั้งสามสิบห้านาทีแล้วนะ”
“เจ้าจงอินไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาเลยเหรอครับ”
“ใช่ ถ้ามีเรื่องด่วนเขาจะโทรบอกฉัน”
คริสขอตัวกลับก่อนโดยไม่รอเจอผม ก่อนกลับเขายังบอกเรื่องไปลานสกีด้วย ย้ำว่ายังไงก็ต้องไปกันทุกคนให้ได้
“อื้อ บอกจื่อเทาเลยว่าฉันจะไป”
ผมคงจะเผลอนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานถ้าเซฮุนไม่มายืนตรงหน้าซะก่อน
ผมลุกขึ้นยืนโดยไม่มองหน้าเขา แกล้งถามว่าหิวรึยัง จะไปทำอะไรให้กิน ...พยายามไม่สนใจสายตาของเซฮุนที่จ้องผมแทบทะลุ
“ยังไม่หิว ทำไมกลับมาแล้วนายต้องมานั่งตรงนี้ด้วย”
เซฮุนเดินตามผมไปจนถึงครัว ผมพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่นแต่เซฮุนไม่ยอมเลิกรา
“ก็เห็นนายคุยกับคริสอยู่”
“ฉันไม่ควรไปทำลายจังหวะน่ะสิ กำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“...สำคัญที่ไหนกัน” เซฮุนกระซิบเสียงอ่อยๆ
หลังจากนั้นเราสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย...
เช้านี้ยังคงเหมือนที่ผ่านมา เซฮุนทำออมเล็ต ไส้กรอกและแฮมสำหรับสองที่ และที่ไม่ลืมก็คือน้ำส้มคั้นสด ผมนั่งกินอย่างเรียบร้อยเหมือนกลัวโดนครูดุ
“วันนี้ตอนสิบเอ็ดโมงตรงฉันมีนัดกับคุณหมอคัง”
“ดังนั้นฉันจะออกไปพร้อมนายเลยนะ” ผมหันขวับไปมองเซฮุนที่ยังอยู่ในชุดนอนและกำลังหั่นไส้กรอกอย่างละเมียดละไม
เขาเหลือบตาขึ้นมามองผมเล็กน้อยและยิ้มมุมปาก ...เช้านี้ผมเจอปัญหาเสียแล้ว
กว่าจะออกจากบ้านได้ก็สายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เพราะแทนที่เซฮุนจะแต่งแค่ตัวเอง แต่กลับจับผมไปแต่งตัวใหม่ด้วย
“ใส่ผ้าพันคอด้วยสิ อากาศหนาวจะตาย”
เซฮุนแต่งตัวครบชุดพร้อมออกไปข้างนอกเต็มที่ เขาเติมผ้าพันคอกับยัดถุงมือใส่กระเป๋าของผมเพิ่มให้อีก
“ในรอบหกเดือนนี้ ฉันไม่เคยไปทำงานสายเลยรู้รึเปล่า”
เซฮุนตอบสุ้มเสียงภูมิใจ ผมถอนหายใจยาวพรืด
“ถ้าฉันไม่ได้จะไปหาหมอ นายจะยังรอฉันรึเปล่า” จู่ๆเซฮุนก็พูดเสียงนิ่ง จนผมต้องปรับอารมณ์ตามให้ทัน
“ถ้าฉันไม่ได้ความจำเสื่อม แล้วนายจะคอยดูแลฉันดีแบบนี้มั้ย?”
ผมไม่ตอบ เพราะไม่รู้จะตอบยังไง ...ก็ต้องดีสิ ทำไมถึงถามแบบนั้น ก็ฉันน่ะ...
“เอาเถอะ ถือว่าไม่ได้ถาม”
“ทำไมเรื่องของนาย แค่นายคนเดียว ฉันถึงนึกไม่ออกสักที ทั้งที่พยายามมากขนาดนี้แล้ว”
“จงอิน ฉันกับนายน่ะ...เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
...ผมไม่รู้ ...ฉันไม่รู้จริงๆเซฮุน
ผมส่งเซฮุนที่หน้าห้องตรวจ เขาไม่พูดอะไรสักคำนอกจากขอบคุณแล้วก็นั่งนิ่งๆเพื่อรอเรียกชื่อ
...เซฮุนหยิบหนังสือในกระเป๋าขึ้นมาพลิกอ่านอย่างไม่สนใจผม ช่างเย็นชาจริงๆ
สุดท้ายผมจึงเดินคอตกกลับมาที่แผนกตัวเอง พอเปิดประตูก็เจอจื่อเทานั่งเล่นคอมผมอยู่ ...เดี๋ยวนี้หมอนี่มาบ่อยจนผมไม่ตกใจแล้ว
“เปล่า แค่รู้สึกคิดถึงนายอย่างสุดซึ้งเลยแวะมาหา”
“ขอบใจนะ” ผมขี้เกียจเล่นต่อคำด้วยจึงได้แต่นั่งลงบนเก้าอี้ หยิบแฟ้มคนไข้วันนี้ขึ้นมาดู
“ดูเครียดๆนะ คิ้วชนกันเชียว ใต้ตาก็คล้ำ ผิวก็โทรม ผมหวีรึเปล่าล่ะนั่น” จื่อเทาใส่เป็นชุดหลังจากเหลือบสายตามามองผมแว้บเดียว
ผมให้ความเงียบเป็นคำตอบ จื่อเทาถอนหายใจยาว ก่อนนั่งวิเคราะห์ให้ผมฟัง
“ถามจริงๆ ก่อนเซฮุนจะตกบันได นายสองคนทะเลาะอะไรกันรึเปล่า”
“เปล่านี่” ...ผมเปล่า แต่เซฮุนไม่รู้จะเปล่าด้วยมั้ยนะ
“ตามที่เคยดูในหนัง นางเอกมักจะลืมคนที่เกลียดสุดๆ หรือไม่ก็คนที่เพิ่งทะเลาะด้วยเลยอยากลบออกไปจากความทรงจำเป็นต้น ...นายเข้าข่ายนี้รึเปล่า”
จื่อเทาว่าตามทฤษฎีในหนัง ไม่ได้อิงชีวิตจริงเลยสักนิด มันเป็นหมอจริงรึเปล่านะ?
“ฉันไม่รู้ วันก่อนหน้านั้นยังโทรหาอยู่เลย ...แต่โทรไม่ติดเลยฝากข้อความ”
“นั่นไง นั่นไง นั่นไง ...ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ” จื่อเทาดีดนิ้วราวกับค้นพบสิ่งสำคัญ “แล้วยังไงอีก”
“ก็แค่นั้น วันต่อมาก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเซฮุนตกบันได ฉันเลยรีบกลับจากสัมมนา ...เลือดงี้นองพื้นเลย ที่คอนโดอ่ะ”
จื่อเทาโบกมือให้รีบผ่านฉากสยองไปไวๆ “สัมมนาสายฟ้าแลบที่นายไปวันนั้นอ่ะนะ ...เล่าต่อๆ”
“แล้วก็เหมือนกับที่นายรู้นั่นแหละ เขาสลบไปสองวัน พอตื่นมาอีกทีกลับจำเราสองคนไม่ได้”
“แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆนี่นา”
“ใช่ ...เขาเริ่มจำพวกนายได้ จำชานยอล จำนาย จำคริสได้ แต่ว่า...
“ทำไมถึงจำฉันไม่ได้อยู่คนเดียว”
งานของผมในช่วงเช้าเสร็จไปแบบที่ตัวผมเองยังเบลอๆ คล้ายไม่มีสติสตัง คงเพราะพยายามคิดว่าเราทะเลาะอะไรกันรึเปล่า หรือเป็นเรื่องเล็กน้อยที่อาจจะคลาดสายตาผมไป ...แต่จู่ๆเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว
“สวัสดีครับ ...ครับ ผมเองครับ”
“อะไรนะ ...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ”
...คุณโอเซฮุนหมดสติอยู่หน้าคอนโดครับ ทำยังไงก็ไม่ตื่น
มือของเซฮุนเย็นเฉียบ มันดูน่ากลัวเหมือนตอนนั้นไม่มีผิด
ผมตรวจชีพจร วัดความดัน วัดอุณหภูมิ ทุกอย่างปกติดี เพียงแค่เซฮุนเลือกที่จะหลับเท่านั้น เขาคงไม่อยากตื่นมาเจอผม
ผู้ดูแลคอนโดเก็บกระเป๋าของเซฮุนขึ้นมาให้ มันยังเปิดอ้าอยู่เลย ...ดูเหมือนเซฮุนจะล้มลงไปตอนหาของบางอย่างในกระเป๋า
“หนังสือนี่?” มันไม่ใช่หนังสือ แต่จริงๆแล้วคือไดอารี่ต่างหาก
ผมวางมันลงข้างตัว ก่อนจะเปิดดูซองสีน้ำตาลขนาดย่อมในกระเป๋า ข้างในมีรูปถ่ายปึกหนึ่ง
รูปทั้งหมดนั้นเป็นรูปผมกับเซฮุน เซฮุนกับผม หรือไม่ก็เราอยู่ในเฟรมเดียวกัน แทบทุกรูปจะเห็นว่าผมมีความสุขแค่ไหนที่ได้ยืนข้างๆเขา หรือไม่ก็แอบมองอยู่ห่างๆ สายตาผมไม่เคยละไปจากเขาได้เลย
ผมนั่งจ้องรูปถ่ายเหล่านั้น ...ความทรงจำตั้งแต่สี่ปีที่แล้วมันล้นเอ่อขึ้นมาจนแทบกลั้นไม่อยู่ ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เจอกับเซฮุน จนถึงตอนนี้ที่เขาหลับสนิทอยู่บนเตียงของผม ...ผมไม่มีวันลืม จะลืมมันได้ยังไง
ไดอารี่ปกแข็งเลื่อนลงลงบนพรมตอนผมขยับตัว มันเปิดกางออกผมจึงก้มลงไปเก็บ แต่เพราะวันที่ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆของเซฮุนทำให้ผมรู้สึกตกใจ ...เพราะมันคือวันที่ที่เขาตกบันได
...ฉันรออยู่จนเช้าเขาก็ยังไม่มา เหลือเชื่อมากว่าฉันสามารถรอใครแบบนี้ได้ พอกลับบ้านถึงได้รับข้อความว่าเจ้านั่นไปสัมมนากะทันหัน มันน่าโมโหจริงๆ
ตอนนี้รู้สึกมึนมาก ฉันต้องเป็นไข้แน่ๆ
“อย่าเสียมารยาทตอนเจ้าของเขากำลังหลับสิ”
เซฮุนนั่งอยู่บนเตียง หน้าตาซีดเซียวเหมือนคนไม่สบาย
“นายเป็นยังไงบ้าง รู้สึกเป็นยังไง” ผมเอามืออังหน้าผากของเขา มันไม่ร้อนกว่าปกติ ออกจะเย็นด้วยซ้ำ
“ฉันคงขาดวิตามินซี” ...ไม่เห็นจะเกี่ยว ผมส่ายหน้าก่อนจะยกชามข้าวต้มที่ทำเตรียมไว้มาให้เขา
“นั่นคือไดอารี่ของฉัน ฉันเจอมันเมื่อสองวันก่อน”
เซฮุนไม่สนใจข้าวต้ม แต่กลับพูดถึงไดอารี่ที่ผมเพิ่งอ่านไป
“ต้องขอบคุณมัน เพราะมันทำให้ฉันนึกออก พอนึกออกแล้วสมองคงต้องการพลังงานมากล่ะมั้ง ฉันเลยต้องหลับทันที” ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลดีทีเดียว แต่ผมไม่ตลกด้วย
“อื้อ” เขาเอานิ้วจิ้มหน้าผากผม…
ผมถามออกไป ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองเสียงสั่นแค่ไหน
“ฉันจะจำไม่ได้ได้ยังไง จงอินรักฉันจะตาย”
นิ้วมือเรียวเกลี่ยน้ำตาบนแก้มของผมออก ผมก้มหน้าลงซุกบนตักของเขา กอดขาเขาเอาไว้แน่น ...รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอกับเขามานานมากแล้ว
“ทำไมนายต้องไปที่ริมแม่น้ำด้วย รอฉันเนี่ยนะ?”
“ใช่สิ เจ้าโง่ เจ้าทึ่มเอ๊ย” เขาโยกหัวผมไปมาอย่างงอนๆ
“ไม่รู้ได้ยังไง เราสัญญากันว่าพอครบสามวันที่คบกัน เราจะฉลองครบรอบที่ริมแม่น้ำไง ฉันน่ะซื้อของกินแล้วก็พลุไปรอตั้งแต่สามทุ่ม จะโทรหาก็แบตหมด ซวยชะมัด ...ที่ไหนได้ นายดันไปสัมมนาบ้าบอไกลตั้งเชจู”
ผมอ้าปากค้างก่อนจะเงียบไป ขืนแก้ตัวจะซวยเปล่าๆ ...ผมจำไม่ได้จริงๆนี่นา
“แล้วก็เพราะวันนั้นฉันรออยู่ริมแม่น้ำจนเช้า กลับบ้านถึงได้ไข้ขึ้นไงล่ะ แล้วก็เพราะไข้ขึ้นทำให้ฉันตาลายจนตกบันได...จนความจำเสื่อมนั่นแหละ สรุปทั้งหมดมันเป็นเพราะนายคนเดียว!!!”
ผมกลิ้งหล่นมาอยู่ข้างเตียงเรียบร้อย เซฮุนไม่ยอมเลิกรายังปาหมอนลงมาใส่ผมอีก ...เอาเถอะ งานนี้ผมคงต้องยอมรับผิดแต่โดยดี
แสงอาทิตย์หน้าหนาวดูแรงกว่าทุกวันที่ผ่านมา ผิดกับอากาศเย็นจัดที่พัดเข้ามาทันทีที่เลื่อนประตูระเบียงออก
เซฮุนบ่นประท้วงออกมาจากใต้ผ้าห่ม ผมปิดมันเบาๆ ...เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมโทรศัพท์
จื่อเทาตะโกนใส่หูผมทันที ตามด้วยเสียงชานยอลและคริสที่ท่าทางอย่างจะคุยกับเซฮุน โธ่...ไม่ให้คุยหรอก
“จื่อเทา ...ขอโทษด้วย งานนี้ฉันกับเซฮุนคงต้องเบี้ยวแล้วล่ะ”
ผมยิ้มน้อยๆพลางเหลือบมองหน้าตาอันงัวเงียของอีกคน …เสียงก่นด่าพ่นออกมาจากหูโทรศัพท์ทันที
“ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะเซฮุนจำฉันได้แล้วน่ะสิ”
เสียงจื่อเทาตะโกนใส่หูอย่างตกใจ แต่ดูเหมือนเขาจะดีใจกับผมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
...เชิญไปสวีทกันสองคนเลยไป!!!
เซฮุนเอียงคอมองผมที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว คงจะได้ยินเสียงจื่อเทาที่ลอดออกมาแล้ว
“นายจะได้ไม่ต้องละเมอออกไปรอฉันอีกไง เดี๋ยวเอาหัวน็อคพื้นแล้วลืมฉันอีก ...ฉันคงตายแน่ๆ”
เซฮุนยิ้มเหมือนนางฟ้า แต่กลับวิ่งไล่เตะผมโดยไม่ทันตั้งตัว
...ฉันจะเอาคืนที่นายปล่อยให้รอเก้อ จะเล่นให้สาสมเลยคอยดู
เรื่องนี้เป็นฟิคแปลงนะคะ -3-