กฤติยา กาวีวงศ์ เจ๊ดันแห่งวงการศิลปะ
บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร freeform ปี พ.ศ. 2550
หากใครมีโอกาสได้ไปดูงานนิทรรศการ เมติซาจส์ (METISSAGES A Crossbreeding of Contemporary Art and Textiles) ที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สันที่เพิ่งเปิดงานไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง ตื่นตา ตื่นใจ ไปกับผลงานศิลปะที่ถักทอจากผ้าหลากชนิด หลายสิบชิ้นที่จัดแสดงอยู่งานนี้ ผลงานดังกล่าว ซึ่งป็นการร่วมมือกันระหว่างการทำงานอันปรานีตช่างฝีมือท้องถิ่น กับแนวคิดอันบรรเจิดของศิลปินชื่อดังด้านแฟชั่นและศิลปะร่วมสมัย กลายเป็นผลงงานอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงออกถึงการผสมผสานกันอย่างลงตัวของวัฒนธรรมแบบเก่าและแบบใหม่ แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังผลงานอันน่าทึ่งเหล่านี้ มีชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่เบื้องหลัง
ถ้าจะเอ่ยชื่อของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษกุล ในนาทีนี้ คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ผู้กำกับดีกรีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ (Cannes Film Festival) หรืออีกหลากหลายๆ รางวัลในระดับสากล คงเป็นตัวบ่งบอกฝีไม้ลายมือของผู้กำกับคนเก่งผู้นี้ได้ดี ว่ากันว่า ถึงเวลานี้แล้ว มีผู้อำนวยการสร้างหนังน้อยรายนัก ที่จะปฏิเสธข้อเสนอของเขา แต่ใครเลยจะรู้ว่า ในสมัยที่ผู้กำกับหนุ่มคนนี้ดิ้นรนหาเงินมาทำหนังของตัวเองอย่างลำบากลำบนนั้น ก็ผู้หญิงคนชื่อเดียวกันนี้นี่แหละ ที่คอยช่วยวิ่งเต้นหาทุนให้อย่างแข็งขัน
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว มีแกเลอรี่แห่งหนึ่งที่จัดแสดงผลงานศิลปะแบบบ้าบิ่น แหวกแนว ท้าทาย ไม่เกรงใจตลาด และไม่ตามกระแส และที่นี่เอง ที่เป็นพื้นที่แห่งแรกๆ ที่บุกเบิกการแสดงงานศิลปะในแนวทดลอง และเป็นชนกลุ่มแรกๆ ที่ริเริ่มการทำงานศิลปะแบบคอนเซ็ปช่วลในเมืองไทย และเป็นแหล่งผลิตศิลปินหน้าใหม่ที่ออกมาโลดแล่นในวงการศิลปะบ้านเราในปัจจุบัน ก็ผู้หญิงคนนี้อีกนี่แหละ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งอาร์ตสเปซที่มีชื่อเป็นตัวเลขอย่าง โปรเจ็กต์ 304 ที่ว่า
และผู้หญิงคนเดียวกันนี้นี่เองที่เป็นผู้บุกเบิกการเรียนการสอนด้านภัณฑารักษ์ศึกษา, การบริหารจัดการด้านวัฒนธรรม (Cultural Management) และวิชาแปลกๆ แต่น่าสนใจอย่าง Professional Practice ที่สอนให้นักศึกษาศิลปะบ้านเรา รู้จักการทำโครงการขอเงินทุนทำงานศิลปะโดยไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองสักบาท! (คิดได้ไง)
และก็เป็นผู้หญิงคนนี้ ที่อยู่เบื้องหลังผลนิทรรศการของศิลปินชื่อดังของบ้านเราอย่าง คามิน เลิศชัยประเสิรฐ, มณเฑียร บุญมา, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และอีกหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้เอ่ยชื่อในที่นี้
ปัจจุบันเธอวางบทบาทตัวเองเป็นภัณฑารักษ์อิสระ และควบตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สันด้วย
เธอคนนี้มีชื่อว่า กฤติยา กาวีวงศ์
ด้วยความที่เรากับเธอสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานแล้ว จากการพบเจอพูดคุยกันตามงานเปิดนิทรรศการศิลปะต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน หรือถ้าจะนับย้อนกันไปให้ไกลกว่านั้นอีก เรากับเธอก็เคยเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายหลายต่อหลายครั้งแล้ว หน้าโรงหนัง ด้วยความที่บังเอิญเป็นคนติดหนังแบบเข้าเส้นเหมือนๆ กัน (เรามีความลับจะบอก...เธอชอบดูหนังคนเดียว!) เราก็เลยถือวิสาสะเรียกเธอแบบตีสนิทว่า ‘พี่เจี๊ยบ’เลยแล้วกัน
แล้วก็ขออภัยผู้อ่านตรงนี้ก่อนเลย ว่าเนื้อหาในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ อาจจะฟังดูเป็นกันเองจนเกินเลยไป ไม่มากก็น้อย!
ทราบมาว่าพี่เรียนที่ ม.ชิคาโก้ (The School of Art ,Institute of Chicago) สังเกตว่ากลุ่มคนที่เรียนจบสถาบันนี้มา จะเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทมากต่อวงการศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน ที่นั่นเขาสอนอะไรกันหรือครับ
ก็ Ad.ของโรงเรียนเขาบอกว่า เขาจะสอนศิลปะในแบบที่มัน Matters น่ะ เขาไม่ได้สอนคนให้เขียนรูปสวยไง คือทุกคนพอเข้าไปมันจะคิดว่ามันเจ๋งแล้ว แล้วมันก็เข้ายาก แล้วการที่เอาไอ้คนที่มันคิดอย่างนี้ทุกคนไปรวมกันในห้องมันก็สนุกแล้ว แล้วครูนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลย ส่วนใหญ่ก็เรียนกันเอง มันค่อนข้างจะอิสระมาก แล้วเราก็จะดีไซน์สิ่งที่เราต้องการเอง เหมือนมันเป็น Independence Study น่ะ อย่างพี่เรียน อาร์ตแอดมินฯ(Art Administration) แมร่ง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลย บางคนทำกับ (Performance ทำกับ Thetre อะไรไป อย่างเราก็สนใจ Visual Art เราก็ทำตรงนั้น
แล้วที่บอกว่าเข้ายาก มันยากยังไงครับ
ปีหนึ่งเขารับน้อยมาก อย่างไอ้พวก B.F.A. (Bachler of Fine Art) สมัครกันมาตรึมเลย แต่รับได้ไม่กี่คน ก็ส่งพอร์ต ไปให้เขาดู แล้วเขาก็จะเลือก อย่างในห้องที่เราเรียนมี 4 - 5 คนเอง แล้วพวก Painting พวก Sculpture มันค่อนข้างจะดังมากเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนศิลปะเลย เพราะเขาสร้างมานานแล้ว 150 ปี
ก่อนหน้านั้นพี่เรียนที่ไหนมาครับ
ก่อนหน้านั้นเรียนรามฯ พี่เป็นเด็กเกเร เรียนมนุษย์ฯอังกฤษ ตอนแรกเรียนนิติฯ คือไม่ใช่เกเร แต่เราจะเกลียดทุกอย่างที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน เป็นต้นว่าระบบการศึกษาเมืองไทย ที่แบบว่าพวกมึงอยากเอ็นท์ฯ กันนักใช่มั้ย อะไรอย่างนี้ ฉันก็จะไม่สนใจ เพราะสอบเทียบผ่านแล้ว จริงๆ เราเรียนดีมาตั้งแต่เด็กนะ ทำไมเราต้องไปขวนขวายเรียนพิเศษเฮี่ยห่าเพื่อที่จะเข้ามหา’ลัย ได้ เพราะเราคิดว่ามันควรที่จะมีระบบ Admission มาตั้งนานแล้ว เราเอาเกรดให้เขาดู เพื่อที่เราจะเข้าคณะโน้นคณะนี้ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นตั้งนานแล้ว เราจะแอนตี้ระบบนี้มาก คือเราจะไม่ Push ตัวเอง เราก็ทำไปตามปกติ แล้ววิชาที่เราไม่ชอบเราก็ไม่อ่าน เราก็เลยไม่ติดไง แล้วพอเราเอ็นท์ไม่ติด เราก็เข้ามหา’ลัย เปิด ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เพราะเราเชื่อมั่นว่าใครก็ตามที่มีพื้นฐานที่ดีแล้ว ไปอยู่ที่ไหนมันก็เรียนได้ แล้วก็ไปเรียนนิติฯ แล้วก็อ่านประมวลไม่เป็น ไม่เข้าใจ ตกระนาวเลย ไม่เก็ต (หัวเราะ)
เรียนนิติฯ ไม่ได้ชอบศิลปะหรือครับ
ชอบสิ! ที่บ้านเราพวกพี่ๆ น้องก็จะเรียนสถาปัตย์ เรียนอาร์ตหมด แล้วพอพี่จบม.ศ. สาม เขาก็ถามพี่ว่าจะไปเรียนออกแบบไหม จะเข้าโรงเรียนอาชีวะไปเลยหรือเปล่า ตอนนั้นเราอยู่เชียงใหม่ เราก็แบบ ไม่ดีกว่า เพราะเราคิดว่าเราชอบภาษาด้วย ก็เลยไปเข้าที่ปริ๊นซ์รอแยล มันมีภาษาเยอรมัน พี่ก็ไปเรียนเยอรมันที่นั่น แต่ตอนช่วงเด็กๆ ที่บ้านพวกพี่ชายมันจะนั่งดรออิ้งกัน นึกออกป่ะ แล้วก็จะมีหนังสือศิลปะ พวกแวนโก๊ะห์แวนเก๊อะ เราก็ดู เราก็สนใจน่ะ ชอบเขียนการ์ตูนอะไรแบบเนี้ย ตอนแรกก็คิดว่าจะไปอย่างนั้นแล้ว แต่ก็อยากเรียนทางวิชาการด้วย
แล้วตอนนั้นไปเอ็นท์ เข้าคณะอะไรครับ
คณะวิจิตรศิลป์ ม.ช. ตอนนั้นเขาเปิดใหม่ แล้วเราก็ไม่ได้ติวไป คือแบบ มั่นใจไร้สติมาก (หัวเราะร่วน) แต่ว่าเราก็อยากเรียนพวกวารสารด้วย เพราะอยากเขียนหนังสือ คือแบบไม่ค่อยมีทิศทางเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเราชอบอะไรแบบนี้ เรารู้ว่าเราไม่เป็นศิลปินแน่ๆ เราชอบพวกประวัติศาสตร์ศิลป์ พอเอ็นท์วิจิตรศิลป์ไม่ได้ก็เลยไม่เอาดีกว่า แล้วพอเรียนนิติที่รามไม่ได้ก็เลยกลับมาเรียนภาษาอย่างเดิม ย้ายคณะไปเรียนมนุษย์ฯ อังกฤษ สามปีครึ่งก็จบ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นไม่เข้าชั้น ไปออกค่าย ไปสร้างโรงเรียน (หัวเราะ) สามปีแรกนี่ไม่ได้เรียนเลยนะ คือเราจะเรียนวิชาที่เราชอบน่ะ อย่างอังกฤษนี่เราจะผ่านหมด ตอนที่เขาเรียนอังกฤษกันเราก็ตกใจ คือไม่เคยเรียนเยอะขนาดนั้น เข้าไปก็ไม่ได้เรียนกับอาจารย์ แต่เรียนกับทีวี เราก็ไปนั่งตรงสนามข้างๆ ห้อง นั่งคุยกับเพื่อน แล้วก็นั่งฟังอาจารย์ไปด้วย (หัวเราะ) แล้วตอนนั้นเข้ามากรุงเทพฯ ใหม่ๆ เราก็ขึ้นรถเมล์ไม่เป็น พอเจ็ดโมงเช้า ตอนนั้นอยู่แถวประตูน้ำ คนแมร่งแบบ แห่กันขึ้นรถเมล์ กูไม่เรียนแล้ว กลับบ้านนอน คือมันแบบ ไม่สามารถไง มันไม่รู้จังหวะว่า ต้องแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ตรงไหน ช่วงนั้นอยู่รามฯ ย้ายบ้านเก้ารอบ อยู่แมร่งทุกซอย จากประตูน้ำไปถึงราม จากแบบซอยแรกของรามฯ ไปจนสุดซอย ทุกๆ สามเดือนเราก็จะย้ายบ้าน มีความสุข (หัวเราะ) ก็รีบๆๆ จบ
จบแล้วทำอะไร เรียนต่อเลยหรือเปล่า
ไม่, ไปเข้าแคมป์อพยพ ที่ตอนนั้นมันมีสงครามเวียดนาม ประเทศไทยจะเป็นเหมือนกับศูนย์ผู้อพยพที่รับคนจากค่ายต่างๆ ที่อยู่รอบนอก ก่อนที่จะเข้าไปอเมริกา ญี่ปุ่น อะไรพวกนี้แหละ
ทำไมอยู่ๆ ถึงไปทำตรงนั้นล่ะครับ
ก็มันได้ตังค์เยอะ เพื่อนๆ ทั่วประเทศ ที่เรียนมาด้วยกันก็อยู่ที่นั่นหมดแล้ว เข้าไปก็สนุก คือไอ้องค์กรนี้มันเป็นองค์กรลูกขององค์กร Save the Childre แล้วก็อีกสององค์กรที่ได้ทุนจากรัฐบาลอเมริกัน เพื่อที่จะเทรนคนม้ง เขมร เวียดนาม อะไรพวกนี้ ที่จะต้องไปอยู่อเมริกา สอนพวกนี้ให้ใช้ชีวิตและสอนภาษาอังกฤษ เพื่อทำให้เขาอยู่รอดได้ คือบางคนอ่านเขียนไม่ได้เลย คือพูดได้แต่ม้ง เวียดนาม เขมร อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาตัวเอง เราต้องไปเทรนให้เขาจนเขาสามารถสื่อสารได้ ฟิลฟอร์มได้ หกเดือนน่ะ ช่วงนั้นจะเป็นปลายปี 80 ทำอยู่ประมาณสามปีครึ่ง เสร็จแล้ว ก็มีคนชักจูงเข้าสู่วงการ
แล้วทำไมถึงได้ตัดสินใจไปเรียนที่ชิคาโก้
อันนี้เป็นจุดเปลี่ยน คือพอเข้าไปอยู่ในวงการศิลปะแล้ว แกลเลอรี่ที่เปิดใหม่ เขาก็บอกว่าอยากได้คนที่สนใจศิลปะ พูดภาษาอังกฤษได้ ทำงานจัดการได้ เราก็ไปอยู่ตรงนั้น ไอ้ความที่เราชอบอาร์ตมาตั้งแต่เด็กๆ มันก็สามารถที่จะได้ใช้ตรงนี้ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษกิจบูมมาก เราก็ได้เจออาร์ติสเยอะ เราอยู่ตรงนี้เราก็ชอบเจอศิลปิน ชอบดูงาน ชอบอยู่กับงาน แต่พอมันเป็นเรื่องคอมเมอร์เชียลมาเกี่ยวข้อง เราก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเป็นเราเท่าไหร่ เพราะไอ้ความที่เราทำงานเกี่ยวกับสังคมมาเยอะ เราก็รู้สึกว่ามันต้องมีจุดเชื่อมกันระหว่างความเป็นศิลปะกับความเป็น Social Contributio หรือว่าไอ้ที่เป็น Non Profit เราก็เลยอยากไปดูงานที่เมืองนอก เพราะตอนที่เราทำงานที่แคมป์ เราก็ไปเที่ยวมาครั้งหนึ่งแล้ว พอเราเข้าไปในมิวเซียมแล้วรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ที่เราอยากทำงาน มีแรงบันดาลใจมากที่อยากจะเป็นเคียวเรเตอร์ อยากจะเข้ามาอยู่ในวงการนี้ แต่พอมาทำตรงนี้เราก็รู้สึกว่า ไอ้การทำงานในคอมเมอร์เชียลแกลเลอรี่มันไม่ใช่ แต่เราอยากจะแครี่ออนไอ้สองส่วนนี้ คือส่วนที่มันเป็นอาร์ตกับส่วนที่มันเป็น Social Issue เนี่ย เสร็จแล้วก็เลยคุยกับเพื่อนๆ ว่าอยากเรียนต่อ แต่ว่าในเมืองไทยที่เมืองไทยมันไม่มี ทุกคนก็บอกว่า ต้องที่นี่เลย เราก็ไปเสิร์ชหาข้อมูล แล้วก็ปรากฏว่าที่อาร์ตอินฯ (The School of Art, Institute of Chicago) กำลังจะเริ่มโปรแกรมปีที่สอง ของวิชาอาร์ตแอดมินิสเตรชั่น แล้วก็เน้นเรื่องนอนโพรฟิต เราก็แบบ นี่เลย! คือสิ่งที่เราต้องการ ก็สมัครไปที่เดียว แบบ กูจะเรียนที่นี่ที่เดียว (หัวเราะ) แล้วก็เข้าได้
แล้วเขาเลือกพี่เพราะอะไรครับ
คือที่นี่เขาเป็นอะไรที่แบบ จะเอาคนที่มีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อยสามปี ซึ่งตอนนั้นเราก็ทำงานอยู่ที่แคมป์ประมาณสามสี่ปีพอดี แล้วตอนนั้นเราก็เขียนหนังสือด้วย แบบว่ารีวิวอินเทอร์วิวอาร์ติสอะไรอย่างนี้ อันนี้สำหรับพอร์ตที่จะเข้าวิชานี้นะ เพราะเราไม่ได้เรียนเป็นอาร์ติสนี่ ใช่ป่ะ แล้วก็มี Reference จากพี่มณเทียร (บุญมา) กับอาจารย์กัญญา (เจริญศุภกุล) เพราะอาจารย์เขาจบที่นั่น เพราะตอนนั้นมันไม่มีจริงๆ ไอ้วิชา Cultural Management หรือ Visual Art Adminsitration หรือ Curatorail Study (ภัณฑารักษ์ศึกษา) ทุกคนก็จะไม่เก็ตว่ามันคืออะไร ไปเรียนที่บ้านก็ถามว่า จบมาจะทำอะไร? ก็นี่ไงมาเป็นเคียวเตอร์ เคียวเตอร์ที่ไหน? ก็ที่หอศิลป์ ประเทศไทยมียัง? ยังไม่มี เอ้า! โอเคๆ คือที่บ้านเขาจะซัพพอร์ตเราตลอดเวลา แล้วแบบ เห็นเราชอบอะไร เขาจะให้ทำเต็มที่ มันมาก พี่น้องพี่เนี่ย เรียนศิลปะ น้องชายเป็นโปรแกรมเมอร์ อย่างพวกลุงพวกอะไรก็เป็นสถาปนิก แต่บ้านพี่จะเป็นสายพื้นเมืองนะ อย่างย่าจะเป็นช่างทอผ้าทอตุง ปู่ก็สร้างวิหารสร้างวัดอะไรกันสุดฤทธิ์สุดเดช (หัวเราะ) เขาก็เข้าใจ พอเรียนเสร็จกลับออกมาก็ จะทำอะไรล่ะ มิวเซียมก็ไม่มี (หัวเราะ) แต่ตั้งแต่ก่อนไปเรียน เราได้ไปอเมริกา แล้วได้ไปเดินตามมิวเซียม แล้วจะประทับใจที่หนึง คือที่ PS-1 ตอนนั้นก่อนที่ MoMA จะซื้อไป มันเป็นโรงเรียนเก่า ที่เมืองยกให้กับอาร์ติสต์ แล้วมันเป็น Residency แล้วก็เป็นที่แสดงงานด้วย เราก็มีความรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากจะทำในเมืองไทย คือมันได้ซัพพอร์ตอาร์ติสต์จริง ซึ่งยังไงๆ มันก็ขายไม่ได้ แล้วเราก็งงว่ามันอยู่ได้ยังไง นี่เป็นสิ่งที่เราอยากจะเรียนรู้ และเอากลับมาทำที่บ้านเรา แล้วเราก็ชอบประเด็นเรื่อง Alternative Space ประเด็นที่อาร์ติสต์ออกาไนซ์ตัวเองแล้วก็จัดงานตัวเอง ตอนที่ไปเรียนเราก็จะลงฝึกงาน หรือทำThesis, Thesis เราก็จะเน้นเรื่องนี้ เรื่องการสร้างอัลเทอร์เนทีฟสเปซในบริบทของเมืองไทย แล้วก็ดูว่า เออ! บ้านเราโครงสร้างทางสังคมมันไม่เหมือนที่โน่น แต่ว่าเราจะทำยังไงให้มันอยู่ได้ เสร็จแล้วมันก็ร้อนวิชาไง ซึ่งปกติจริงๆ แล้ว ที่โน่นเนี่ย ตอนเรียนเขาจะให้ทำอินเทิร์นได้อีกปีนึง แต่ตอนที่พี่อยู่พี่ทำอินเทิร์นมาหลายที่แล้วกับพวกอัลเทอร์เนทีฟสเปซที่ชิคาโก้กับที่นิวยอร์ก เราก็เห็นอะไรที่ดี และไม่ดีของเขา แล้วเราก็กลับมาทำที่เมืองไทย จบแล้วก็รีบกลับมาทำ
เออ! คือแบบร้อนวิชามาก ตอนนั้น แล้วก็ไม่มีอะไรเลยนะ ตังค์ไม่มีเลย คือสุดๆ แล้วน่ะ สองคน กับพวกเจ้ยพวกไมเคิล แล้วไอ้ตึ๋ง (ชาติชาย ปุยเปีย) มันปรามาสว่า มึงไม่มีทางทำได้เด็ดขาด! (หัวเราะ) แต่อาจารย์กมล (เผ่าสวัสดิ์) พี่มณเฑียรนี่ซัพพอร์ตสุดๆ
เรียนด้วยกันกับพี่เจ้ยกับพี่ไมเคิลใช่ไหมครับ
ใช่, เพราะตอนนั้น โรงเรียนตั้งแต่ตั้งมา 150 ปี ไม่เคยมีนักเรียนไทยเยอะขนาดนี้มาก่อน นักเรียนไทยที่เคยเรียนมามีแค่สี่สิบกว่าคน แต่ช่วงที่พวกเราอยู่สิบเจ็ดคน เราเลยตั้งสมาคมนักเรียนไทย (หัวเราะร่วน) เราก็เป็นรองประธาน แล้วพี่เอ๋ (อาจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์) ที่ตอนนี้เขาอยู่มัณฑนศิลป์เป็นประธาน ส่วนพี่ฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวนิช) ตอนนั้นจบไปแล้ว เรียนกันคนละภาควิชา แต่ก็เจอกันตลอด เพราะโรงเรียนมันเล็ก เวลามีปาร์ตี้เสาร์อาทิตย์ก็จะรู้จักกันหมด
ที่พี่บอกว่าไม่อยากเป็นศิลปิน เพราะอะไรหรือครับ
ไม่รู้นะ เรา...ไม่ชอบทำงานศิลปะ แต่ว่าชอบดู ชอบคิด แล้วก็ชอบเอามันมารวมๆ กัน ไม่รู้น่ะ พอเราทำงานแล้วเรารู้สึกว่าเราสนุกับการที่จะตามๆ งานมากกว่า
เออ! ชอบมองดู แล้วก็อ่าน แต่พอรู้สึกว่าถ้าเกิดเราเป็นอาร์ติสต์แล้ว เราจะไม่ได้คิดแบบนี้ มันจะต้องคิดแต่เรื่องตัวเอง มันไม่สามารถที่จะมองภาพรวมได้
เพราะว่าเราทำงานเกี่ยวกับสังคมมาก่อนใช่ไหม
ใช่ๆ เราก็ชอบอะไรที่มัน เชื่อมโยงกับสังคมนะ แต่ไม่ถึงกับต้องตรงไปตรงมาขนาดนั้น
พี่รู้จักคำว่าภัณฑารักษ์มาตั้งแต่เมื่อไหร่
ตั้งแต่เด็กๆ คือจริงๆ แล้ว พี่จำได้ว่าพี่อยากเป็นภัณฑารักษ์เพราะว่าพี่มีอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่เขาจบจากศิลปากร ตอนที่เรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนที่เจ้าดารารัศมีก่อตั้งขึ้น จะเป็นโรงเรียนผู้หญิงที่เก่าแก่มาก แล้วครูคนนี้ ชื่อครูตุ้มก็จะเป็น Inspiration ให้ฉันมาก เพราะว่าเขาจบศิลปากร แล้วเขาก็จบโบราณ เราก็อู้ย อยากเป็นภัณฑารักษ์ เรารู้สึกว่าการได้ครูแบบนั้นทำให้เราเป็นแบบนี้ อยากทำงานในมิวเซียม แต่ตอนนั้นมิวเซียม มันไม่ใช่มิวเซียมแบบคอนเท็มฯ ก็คือพวกพิพิธภัณฑ์โบราณอะไรอย่างนี้ เพราะไอ้ความที่เราอยู่เมืองเก่าไง อยู่เชียงแสนอยู่เชียงใหม่ เราก็จะคุ้นกับอะไรอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ นี่แหละภัณฑารักษ์ของเราล่ะ (ยิ้ม)
304 ก็เป็นห้องแล็บ เป็นอะไรที่แบบ... คือ จะให้ทำตอนนี้มันก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะว่าเวลามันผ่านมาแล้ว แต่ตอนนั้นนี่แบบ มันไม่กลัวอะไรเลยน่ะ มันอยากลองอยากทำอย่างเดียว แล้วมันร้อนวิชามาก แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะเปลี่ยน Perception ของคนที่นี่ ว่างานศิลปะมันไม่จำเป็นที่จะต้อง หยุดนิ่งอยู่กับที่ มันควรจะอยู่ที่ไหนก็ได้ คือแบบ อะไรที่มันเคยเป็นนี่ เราอยากจะเปลี่ยนเขาหมดเลยน่ะ อยากจะท้าทายไอ้ Perception แบบนั้น แล้วสมัยก่อน คนก็แบบ ไม่ค่อยทำงานด้วยกัน เราก็จับให้มันมาทำงานด้วยกัน ไอ้ความที่บ้านเรามันจะเทคนิคนิยมไง คือจะเอาเทคนิคตั้ง ของฉันต้องดีกว่าของเธอ เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะเราจะเอาไอเดียเป็นตัวตั้ง
ก่อนหน้านี้บ้านเราก็ไม่ค่อยมีศิลปินทำงานในแบบโปรเจ็กต์ใช่ไหม
ใช่ๆ แล้วเราก็พยายาม สนับสนุน ให้พวกยังก์อาร์ติสต์เขียน Proposal เขียนโปรเจ็กต์ทำอะไรอย่างนี้
ทำหน้าที่เป็นอัลเทอร์เนทีฟสเปซแห่งแรกๆ ในเมืองไทย เป็นหอศิลป์ทางเลือกที่สนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ๆ ให้เข้าวงการ
ใช่, คือมันเป็นทางเลือกจากกระแสหลักที่มันมีอยู่ คือ ณ ปีพ.ศ.นั้น มันไม่มีอะไรเลยที่มันไม่มีอะไรเลย ที่ Run โดยเอกชนโดยไม่หวังผลกำไร ซึ่งตอนนั้นกระแสหลักคือหอศิลป์ที่เป็นของราชการ อีกอันหนึ่งคือหอศิลป์ที่อยู่ในมหา’ลัย ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นเยาว์ หรือแม้กระทั่งศิลปินรุ่นกลาง Mid Career ที่ทำงานแนวเอ็กซ์เปอร์ฯ (Experimental Art) แล้วหอศิลปะอีกแบบหนึ่งก็จะเป็นคอมเมอร์เชียลแกลเลอรี่ ซึ่งเราคิดว่า เรานี่จะเป็นทางเลือกอื่นนอกเหนือจากพวกนี้
ศิลปินรุ่นเยาว์ตอนนั้นก็เป็นศิลปินที่...
ตอนนี้มันเป็นเมนสตรีม กันไปหมดแล้ว ฉันก็ต้องจบข่าวน่ะ นึกออกไหม มันมีอายุของมันไง คือถ้าเกิดใครจะทำขึ้นมาใหม่มันก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง
จริงๆ แล้วตอนนี้มันก็มีอยู่นะ คนก็ยังติดต่อเราอยู่ ตั้งขึ้นตอนปี 96 ตังขึ้นตอนนั้นโดยที่ยังไม่มีสถานที่ พอเรากลับมาสองคน กับเจ้ยนั่นแหละ เราก็นั่งมองหน้ากัน ตอนนั้นพี่ไปอยู่ที่ลาดพร้าว 101 ก็ Sick มาก ซึ่งสมัยนั้นมันช่างเป็นภูมิทัศน์ที่มันช่างไร้อารยธรรมสิ้นดี (หัวเราะ) จะไปดูหนัง ดูงานศิลปะก็ไม่มีให้ดู เรารู้สึกเหี่ยวมาก เราก็เลยตัดสินใจทำฟิล์มเฟสติวัลกัน ไอเดียแรกของ 304 คือ มันจะเป็นอะไรที่แบบ ตอนนั้นไม่มีที่ก็ไม่เป็นไร เราก็ทำฟิล์มเฟสติวัล เสร็จแล้วก็ไปคุยกับคุณโดม (สุขวงศ์-ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิหนังไทย) คุณโดมก็แบบ 304 คืออะไร อยู่ที่ไหน เรายังไม่มีที่ เราก็เล่าให้ฟัง แต่ตอนนั้นมูลนิธิหนังไทยก็กำลังตั้งขึ้นพอดีนะ เราก็เลยจับมือกันทำ Bangkok Experimental Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพฯ) เสร็จแล้วเราก็กลับไปตรงที่เราอยู่ ตรงตึกสหกรณ์ ซึ่งมันเป็นพื้นที่ที่เล็ก และมันน่าจะเป็นห้องทดลองได้ แล้วตอนนั้นตังก็ไม่มีกัน เราก็เอาวะ ทำกันเถอะ แล้วก็รับจ๊อบหาเงินชิบหายเลยนะ แมร่งแบบทุเรศทุรังเลยน่ะ คือแบบไม่มีตังค์กานนน! เราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปทำมาหากินนะ แค่ขอให้ทำอันนี้ให้มันเกิดขึ้นเหอะ คือแบบไม่คิดอะไรเลย ตอนนั้นน่ะ จำได้วันนั้นน่ะ นั่งมองหน้ากับไมเคิลสองคน กินไก่ย่าง แล้วก็บอก “เราทำอะไรกันวะแก” น้ำตาจะไหล (หัวเราะ)
แต่มันก็เป็นอะไรที่จุดประกายให้กับวงการนะครับ
ใช่ๆๆ คือ คนที่เข้ามาหาแต่ละครั้ง แทบจะยกมือกราบน่ะ คือแบบ เราเหมือนกับทดลองด้วย ว่ามันจะอยู่ได้ไหม แล้วคนจะเข้ามาหรือเปล่า
แล้วเข้ามากันเยอะหรือเปล่า
ก็เยอะนะ เดือนหนึ่งก็เป็นร้อย แต่ไม่ถึงพันหรอก วันๆ หนึ่งสิบยี่สิบคนก็เก่งแล้ว
ไม่มีเงินแล้วประชาสัมพันธ์ยังไงครับ
ประชาสัมพันธ์ทางนี้! (เอามือตบที่นิตยสาร) คือมันเป็นอะไรที่โปรเจ็กต์ UnderDog น่ะ แล้วเธอก็รู้ว่าพวกนักข่าวมันชอบอะไรอย่างนี้จะตาย แต่เราก็ไม่ได้ Manipulate นะ เพราะเรารู้สึกว่าเราทำอะไรคนก็ให้ความสนใจ เพราะว่ามันช่างแตกต่าง และช่างไม่เหมือนชาวบ้านซะเหลือเกิน
แล้วงานใน 304 ส่วนใหญ่ก็เป็นงานในแบบนอนโพรฟิต (ไม่มีกำไร) ด้วยใช่ไหม
ส่วนใหญ่มันก็เป็นงานในแบบทดลอง
ไม่เคยขายได้เลย ไม่เคยขายได้เลยนะตอนอยู่ที่แรก เพิ่งเคยมาขายได้ตอนย้ายไปอยู่ที่ใหม่ จริงๆ ก็ไม่ได้ขายด้วยแหละ แต่ว่าได้สปอนเซอร์
งานที่แสดงเป็นแนวที่ขายยากมากๆ
ขายไม่ได้ หยิบจับแทบจะไมได้เลย
เป็นไอเดียอย่างเดียว ซึ่งมันส์มาก
ใช่! ช่างกล้า (หัวเราะ) ไปหาผู้ใหญ่บางคนเขาบอกว่า ไอ้พวกนี้ หมูไม่กลัวน้ำร้อน (หัวเราะ)
ไม่ลวกนะ เราว่ามันก็กลายเป็นลูกชิ้นเป็นอะไรไป (หัวเราะ) คือแบบว่า มันก็พัฒนาไปได้อีกแบบหนึ่ง พอตอนย้ายไปอยู่แถวโรงพยาบาลวิชัยยุทธเนี่ย มันก็จะอีกอารมณ์หนึ่ง มันใหญ่ขึ้น มันมีการจัดการดีขึ้น แล้วคนก็จะเข้ามาเยอะขึ้น แล้วตอนนั้นสอนหนังสือด้วย ก็จะมีนักเรียนมีอะไรเข้ามา เราก็รู้สึกว่า มันเป็นชุมชนได้จริงๆ แล้วก็มันสามารถทำให้คนมันเกิด Inspiration ได้ ในระดับหนึ่งนะ พี่ว่ามันบรรลุผลที่มันกระทำแล้วน่ะ
พี่สอนที่จุฬาลงกรณ์ใช่ไหมครับ
สอนที่จุฬาฯ ม.กรุงเทพฯ ธรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ เขาให้ไปสอนวิชา Professional Practice
สอนทำพวกพอร์ตโฟลิโอ สำหรับคนที่ตั้งใจจะเป็นอาร์ติสต์อาชีพจริงๆ ซึ่งจริงๆ แล้วหลักสูตรนี้มันมีที่ชิคาโก้ ปริญญาโท แล้วเราก็มาคุยกับพวกอาจารย์กมลว่า เด็กๆ ต้องรู้นะ ไอ้พวกที่ทำงานคอนเซ็ปชวลเนี่ย เพราะว่ามันไม่ได้ทำออบเจ็กต์ไปขาย เราก็บอกนักเรียนว่า อยากให้ทุกคนรู้จักการทำโครงการเพื่อที่จะ ไปหาทุนในการทำงานโดยที่เราไม่ต้องออกไปรับจ๊อบหาเงินมาทำงาน คือเธอแค่มีกระดาษห้าหกแผ่น แล้วก็มี Project Description แล้วก็ สเก็ตซ์ เธอขายงานได้ ต้องอย่างนั้นน่ะ
แล้วตอนนี้วิชานี้มีแพร่หลายในบ้านเราหรือยังครับ
ก็มีเด็กจุฬาฯ ตามมาฝึกงานนะ
แล้วที่ธรรมศาสตร์กับม.กรุงเทพสอนวิชาเดียวกันไหม
ไม่เหมือน เพราะว่าที่ธรรมศาสตร์นี่สอนคัลเชอรัลเมเนจเมนต์ ม.กรุงเทพฯ ก็สอนหลายอย่าง
พอพี่ไปสอนมันมีอะไรเกิดขึ้นมาไหม
ก็สนุก เพราะเรารู้สึกว่า เราได้เจอเด็กตั้งแต่ก่อนที่จะทำธีซิส แล้วพอตอนหลังไปตรวจงาน เขาก็จะมีพัฒาการอะไรขึ้นมา
มันมีอะไรอยู่เหรอครับ ในกระดาษห้าหกแผ่น ที่ทำให้คนยื่นเงินมาให้เราทำงานได้
คือจริงๆ ทุกอย่างมันไม่ได้ยากเลยนะ แค่ต้องตอบคำถามให้ได้ ว่าทำไปทำไม ไม่ต้องบอกว่ามันคืออะไร แต่บอกว่าทำไมถึงทำ พอมันตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ทุกอย่างมันก็ทำได้แล้ว
ตรงนี้สำหรับเมืองนอกหรือเมืองไทย
ทุกที่ บอกว่ามันคืออะไร บอกว่าโครงการมันเกี่ยวกับอะไร ทำไมมันถึงต้องทำขึ้นมา มันจะมีประโยชน์อันใด นอกจากตัวคุณเองแล้ว ใครจะได้อานิสงส์จากตรงนี้ คือคนให้ทุนทั่วโลกเขาก็จะดูแค่นี้ ตอนหลังเราก็จะเน้นไปทางเป็นกรรมการพิจารณาทุน เราก็ตลกดี คือสมัยก่อนเราเป็นนักขอทุน คนจะชอบเม้าท์ว่า เราเป็นนักล่าทุน (หัวเราะ) มันก็มีแหล่งของมัน ถ้าเราไม่ได้เอาของไปขาย แต่เอาไอเดียไปขายแทน อันนี้มันสนุกกว่า เราชอบแบบนี้มากกว่า ว่างั้นเถอะ
แล้ว 304 ปิดตัวลงเพราะอะไรครับ
คือแค่ปิดสเปซ ตอนนี้มันก็ยังมีนะ ตอนนี้พวกเรากำลังจะไปทำโครงการที่ดับลิน ที่ต่างๆ นานา ตอนนี้มันกลายเป็น Guerrilla เป็นใต้ดิน เป็นนินจา (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เราก็จะแบบอันนี้ไมเคิลทำนะ คนโน้นทำ คนนี้ทำ ที่พี่มาอยู่ที่นี่ (หอศิลป์จิมป์ ทอมป์สัน) ครึ่งเวลา พี่ก็ยังมีโปรเจ็กต์ที่ต้องทำให้เสร็จคือที่ไซ่ง่อน แล้วก็เดี๋ยวต้องไปเลกเชอร์ไปโน่นไปนี่เหมือนเดิม
ส่วนใหญ่มันจะมาจากโครงการ เพราะว่าตอนหลังพี่จะมีโครงการข้างนอกเยอะ แล้วเวลาเราทำโปรเจ็กต์ที่เมืองนอก ส่วนใหญ่มันจะเป็นคอนแท็กต์สองสามปี แล้วเขาก็จะจ่ายตังค์ให้เราเป็นค่า Curator Fee ซึ่งพอเราไปทำงานเมืองนอกมันก็จะเป็นเงินยูเอส หรือยูโร ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็ไม่ได้เยอะ แต่ว่าถ้าเราอยู่เมืองมันก็อยูได้ เพราะว่าเราก็อยู่ของเราอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว คือเราเคยทำแบบไม่ได้ตังค์มาก่อนไง นึกออกไหม คือเสร็จแล้วแบบ โอ้ย! ได้เงินด้วยเหรอ มันก็ดีใจ (หัวเราะ)
แล้วตอนนั้นอยู่ได้อย่างไร ด้วยจ๊อบเหรอ
ก็อย่างนี้แหละ ขี้แตกขี้แตน คือแบบว่าแปลซองทวิสตี้อะไรแบบนี้ยังเคยเลย แบบว่าแปลการ์ตูน คือเธอ! ฉันทำสารพัดอย่าง อะไรบ้างก็ไม่รู้ บางทีก็โดนเบี้ยวค่าแปลหนังสือ
แล้วไอ้ค่าจ้างที่ว่าได้จากองค์กรในเมืองไทยบ้างไหม
ก็จิมป์ทอมป์สันนี่แหละเป็นเจ้าแรกที่จ่ายฟีให้เรา คือ ก่อนที่เขาจะตั้งตรงนี้ขึ้นมา เราก็คุยกับอีริก (อิริค บุนนาค บูธ) เพราะตอนนั้นเราเป็น Advisor ให้เขา เราก็บอกว่า เราควรจะต้องเซ็ตมาตรฐานของหอศิลป์หรือมิวเซียมของเมืองไทยว่า เราควรจะต้องมีบัดเจ็ดสำหรับจ่ายค่าอาร์ติสต์ฟี เคียวเรเตอร์ฟี โปรดักชั่นคอส ทุกอย่างให้ ซึ่งอีริกก็เก็บไว้จนเป็นประเพณีที่สืบต่อกันสองสามปีที่ผ่านมา คือมันเป็นที่เดียวที่ยูทำงานแล้วยูจะได้เงิน ที่อื่นต้องหาสปอนเซอร์กันเอง คือตรงนี้ (หอศิลป์) จะโอเปอร์เรตภายใต้มูลนิธิ James H. W. Thompson Foundation ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับร้าน จิม ทอมป์สัน
แล้วมูลนิธิได้เงินมาจากไหนครับ
มูลนิธินี้ก็จะได้เงินจากค่าตั๋ว เป็นมิวเซียมเดียวในประเทศไทย ที่อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง วันหนึ่งๆ คนมา โลว์ซีซั่นสามร้อย ไฮซีซั่นวันละแปดร้อยน่ะ ลองคูณไปดิ นึกออกไหม แล้วเราป๋าด้วย เราให้ตังค์คนด้วย มีคนมาขอทุนเราก็จะให้ทุนทำรีเสิร์ช ทุนทำโน่นทำนี่
แล้วไปไงมาไงถึงได้เข้ามาประจำการที่นี่ครับ
ก็... เคยเป็น Guest ที่นี่ เราก็คลุกคลีกับที่นี่มาค่อนข้างจะนาน ทำงานกับอีริกมาเกือบสิบปีที่แล้ว เขาก็อยากจะทำตรงนี้ให้มันเป็นเหมือนกับเป็นสัดเป็นส่วนของมันเลย มีดีพาร์ตเมนต์นึงที่รันโดย โปรเฟสชันแนล เพราะงานมันเยอะมาก แค่แบบว่าจัดการกับอาร์ติสต์ แล้วก็รันแสดงนิทรรศการปีนึงห้าหกงานก็เยอะมากแล้ว
ไม่ใช่แค่เฉพาะงานคอนเท็มโพรารี่ใช่ไหม
มันก็สลับๆ กันไป แต่ว่าพอเราเข้ามา เราก็พยายามจะเสนอไดเร็กชั่นใหม่ว่า ควรจะเป็น... อืมม คือตัวหลักของไอ้ฟาวน์เดชั่นเนี่ย ไอเดียเขาก็คืออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย แล้วทุกอย่างที่มาแสดงที่นี่เขาก็บอกว่าต้องมีคอนเน็กชั่นกับเทรดดิชันแนล คือให้เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ อย่างงาน Matissages นี่มันจะตรงประเด็นมากกับที่นี่ เพราะมันเอาศิลปินคอนเท็มฯ มาทำงานกับช่าง ซึ่งหลังจากครบรอบร้อยปีคุณจิมมาแล้ว อันนี้ปีที่ร้อยหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่เราจะก้าวต่อไปในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ก็คิดว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี อย่างานที่เราจะทำต่อไปมันก็เชื่อมโยงกับตรงนี้ได้ นอกจากเรื่องสถานที่ เรื่องประวัติศาสตร์ เรืองอะไรก็ได้ มันเล่นได้หมด แล้วเราก็แพลนที่จะทำงานกับศิลปินคอนเท็มฯ ไทยตั้งหลายคน ให้เขาใช้ไอ้ที่เรามีอยู่เนี่ย แล้วก็ดึงมา ใช้แง่ของความเป็นร่วมสมัย ตรงนี้มันน่าสนใจที่ว่า มันเหมือนกับมันเป็น Reflexion ของสังคมไทยได้ เพราะทุกวันนี้เราก็อยู่กันอย่างนี้ตลอด ใช่ไหม คือแบบมีทั้งเก่าทั้งใหม่ แล้วเราก็จะเอาทั้งสองอย่างนี้มารวมกันได้ยังไง แล้วก็ให้มันปรากฏขึ้นในบริบทของสังคมปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่ขายผ้าอย่างเดียว
ไม่ขาย ขายผ้าก็ขายข้างล่าง แต่มันจะมีโชว์ที่เกี่ยวกับผ้าด้วย ในขณะเดียวกันเราก็เอ็นเคอเรจให้เคียวเรเตอร์ว่า เอ้า! ยูเอาศิลปินคอนเท็มฯ มาทำตรงนี้ซิ ว่าเขาจเล่นกับตรงนี้ได้ยังไง แล้วลองดูแล้วกันว่าจะมีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้
เออ! มันจะเพียวไปเลย มันจะ Disconnect กันไปเลย คือพอเป็นล้านนา ก็เป็นล้านนาอย่างเดียว เป็นผ้าลาวก็จะลาวอย่างเดียว คือเรามองในฐานะที่เราเป็นคนปัจจุบัน คืออะไรก็ได้ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าคนปัจจุบันก็ต้องรีเรทได้ คือเราควรจะต้องยอมรับมันว่า ทุกวันนี้เราอยู่เป็น Co-Exist ระหว่างเทรดดิชันแนลกับคอนเท็มฯเนี่ย เราต้องยอมรับมันให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนกับประเทศที่มันมีประวัติศาสตร์มานานแล้ว มันก็จะเน้นแต่ขายของเก่าซึ่งคนปัจจุบันก็จะตาย อย่างสเปน บาร์เซโลน่า ศิลปินรุ่นเยาว์แบบ... คือแทบไม่ได้ผุดได้เกิดเลยนะ ทุกคนจะอยู่ภายใต้เงาของ มิโร ของปิกาสโซ่ (Picasso) ของทุกคนหมดเลย แล้วเสร็จแล้วไอ้พวกยังก์อาร์ติสต์ขี้แตกเลย กูไม่ได้เกิดเลย
จริ๊งงง... ปัจจุบันนี้แหละ ฝรั่งเศสก็เหมือนกัน ฝรั่งเศสนี่แบบ เพิ่งมามีปี 90 ที่พวกยังก์อาร์ติสต์เพิ่งจะเกิดได้ คือมันแบบ อยู่ภายใต่ร่มเงาของอดีต พวกคนเก่าๆ แต่บ้านเรายังพัฒนามาได้ไม่นานเท่าเขา พอเราสามารถที่จะมองเห็น และยังแก้ไขได้ คนรุ่นเรา ที่อยู่ใน Transition ของทั้งกับคนรุ่นเก่ากับและคนรุ่นใหม่ เรามองตัวอย่างจากญี่ปุ่น ญี่ปุ่นตอนปีใหม่ ชาวบ้านหรือพวกซูโม่ เขาก็ใส่ชุดกิโมโน ไปวัดเสร็จแล้วก็มานั่งกินแม็กโดนัลด์ มันเนียนมากเลย เราต้องยอมรับให้ได้ ว่าเราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ แต่ว่า จะอยู่ประสานกันยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่มันต้องตะกุกตะกักแน่นอน เพราะพวกเราเพิ่งปรับตัวเองกับไอ้การที่มีรถไฟฟ้าไม่ถึงสิบปี มันต้องตะกุกตะกักแน่ๆ แต่ไม่ใช่ว่ากูจะเอารถไฟฟ้าอย่างเดียวน่ะ นึกออกไหม แต่มึงอย่าลืมว่าตรงข้างๆ พารากอนมันยังมีวัดปทุมฯ มีอะไรอยู่ ใช่ไหม
แล้วหอศิลป์ร่วมสมัยล่ะครับ เห็นด้วยไหมกับการที่หอศิลป์กำลังจะเกิดขึ้นมา
ก็เห็นด้วย ถ้ามันเกิดขึ้นได้ แต่ว่าโจทย์มันจะยากมาก เพราะมันเป็นหอศิลป์ของเมือง เพราะฉะนั้นเราต้องตีโจทย์ให้แตก
แล้วเรื่องการจัดการล่ะครับ อย่างมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า สร้างหอศิลป์เสร็จแล้วจะมีปัญญาซื้องานศิลปะ หรือจ้างบุคลากรเข้าไปบริหารงานได้หรือเปล่า
ก็คนที่ทำก็ต้องคิดกันตรงนี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าที่นี่ตั้งใจจะเป็นหอศิลป์ที่มีคอลเล็กชั่นหรือเปล่า มันก็อยู่ที่นโยบายของผู้บริหาร แล้วก็เรื่องเงิน มันค่อนข้างซับซ้อนมาก
ในฐานะที่พี่เคยอยู่เชียงใหม่ พี่มองสถานการณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมที่เชียงใหม่ว่ายังไง
เชียงใหม่ก็เป็น Case-Study ที่ดีมาก เพราะว่ามันจะขายของเก่าอย่างเดียว พื้นที่สำหรับงานคอนเท็มฯ มันจะน้อยมาก
แต่ศิลปินก็ย้ายไปอยู่เชียงใหม่กันเยอะนะครับ
ก็ใช่ แต่ว่าเขาไม่ค่อยแอ็กทีฟกับชุมชนเท่าไหร่ คือคนจะเห็นว่าเชียงใหม่เป็นเหมือนกับเป็นที่พัก เป็น Resting Area อย่างพี่ฤกษ์ฤทธิ์อย่างนาวิน เขาไปอยู่ที่นั่น แต่เขาก็ต้องกลับไปทำงานที่อื่นอยู่ดีน่ะ
แต่ก็เห็นมีกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยอยู่ตลอดนี่ครับ
มันก็มีนะ มันก็จะมีคนตามดู แต่ถ้าพูดถึง มันก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยน่ะ ถ้าเทียบกับไอ้ Majority ของเมือง ถ้าเทียบกับคนที่ไปเที่ยว อย่างหอศิลป์ ม.ช. ยกตัวอย่างตอนที่มีงานดอยคำหรือมีงานกาดมั่ว ชาวบ้านจะเข้ามาเยอะมาก เพราะว่าเขา Relate ได้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขา แต่พอเราแสดงงานนิทรรศการศิลปะ อย่างเก่งเปิดงานห้าร้อยคนก็เก่งแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกร่วมอะไรเท่าไหร่ อย่างคนคุยกันว่าจะไปที่หอศิลป์ ม.ช.เหรอ เออ วันนั้นยังไปซื้อผักของดอยคำอยู่เลย อย่างเนี้ย อันนี้มันจริงกว่า
ถ้าตรงนั้นมันจริงกว่า แล้วถ้าอย่างงั้นศิลปะร่วมสมัยจะสำคัญตรงไหนล่ะครับ
คือจริงๆ แล้วตอนนั้นมันจะปรับได้อีกนิดนึง มันเกือบดีแล้ว คือสถานภาพของหอศิลป์ที่โน่น สมัยก่อนคนจะมองว่ามันเป็นวัด แล้วคนก็ไม่กล้าเข้า มันจะเย็นชากับชาวบ้านมาก แต่พอเราทำให้เป็นตลาด มันจะเหลืออีกนิดเดียวที่จะเอาตลาดเข้ามารวมกับศิลปะ แล้วก็ดึงคนให้เข้ามาได้ แต่ว่าเวลาเรามีน้อย แล้วเงินก็ไม่มีรันด้วย นั่นน่ะยาก อีกนิดเดียวเอง ก็ชวน Superflex ไปดูนะ แล้ว Superflex ก็จะชอบมากตอนที่มีงานดอยคำ คือนึกออกไหม คือมันเป็นงานสุรสีห์ (กุศลวงศ์) ได้เลยน่ะ แต่อย่างตอนที่พี่ฤกษ์ฤทธิ์แสดงงานของเขาที่นั่น (Nothing-Retrospective) มันเนียนมากเลยไง คนเห็นเสื่อ เห็นเขียงอยู่บนพื้น คือไม่ต้องเชิญไม่ต้องบอกอะไรเลยนะ ถอดรองเท้ามาช่วยกันทำ มันเหมือนกับไปงานปอยหมู่บ้านเลย เนียนมากเลย ไอ้ทิม Neuger Riemschneider มาดู เขาบอกว่าไม่เคยเห็นงานฤกษ์ฤทธิ์เนียนขนาดนี้ คือมันโคตรรอยู่เลย (หัวเราะ) แล้วกลิ่นกับข้าวก็หอมฟุ้งในหอศิลป์ เป็นที่เดียวในโลกที่ทำตรงนี้ได้
ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมพื้นบ้านได้
ใช่, คืออันนี้มันเป็นชีวิตจริง
แต่คนทั่วๆ ไป แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ เอง ส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าศิลปะยังเป็นอะไรที่เฉลิมชัยอยู่นะครับ
มันก็อยู่ที่ตัวสื่อ แล้วก็สิ่งที่มันเข้าไปถึงชุมชน มันเข้าไปไม่ถึง อย่างงานฤกษ์ฤทธิ์ ข่าวแทบจะไม่ออก แล้วก็...ความที่เป็นเฉลิมชัยไง สื่อแบบเมนสตรีมก็จะชอบมาก แต่เราก็ไม่ได้แอนตี้งานพี่เหลิมนะ อย่างงานของพี่เหลิมมันก็ถูกต้องแล้วกับบริบทของบ้านร่องขุ่น เราคิดว่าพี่เหลิมประสบความสำเร็จในแง่ที่ว่า เขาสามารถที่จะเอางานศิลปะของเขาออกมาจากสองมิติ ให้เป็นสามมิติ แล้วก็ให้อยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้ แถมไม่พอมันกลายเป็นการเพิ่มคุณค่า ทำให้ประชาชนแถวนั้น มีอันจะกิน มีเรื่องมีราว ทำมาหากินได้ ซึ่งแบบว่า ทำไมล่ะ ยูจะไปเอางานแบบคอนเซ็ปช่วลไปวางที่บ้านร่องขุ่นมันก็ไม่ถูก มันต้องอย่างนั้นเลย ทุกอย่างมันอยู่ที่ Site น่ะ
เพียงแต่บ้านเรามันกลายเป็นว่านำเสนออยู่ด้านเดียว
ใช่, เพราะฉะนั้นหนังสือฟรีฟอร์มก็สำคัญ ที่ยูจะต้องเสนออีกส่วนหนึ่งของสิ่งที่มันมีอยู่ให้คนได้รับรู้
ย้อนกลับไปตอนทำ 304 ตอนนั้นพี่ก็ทำนิตยสารออกมาด้วย
ก็คิดว่าตอนนั้นมันไม่มีหนังสือทางเลือกไง แล้วก็อยากให้คนเข้ามา...เหมือนกับเป็นฟอรั่มให้คนเข้ามาดีเบตกัน ขายเล่มละยี่สิบบาท ยังมีเหลืออยู่เลย เดี๋ยวหอศิลป์เปิดจะเอาไปฝากขายซะหน่อย วางตั้งหลายที่นะ ตามหอศิลป์อะไรอย่างนี้
เป็นรายสะดวก แล้วก็หนักไปในทางเท็กซ์เยอะ ก็มีเรื่องสัมภาษณ์เคียวเรเตอร์ แล้วก็ให้เด็กๆ มาคุยกันเรื่องมหา’ลัยฯ แล้วอีกอันก็เป็นรีเสิร์ชเกี่ยวกับผลกระทบของการทำงานศิลปะโดยไม่ระวัง พวกสารพิษ สารเคมี มันค่อนข้างจะเป็นความรู้นิดนึง แล้วก็มี Artist Discussion อะไรเป็นเรื่องเป็นราว
หกเล่ม สองปี รายสะดวก ชอบทำหนังสือนะ แต่ว่ามันไม่ไหวน่ะ มันเหนื่อย แบบว่าคนมันน้อยด้วย แล้วเล่มสุดท้ายก็เป็นงานพี่มณเฑียร แล้วบังเอิญแกก็เสีย ก็เลยไม่ได้พิมพ์ แต่ยังมีตัวอาร์ตเวิร์กอยู่นะ พอทำนิตยสาร ก็จะมีคนชอบโทรมาสอบถามข้อมูลจากเราประจำเลย ตอนนี้ก็ยังโทรมาอยู่เลย
เหมือนเป็น 13 ของวงการศิลปะ (สมัยก่อนเบอร์ที่โทรถามเบอร์โทรศัพท์ใช้หมายเลข 13)
ใช่, ประมาณว่า จะเอาอีเมลคนนั้น จะมารีเสิร์ชเรื่องนี้ จะไปหาใคร เราก็ตอบ เราก็เอาอีเมลให้เขา จะทำหน้าที่เหมือนพีโอบ็อกซ์ เราก็บอกๆ ส่วนใหญ่เวลาเขาต้องการข้อมูลอะไร เราก็รีเฟอร์ไปที่นั่นที่นี่ แค่นั้นเอง คือตอนนี้ แค่จะพัฒนาเว็บไซต์ของเรา แค่เอาประวัติของอาร์ติสต์ที่เคยทำงานกับเราอัพเดตมันก็เยอะมากแล้ว แล้วเราทำงานกับศิลปินมาเยอะมาก แล้วเราก็พยายามที่จะลิงก์ เราพูดถึงใครเราก็จะให้คนนั้นคลิกไปที่เว็บไซต์ของเขา คือตัวอาร์ติสต์ต้องช่วยตัวเองด้วย ต้องมีฐานข้อมูลของตัวเอง อย่างบางคนถามว่ามีเว็บไซต์ของตัวเองหรือเปล่า ไม่มี บางคนก็เปิดอีเมลของตัวเองแทบจะไม่เป็น (หัวเราะ) ก็นะ มันต้องปรับตัวนิดหน่อย เดี๋ยวนี้มันไม่มีใครส่งจดหมายส่งแฟกซ์กันแล้วน่ะ
พี่มองว่าวงการศิลปะบ้านเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ
อืมม...พูดตรงๆ ก็คือพี่ไม่ค่อยอยู่ดูใกล้มาได้สองสามปีแล้ว หลังจากที่เราไปอยู่เชียงใหม่ แล้วตอนช่วงหลังๆ ที่เราไปทำงานต่างประเทศเยอะขึ้น แต่มันก็เหมือนกับเราไม่ได้พลาดอะไรเลยนะ เพราะว่าสองสามปีที่ผ่านมามันค่อนข้างจะสโลว์นิดนึง ก็เห็นมีหนังสืออะไรออกมา พวกอาร์ติสต์หน้าใหม่ก็ยังต้องตามกันดูน่ะ ตอนนี้ยังตัดสินอะไรไม่ได้ แล้วพวกที่เคยทำกันมาตั้งแต่สิบปีที่แล้วมันก็ไปกันใหญ่แล้ว เราก็พยายามที่จะหารุ่นเด็กๆ มา ส่วนใหญ่ก็ไปดูงานพวกนักเรียนอะไรพวกนี้ ถ้าใครน่าสนใจ ก็ติดตาม
ศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองตอนนี้สำหรับพี่คือใคร
ก็จะมีอยู่กลุ่มที่เราไปทำงานด้วยที่โชว์สุดท้ายตอนที่เราไปทำที่เบอร์ลิน พวกใหม่ๆ ก็จะเป็นพวกวิทย์ (พิมพ์กาญจนพงศ์) พวกตี๋ (พรทวีศักดิ์ ริมสกุล) อะไรอย่างนี้ ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้ว แล้วก็อีกก๊วนที่ตอนหลังจะเข้าไปวุ่นวายอยู่ด้วยเนื่องจากสามีเป็นพวกไทยอินดี้ แต่นั่นก็จะเป็นพวกทำหนังมากกว่า ถ้าเป็นวิชวลอาร์ตเนี่ย ก็จะมีพวกเด็กผู้หญิงที่จบจากจุฬาฯ ที่ทำงานที่ไม่ใช่แบบประเภทมั่นใจไร้สติ คือแบบ พวกนั้นมันช่างกล้าเหลือเกิน(หัวเราะ) ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอะไรของมัน (หัวเราะ) แบบว่าพวกมึงนี่แบบว่า ไม่มียางอายน่ะ ทำงานได้ยังไงโดยไม่มียางอาย
โอ้ย! เด็กเดี๋ยวนี้มันไม่มียางอายจริงๆ นะ คือเราไปดูหนังของไอ้กลุ่มไทยอินดี้น่ะ ทำไมมึงทำแต่เรื่องตัวเองเช่นนั้นน่ะ คือมัน Extreme (สุดขั้ว) มากเลยเราว่า เอ็กสตรีมในแง่ที่ว่า มันช่างต่างจากพวกเราเสียเหลือเกิน คือเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างงานที่มันสะท้อนสังคมกับงานที่เป็นส่วนตัวใช่ไหม แต่ตอนนี้เนี่ยแค่คลาดสายตาไปสี่ห้าปีเนี่ยนะ โห เหมือนมันมาสเตอร์เบท (ช่วยตัวเอง) น่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังเป็นงานศิลปะ คือมึงอยู่กับโลกตัวเองเกินไปหรือเปล่า สำหรับเราก็เลยต้องปรับตัวใหม่เลย เราจะไปดูงานเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว แล้วถ้าจะให้พวกศิลปกรรมแห่งชาติมาตัดสินพวกนี้ อีพวกนี้ตกรอบกันหมดแน่ๆ (หัวเราะ)
ตกรอบไม่พอ อาจจะติดคุกด้วย ?
เออ! ติดคุกด้วย แบบพวกมึงช่างกล้าเหลือเกิน โอเค! ถูกต้องที่ยูทำเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมาก แต่ว่า หยุดนิดนึงได้มั้ย เพราะว่าจริงๆ แล้ว ยุคสมัยเรามันก็เปลี่ยนไปเร็วเหลือเกิน แบบยูเอ็นจอยได้ ในช่วงทักษิณน่ะ ในความเป็นตัวของตัวเอง ยูเอ็นจอยได้ ในความเป็นอะไรก็ตาม แต่พอโพสต์ทักษิน (ยุคหลังทักษิณ) เข้ามาเนี่ย มันไม่ได้แล้วนะ พูดถึงเรื่องสังคม เรื่องบริบทของบ้านเมืองเรา ณ วันนี้ ตั้งแต่ปีใหม่มาเนี่ย คือแบบ เราเคยมั้ยที่จะรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเราแบบนี้ เราอยู่มากี่สิบปีน่ะ ใช่มั้ย เราก็เลยเควสชั่นไอ้พวกเด็กๆ พวกนี้ว่า นี่ยูจะมาทำอย่างนี้อีกไม่ได้นะโว้ย ตอนนี้สังคมมันเปลี่ยนไปแล้วน่ะ มึงต้องดูสิว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเรา มึงจะมาแบบว่า Me Me Me ตลอดเวลา มันไม่ได้
แล้วพี่มองยุคทักษิณยังไงครับ
เป็นยุค Extremely Luxuary มันก็สุดๆ น่ะ คือมันเป็นยุค Individual สุดๆ น่ะ คือทุกอย่างมันจะ Extreme มาก เพราะฉะนั้น มันทำให้เกิดการสวิงไง อย่างช่วงเวลานี้ รัฐบาลใหม่มา สังคมใหม่ ค่านิยมใหม่ มันก็กลับตาลปัตรไปเลย
มันควรจะต้องมีบาลานซ์นะพี่ว่า พูดไม่ได้หรอกว่าชอบอันไหนมากกว่า พอเราเห็นสภาพแบบนั้น สัญชาตญาณเราก็จะบอกว่า มันต้องมีอะไรมาเบรกมาหยุดบ้าง แต่อย่างตอนนี้ก็ เฮ้ย! ไม่ไหว นะมึ้งงง (หัวเราะ) คือเราอาจจะต้องเอาแบบพระพุทธเจ้าหรือเปล่าวะ แบบทางสายกลาง คือทางสายกลาง ก็ไม่เชิง แต่มันควรจะต้องมีพื้นที่ ที่เราจะหายใจได้ด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีอิสรภาพได้ด้วย
แล้วอย่างหนังของพี่เจ้ย พี่คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากเหมือนกันไหม
ไม่นะ หนังเจ้ยไม่เลย คือมันจะอยู่ระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความเป็นส่วนรวม แต่ว่าต้องดูดีๆ เพราะว่าหนังมันจะมีประเด็นซ่อนเร้นเยอะแยะไปหมด จริงแล้วทุกอย่างมันเป็น Politic หมดเลยนะ แต่มันเป็น Personal Politics ซึ่งแค่เรื่องนิดเดียวมันก็ทำให้มองเห็นภาพใหญ่ได้ ตั้งแต่สุดเสน่หามา หรือแม้กระทั่งเรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร อันนั้นพี่มองว่ามันเป็นเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชัดๆ แล้วก็เรื่อง สุดเสน่หา ก็เป็นเรื่องแรงงานอพยพ
ทำงานร่วมกับพี่เจ้ยมาตั้งแต่สมัยแรกๆ เลยหรือเปล่าครับ
ก็เป็นโปรดิวเซอร์ หาทุน ตกบันไดพลอยโจน (หัวเราะ) คือมาถึงก็ช่วยด้วยๆ จะทำหนัง เราก็ อ่ะๆ หาทุนๆ ก็คือจริงๆ แล้ว เจ้ยมันก็เป็น 304 เพราะเราก็ตั้งมาด้วยกัน มันก็เป็นกรรมการ ตอนนั้นมันก็เรียนปริญญาโท ตอนนั้นพวกพี่จบแล้ว แล้วมันยังเรียนปีหนึ่ง คือเจ้ยมันไปเรียน Post Graduate คือเขาจบสถาปัตย์มาไง ก็เลยต้องทำพอร์ตส่งภาควิชาฟิล์ม ตอนนั้นมันก็ทำหนัง ธีซีสตัวจบเขาก็เรื่อง ดอกฟ้า ทำเป็นเทรลเลอร์น่ะ แล้วปรากฏว่าทุกคนชอบมาก ก็เลยอยากจะ Develop ให้เป็นหนังใหญ่ ก็เลยไปขอทุน แล้วก็ต้องมีองค์กรมารองรับ ก็เลยใช่ทีมเรา (304) ตัวพี่เป็นโปรดิวเซอร์ เจ้ยมันก็ไปหาทีมทำหนังมาเอง แต่จริงๆ ที่เมืองไทยเราก็ไปขอด้วย ขอแบบโตชิบ้าอะไรพวกนี้ คือได้มาหมื่นนึง นั่นคือก้อนแรกดีใจชิบหาย (หัวเราะ) แต่ว่าส่วนใหญ่มันจะเป็นของมากกว่า มูลนิธิหนังไทยก็ช่วยเราเยอะ
เรียกว่าเป็นโปรดิวเซอร์คนแรกของเจ้ยเลย
ใช่, แต่ตอนหลังเขาก็จะเอาเต่านา (ม.ล. มิ่งมงคล โสณกุล) เข้ามาด้วย คือเต่านานี่เขาจะอยู่ใกล้กันมากกว่า พี่ไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่ ตอนช่วงหลัง ช่วงแรกๆ พี่จะหาทุนให้
พี่เห็นอะไรในหนังของพี่เจ้ย ถึงเข้าไปหาทุนให้
อู้ย... ก็คือรู้จัก และก็ได้ดูหนังเขาตั้งแต่อยู่ที่ชิคาโก้แล้ว คือแบ็กกราวนด์เราก็คล้ายๆ กัน เพราะเรามาจากต่างจังหวัดใช่ไหม แล้วเราก็ชอบเจ้ยตรงที่เขาเอาของพวก Kitsch* หรือพวกบ้านๆ มาเล่นให้น่าสนใจ อย่างพวกคณะละครเกตุทิพย์อะไรอย่างนี้ เราก็คิดถึงบ้านมาก ทุกคนก็จะรู้ ใครอยู่ต่างจังหวัดเนี่ย อ่ะ สิบโมงเช้า ตอนนั่งซักผ้า ก็ต้องเปิดละครวิทยุฟังละครเกตุทิพย์ เราเห็นแล้วก็ขนลุกน่ะ ออกมาได้ยังไง เรื่องนั้นคือเรื่องแม่ย่านาง ก็ชอบงานเขามาตั้งแต่นั้น มันสวยมากเลยที่เอาอะไรตรงนั้นมาใช้ เราก็เลยเอามาฉายงานเอเลี่ยนที่จุฬาฯ
ตอนนั้นพี่เจ้ยก็ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียง
ไม่ๆ คือเจ้ยมันตั้งอกตั้งใจจะเป็นคนทำหนัง แต่พี่ก็พยายามบอกว่า เจ้ยต้องทำงานศิลปะด้วย แล้วก็เอางานเขามาใส่ใน Art Context แล้วก็หลายๆ ครั้งที่พวกเคียวเรเตอร์มา เราก็จะแนะนำให้รู้จักในฐานะคนทำหนัง แต่เจ้ยก็ทำวิดีโออาร์ตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นงาน Movie Image แล้วเราก็แนะนำให้เขารู้จักกับ ยูโกะ ฮาเซกาว่า (Yuko Hasekawa) แล้วเขาก็ได้ไปอิสตันบุล แล้วยูโกะก็ออกทุนให้เขาทำหนัง
ทำไมต้องพยายามผลักดันให้พี่เจ้ยทำงานศิลปะด้วย
คือเราอยากให้มีศิลปินที่ทำงานวิดีโออาร์ตเมืองไทย ที่แบบว่าสามารถอยู่ได้ทั้งสองโลกน่ะ คือส่วนใหญ่คนทำหนังจะมาเชิญเขาไปทำงานวิดีโออาร์ต หรือทำงานชิ้นสั้นๆ อยู่ในบริบทของแกเลอรี่หรือมิวเซียมมันน่าจะยาก เพราะมันถูกเทรนมาคนละอย่าง แต่เจ้ยมันเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ มันก็อยูได้ เราถือว่าเจ้ยทำงานศิลปะ แต่ใช้ฟิล์มเป็นมีเดีย มันก็เหมือนงานไมเคิลหรืองานพี่ฤกษ์ฤทธิ์ เพราะงานพวกนี้จะเป็นไทม์เบสมากๆ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม
เพราะมันเป็นศิลปะ มันก็เลยดูยากใช่หรือเปล่า
มันก็ต้องดูยากอยู่แล้ว เราไม่ได้กะจะเอาใจคนดูอยู่แล้ว คืออะไรที่เราทำน่ะ ทุกอย่างมันต้องยาก เพราะพวกเราถือว่า ไม่เชิงว่าต้องซีเรียส แต่มัน Matters ไง มันเป็นงานศิลปะที่มันไม่ใช่ ‘แค่’ งานศิลปะ มันไม่ใช่ ‘Just Art’ แต่มันเป็นอาร์ตที่ Matters ด้วย มันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เปลี่ยนแปลงความคิดคน เปลี่ยนแปลงสังคมได้
ไม่ใช่แค่เพ้นติ้งที่ดูแล้วสวยอย่างเดียว
ใช่, คือเพ้นติ้งยูก็เปลี่ยนแปลงโลกได้ โฟโต้ยูก็เปลี่ยนแปลงโลกได้ เพียงแต่ว่ายูจะทำอะไรกับมัน แล้วก็ใส่อะไรลงไปตรงนั้น แมสเสจมันคืออะไร มันต้องยากอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรง่ายนะขอบอก (หัวเราะ) คือเราไม่ได้ตั้งอกตั้งใจมาเอนเตอร์เทนคนนี่ นั่นไม่ใช่จุดประสงค์
อย่างนี้คนดูก็ต้องมีความรู้พื้นฐานด้วยสิ อย่างนี้แสดงว่าเราเลือกคนดูเหรอ
เออ... เราทำงานขึ้นมาชิ้นนึง สมมุติว่ามีคนดูร้อยคน ถ้าเขาเสพได้แค่ห้าสิบคน เขาสามารถที่จะเข้าใจมันได้ก็เก่งแล้ว คือหลักในการทำงานอย่างเรา มันไม่ได้ไปเซิร์ฟตลาด ถ้ามันเกิดจากไอเดียของเรา แล้วเราคิดว่ามันดี ใครรับได้ก็รับได้ แต่เราไม่ได้เอาไปยัดเยียด ให้เขาต้องรับให้ได้ อันนั้นไม่ได้คิดอยู่แล้ว เพราะแมสเสจที่มันจะส่งไป หรือความสำเร็จที่มันจะได้รับ เราไม่ได้วัดจากปริมาณ แต่พวกเราวัดจากคุณภาพมากกว่า
เคยได้ยินพี่บ่นให้ฟังว่า กูบอกแล้วว่าให้มารีบมาสปอนเซอร์พี่เจ้ยแต่เนิ่นๆ ก็ไม่เชื่อ
ก็บอกแล้วไง! คือปกติแล้วเราจะเป็นคนที่แบบ ไม่เชิงว่ามองเห็นน่ะ แต่ไอ้ความที่เรารู้จักงานมาบ้าง และก็ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์มา ทุกครั้งที่มีใครทำอะไรขึ้นมาเราก็จะรู้ว่ามอันนี้มันเป็นสิ่งที่ใหม่ น่าสนใจหรือเปล่า แล้วเราก็ต้องแบบอธิบายให้คนที่จะออกทุนให้เราเข้าใจว่า อันนี้ มันเป็นสิ่งที่สำคัญ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ในสังคม ในวงการ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะต้องใช้เวลา แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรับได้หมด แต่มันก็ต้องทำ เพราะมันจะทำหน้าที่เป็นตัวคาน อย่างถ้าในวงการหนังหรือวงการศิลปะเองมันมีเมนสตรีม มันก็ต้องมีอัลเทอร์เนทีฟ มันก็ต้องมีอะไรที่จะมาคานสิ่งที่มันเกิดขึ้น อย่าง แสงศตวรรษ เรายังพูดกันเลยในวงข้าวต้ม ว่าทำไมทุกคนชอบหนังเรื่องนี้ของเจ้ยมาก เพราะว่ามันไลท์มาก แล้วเราก็คิดว่า เฮ้ย เราคงทำอะไรผิดไปแล้วล่ะ ที่คนชอบเยอะเหลือเกิน ซึ่งมันไลท์ แล้วมันก็ง่ายเกินไป ซึ่งเจ้ยมันไปพูดต่อหน้าคนว่า เรื่องนี้มันเหมือนกับเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากในการทำ ถ้าเทียบกับกับสัตว์แล้ว เพราะช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่ดาร์กมาก แล้วมันก็ไม่แฮปปี้ แต่คิดว่าเราเห็นแก่ตัวนะ เพราะเราชอบศิลปินในช่วงที่มันซัฟเฟอร์ (หัวเราะ) คือไอ้ความลำบากลำบน ทุรกรรมของคน ผลมันทำให้บีบคั้นอะไรออกมา
ใช่, มีพลัง เวลาศิลปินมีความสุข งานออกมามันไลท์โตะเหลือเกิน (หัวเราะ)
นี่จะไม่ให้ศิลปินมีความสุขเลยเหรอ
มันก็มีความสุขได้ มันก็ออกมานะ ตลกขบขันอะไรไป แต่ถ้าจะให้จำ จะให้เลือกอะไรอย่างนี้ จะเป็นอย่างแรกมากกว่า
ไม่ๆๆ คือดูไปครึ่งเรื่อง เขาจะปล่อยของออกมา คือตอนแรกเราคิดว่าอภิชาตพงศ์ ยูไม่มีทางเซอร์ไพรส์ไอได้แล้ว แต่พอดูไปครึ่งเรื่อง โอเค! มึง มึงปล่อยของอีกแล้ว ก็ยกให้น่ะ คือตรงนี้มากกว่า จริงๆ แล้วพี่ไม่ได้ดูดีเทลเลยนะ หนังเรื่องนี้ ความน่าสนใจมันอยู่ที่สตรักเจอร์ของหนัง ที่มันบิดตรงกลาง ซึ่งมันไม่ได้ดูง่ายเลยนะ เรื่องนี้ มันดูยากมาก แต่คนจะเอ็นจอยตรงที่หัวเราะ แต่ถ้ามองภาพรวมมันก็ยังเข้มข้นอยู่ มีความเป็นอภิชาติพงศ์อยู่ อย่างงานอีนี่ (จิ้มไปที่รูปไมเคิลบนปกฟรีฟอร์ม) ก็เหมือนกัน ไม่ได้ดูง่ายเลยนะ คือแบบมันก็จะแกล้งเอาความช็อก ความตลกขบขัน ความกระทบกระเทียบมาเป็นฉากหน้า แต่ว่ายูต้องเจาะไปให้ได้ว่าตรงนั้นคืออะไร
พี่คิดอย่างไรกับงานของพี่ไมเคิ่ล ถ้าสมมุติว่าไม่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน
ถ้าไม่เป็นเพื่อนกันเหรอ ก็คือช่างกล้า มันก็เป็นอาร์ติสต์คนแรก ที่เหมือนกับประกาศศักดิ์ศรีในความเป็นสิทธิของเกย์ ซึ่งมันถือเรื่องตรงนี้มาก แล้วเขาซีเรียสมากกับบทบาทและสิทธิและเสรีภาพของเกย์กับสตรี มันน่ะ เป็นเฟมินิสต์ยิ่งกว่าฉันอีก จริงๆ นะขอบอก! คือพี่ชอบงานเขาตรงที่ว่ามันคอมเพล็กซ์มาก ตรงที่เขาจะอยู่สองวัฒนธรรมตลอด อย่างพี่ฤกฤทธิ์เขาจะอยู่เหนือทุกอย่าง แล้วเวลาเขามองเหมือนเขาจะมองจากเบิร์ดอายวิว แล้วเขาก็สามารถที่จะวิเคราะห์และจำแนกทุกอย่างได้รวดเร็วมาก ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่เขาจะแบบอยู่ข้างบนตลอดเวลา แต่ไม่เคิลมันจะอยู่ข้ามวัฒนธรรมระหว่างความเป็นอเมริกันกับความเป็นไทย ตะวันตกกับตะวันออก
พวกพี่ทั้งสามคนจบมาจากที่เดียวกันเลยนะครับ
ใช่, คือที่นั่นเขาจะสอนให้เราเป็นตัวของตัวเองมาก มันจะเป็นพื้นที่ที่เราพูดเมื่อกี้ คือไอ้สังคมไทย ไม่ซ้ายก็ขวา คือพื้นที่ตรงกลางที่จะให้คนมาเอ็กเซอร์ไซส์ไอ้ความเป็นอิสรภาพ ให้มันได้เติบโต มันมีน้อย แต่ที่นี่มีให้เรา
ใช่, แค่นั้นเอง แล้วก็อะไรรู้ไหม คือเขาจะมีปัจจัยอีกอย่างให้ คือมิวเซียมที่อยู่มาร้อยกว่าปี มีหนังสือเป็นล้านๆ เล่ม คือมีงานศิลปะที่แบบว่า เดินเข้าไป ครูจะด่าทุกครั้ง เพราะว่าเป็นนักเรียนเข้าไปได้ฟรีไง เขาจะด่าว่ายูรู้มั้ยว่าระหว่างสิงโตสองตัวเนี่ย คือมันมีรูปั้นสิงโตสองตัวอยู่หน้าประตู คุณเข้าไปดูสิ มันมีตั้งแต่ของเก่าสุด มีงานดรอว์อิ้งของดาวินชี่ ของแวนโก๊ะห์ของเฮี่ยห่าอะไร คือถ้าคุณเป็นนักเรียนเพ้นติ้ง แล้วคุณอยากไปนั่งสเก็ตซ์กับแวนโก๊ะห์ ก็ไปห้องดรอว์อิ้งไปขอเขาเขาก็จะใส่ถุงมือ แล้วไปเอาออกมาให้ดู มันมีอย่างนี้อยู่ มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้มันยังไง อย่างพี่ไปหลับประจำ ที่ห้องเจแปนนีส แล้วเขาจะให้ ทาดาโอะ อันโด* (Tadao Ando) มาสร้างห้อง เขาเรียกว่าห้อง Sixteen Pole ไม่มีใครรู้ แล้วมันจะเป็นห้องที่เงียบมากๆ เวลาที่พี่คิดถึงบ้าน หรือเราคิดงานไม่ออก ทุกคนจะรู้ว่าฉันจะต้องไปอยู่ในห้องนั้น แล้วก็ไปนั่งหลับ มันเป็นห้องที่เงียบบบ และมืดดด มากกก เลยนะ ซึ่งเราอยู่แล้วมีความสุข ในห้องสมุดของโรงเรียนเรามันมีอะไรให้เราไปค้นคว้าได้เยอะ มีวิดีโอดาต้าแบงก์ แล้วพอเดินไปไหนทุกคนก็จะคุยกันแต่เรื่องไอเดียตลอดเวลา คือที่นี่มันไม่มีบรรยากาศอย่างนั้น พอกลับมาถึงบ้าน เราถึงชอบอยู่แต่พวกเรากันเอง เลยมีคนบอกว่าไอ้พวกนี้มันคบใครไม่เป็น (หัวเราะ)
การได้ไปเรียนที่นั่นมีความสำคัญกับพี่มากไหม
เรารู้สึกว่ามันสำคัญมาก พี่รู้สึกว่า ไม่เสียใจที่ไปเรียน คือปกติเราไปเรียน อย่างเรียนรามนี่เสียเวลาชิบหาย นึกออกมั้ย คือเรียนหนังสือตั้งแต่จบมาสิบห้าสิบหกปีที่อยู่โรงเรียนนี่เราจะเซ็ง มันไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจ แต่ที่นั่นมีเพียบเลย
แล้วในบ้านเราตอนนี้ มีที่ไหนที่เป็นที่ให้อิสระทางความคิดและสร้างแรงบันดาลใจกับคนได้บ้าง
ไม่มี, เราต้องสร้างขึ้นมา เราถึงชอบออกไปทำงานข้างนอก ได้เดินทาง ได้คุยกับคน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่เราต้องกลับมาทำอะไรที่นี่ ทุกครั้งที่เราไปดูงานศิลปะหรืออะไรที่ทำให้เราขนลุกได้ เราจะบอกทุกคนว่า กลับมาแล้วเรามาทำอะไรอย่างนี้กันเถอะ คือมันควรจะต้องทำให้เกิดอะไรอย่างนี้ขึ้นได้ในบ้านเรา
แล้วอะไรอย่างนี้ที่ว่า ได้ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมบ้างหรือยังครับ
เราคิดว่ากิจกรรมที่เราทำกันมา อย่าง 304 หรือว่าอะไรก็ตาม เราว่ามันก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งนะ แต่พี่ว่ามันต้องมีอะไรเยอะๆ กว่านั้น อย่างการมีมิวเซียม หรือกิจกรรมที่เราทำที่นี่ อย่างการจัดทอล์กมันต้องมีบ่อยๆ และก็มีประจำด้วย คนจะได้รู้สึกว่า มันมีนะ แล้วเขาก็มาใช้บริการได้ หรือว่ามีฟิล์มเซ็นเตอร์ อะไรอย่างนี้ ซึ่งที่นี่มันขาด เราจะต้องมาอยู่ในสถานที่ที่เราอยากได้อะไร เราจะต้องต่อสู้เพื่อได้มันมา ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ น่ะ อย่างพวกรุ่นลูกรุ่นหลานเรามันถึงจะสบาย อย่างอยากจะไปดูหนัง ก็จะมีแต่ลิโด้ กับเฮาส์อาร์ซีเอ คือฟิล์มเซ็นเตอร์จริงๆ ควรจะต้องมี
อย่าง Cinemateque อะไรอย่างนี้ไหม
ใช่, ซีเนมาเท็กซ์ โรงละคร คอนเสิร์ตฮอล์อะไรอย่างนี้
แล้วพี่ได้มีส่วนร่วม หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหอศิลป์กทม. ไหม
ก็มี, เขาก็ชักจูงไปเป็นคณะอนุกรรมการเครือข่ายรณรงค์อะไรอย่างนี้ มันก็มีปัญหาในการทำงานเยอะเหมือนกัน อย่างเราต้องยอมรับว่าองค์กรมันใหม่มาก แล้ว กทม. เองเขาก็พยายามคิดหาวิธีว่าจะบริหารยังไง แล้วมันก็ผ่านมือมาหลายรัฐสมัยเหลือเกิน นึกออกไหม (หัวเราะ) ซึ่งมันเริ่มตั้งแต่เรากลับมาแรกๆ ปี 96 ตอนที่เราทำ 304 เราก็คุยกับอาจารย์โต้ง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ) คุยกับทุกคน ว่าเชื่อไหมว่าเราจะใช้เวลาสิบปี ที่จะได้มันมา แล้วก็จริงๆ นี่ไง 2007 ขนาดหอศิลป์พีระศรีสิบห้าปีนะ กว่าจะได้สร้าง คือมันไม่มีทางง่ายๆ หรอก ประเทศไทย คือตัวกระบวนการที่จะสร้างความเข้าใจว่ามันสำคัญนะ มันต้องใช้เวลาในการล็อบบี้
แล้วมีความหวังกับมันแค่ไหน
ถ้าทุกคนสามารถที่จะให้ความร่วมมือกัน และตั้งใจที่จะทำให้มันดี พี่ว่ามันก็ดีได้ แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่จะมีทัศนคติแบบ Wait and See มีแต่มองดู แต่ไม่ได้เข้าไปช่วยจริงๆ ไมได้ลงมือทำจริงๆ มันก็จะยากที่จะทำให้มันดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็น่าเสียดาย คือมันเป็นงานที่ทุกคนไม่ได้อะไรกันหรอก ทำกันมาตั้งนานก็อยากให้มันออกมา
แล้วได้ดูงานที่ TCDC บ้างไหม
TCDC ได้ดู ชอบ มันต้องมีตรงนี้ให้กับพวกดีไซน์ ซึ่งพวกดีไซน์เขาก็บ่นน้อยใจว่าพวกวิชวลอาร์ตได้เยอะ อะไรอย่างนี้ คือจริงๆ แล้วมันต้องมีให้ทุกที่ อย่างหนังก็ต้องมีฟิล์มเซ็นเตอร์ให้เขา ปัญหาของบ้านเราคือ เราผลิตคนเป็นอย่างเดียว แต่เราไม่เคยคิดอะไรที่จะมารองรับคนพวกนั้น จะต้องมีแผนการรองรับว่าเด็กพวกนี้ที่จบมาห้าร้อยคนต่อปี จะทำอะไร อย่างตรงหอศิลป์ กทม. นี่ไง อย่างน้อยยูมีที่นึงที่... เราก็ไม่ได้การันตีว่า ทุกคนจะได้มาแสดงที่นี่หมด แต่ว่าอย่างน้อยเรามีสถานที่ให้พวกเขาได้ใช้ไหม ที่จะเป็นกองกลางที่แบบ ใครจะทำหนังมามีเดียเซ็นเตอร์ ใครจะหาข้อมูลเข้ามาซีเนมาเท็กซ์ ใครจะไปดูงานแสดงขึ้นไปดูหอศิลป์ แต่การแบ่งสรรไอ้ need พวกนี้เราจะต้องตีโจทย์ให้แตก เราต้องเสนอเขาเลยว่าควรจะมีห้องให้ยังก์อาร์ติสต์มาทำอะไรด้วย คือเป็นเหมือนกับห้องแล็บห้องทดลอง หรือมีร้านให้พวกยังก์อาร์ติสทำของมาขายจะได้มีตังค์ ไม่ใช่แบบ Art Mart เพราะ Art Mart ก็จะรองรับอาร์ติสต์อยู่ประเภทนึง แต่มันไม่ได้มีอาร์ติสต์ประเภทเดียวในโลกนี้ไง อย่างพวกเราบางคนไม่มีของไม่มีรูปมาขาย มันจะทำไงล่ะ(หัวเราะ)
เป็นเหมือนสไตล์เฉพาะตัวของ 304
ไม่หรอก แต่เราคิดว่าเราไม่ได้เน้นผลิตอ๊อบเจ็กต์ออกมา มันเป็นผลพวงจากตระกูลคอนเซ็ปต์ช่วลมากกว่า
แล้วทางรอดของศิลปินที่ทำงานคอนเซ็ปต์ช่วลคืออะไรล่ะครับ ถ้าไม่มีงานให้ขายได้
เราต้องรู้ว่าตลาดเราอยู่ตรงไหน คือตอนที่พี่ไปสอนวิชา Professional Practise เราก็จะอธิบายให้เค้าฟังว่า ในโลกนี้มีอะไรบ้าง เรามองว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย มันเป็นอะไร มันจะไปอยู่ในสายไหน ในตำแหน่งของเราที่อยู่ในโลกศิลปะมันอยู่ตรงไหน ตลาดในที่นี้หมายถึง Resource หมายถึง Distribution ที่เราจะส่งข้อมูลของเราออกไป เพื่อที่จะได้รับทุนหรือได้อะไรมา แต่ถ้าเกิดว่ายูทำงานตลาดยูก็ต้องเข้าตลาด คือยูทำของออบเจ็กต์ยูก็ต้องเข้าไปอีกกระแสนึงเลย ตัวเราเองต้องรู้ มันก็คือมาร์เก็ตติ้งนั่นแหละ คือเราต้องรู้ว่าของเราคืออะไร แล้วก็โพสิชั่นของเราเป็นยังไง แล้วก็ตลาดเราอยู่ที่ไหน
ใช่ๆๆ เพราะถ้าเกิดเราดูตรงนี้ไม่ออกเราก็จะงงๆ เราต้องรู้ แล้วเราก็ต้องรีเสิร์ชว่า ถ้ายูทำเพ้นติ้ง แกลเลอรี่ไหนที่ดีที่สุดในเมืองไทย ยูก็ต้องไปเสนอที่นั่น หรือว่าเราทำงานคอนเซ้ปต์ช่วล เราจะไปแสดงที่ไหน มันก็มีอยู่ไม่กี่ที่หรอก จะหาทุนที่ไหน มันก็จะมีอยู่ไม่กี่ทุน เราก็ต้องไปถาม ถามอาจารย์หรือคนที่เค้าเคยได้สิ ว่าเค้าอยู่ได้ยังไง เราก็จะเชิญพวกนี้ไปพูด เชิญเจ้ยไปพูด นักเรียนมันก็จะได้รู้ไงว่า พี่ๆ เค้าทำยังไงมาก่อน
เข้าเรื่องที่เราถนัดกันดีกว่า รู้มาว่าพี่เป็นคนชอบดูหนังมากกก
ก็เจอกันที่โรงหนังประจำไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ) เรื่องหนังนี่เหมือนเป็นเป็นอะไรที่ Addict น่ะ เหมือนยาเสพย์ติด เพราะว่าตอนเด็กๆ ที่บ้านเป็นโรงหนัง (พอพูดเรื่องนี้ตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที)
เออ ที่เชียงราย โตมากับโรงหนัง เป็นโรงหนังเล็กๆ จำเรื่อง Cinema Paradiso ได้ใช่ป่ะ เพราะบ้านเราจะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในอาณาเขตของสามเหลี่ยมทองคำ แถวเชียงแสน แล้วก็คือพ่อแม่เนี่ยเค้าย้ายมาจากเชียงใหม่ แล้วพ่อเค้าก็แบบ ติดเอนเตอร์เทนน่ะ แล้วก็ไปอยู่ในหมู่บ้านนั้น ซึ่งไม่มีไฟฟ้าไม่มีอะไรเลย ไฉนเลย เค้าก็สร้างโรงหนัง ชั้นคิดว่าเค้าคงอยากดูหนัง (หัวเราะร่วน) คือตัวเค้าเองเองเป็นคนที่ชอบดูหนังเจมส์ บอนด์มากไง แล้วก็ตั้งชื่อน้องชายพี่ว่า เจมส์ บอนด์ (หัวเราะร่วนกว่า) ทุกคนนี่ไม่รู้เลยนะ ว่าบ้านเราเป็นโรงหนัง แล้วตอนที่โรงเรียนปิดเทอมเนี่ย ชั้นก็จะเป็นแผนกเคียวเรเตอร์ค่ะ เลือกหนัง เอาเรื่องนี้ๆ มา เอาเรื่องนี้มา รู้ว่าหนังนี้จะมาเข้าเชียงรายเมื่อไหร่ เราก็เปิดหนังสือพิมพ์เว้ย พ่อ เรื่องนี้เรื่องนั้นนะ แล้วเค้าก็จะจอง สมมุติว่ามันมาที่เชียงรายปุ๊บ มันก็จะกระจายไปตามอำเภอต่าง อย่างบ้านเรามันจะอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เชียงแสน ก็จะมีโรงหนังแม่สายแม่จัน ที่อีกหมู่บ้านนึง... ก็วิ่งซีคะ ก็จะมีหนังวิ่ง (หัวเราะ) พอไปดู Cinema Paradiso ชั้นก็จะร้องให้ แบบ เฮ้ยแก บอกไมเคิ่ล หนังวิ่ง!ๆ แบบว่าเหมือนบ้านชั้นเลย มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ) ก็จะเป็นแผนกนี้ แล้วก็เป็นแผนกขายตั๋ว แล้วน้องชายนี่อ่านหนังสือไม่ออกนะ มันก็จะเลือกแผ่น เปิดเพลง (หัวเราะ)
บ้า!...ตั้งแต่ How the West Was Won ไปจนถึงองคุลิมาร ไปจนถึงหนังไทยหนังบ้าหนังบอ คือแบบได้ดูทุกประเภท
โรงที่สร้างขึ้นเป็นไม่น่ะ แล้วก็ต้องฉายกลางคืนเท่านั้น (หัวเราะ) เพราะมันไม่บังแสง (ปรบมือหัวร่อชอบใจ) แต่ที่บ้านมีเครื่องอาร์ต ก็คือฉายหนัง 35 มม. นั่นแหละ แล้วก็ตามประสาที่พอช่วงหลังจากที่วิดีโอเข้ามา เหมือนในหนังนั่นแหละ ก็คือทุกคนก็จะดูวิดีโอ ก็เลยไม่มีคนเข้ามาดู เค้าก็เลยขายเครื่องอาร์ตไป ก็เปลี่ยนมาขายวิดีโอแทน ที่บ้านมีตลาด พ่อเป็น ส.จ. ก็เอาไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านคือแบบว่าพัฒนาสุดฤทธิ์ (หัวเราะ)
อยู่ในสายเลือดเลย ว่างั้น
สายเลือดๆ แล้วก็ตอนเด็กๆ ที่บ้านจะมีประชุมทุกวัน นึกออกไหม ช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่คอนมิวนิสต์กำลังระบาด แล้วช่วงนั้นจำได้อยู่วัน มีผู้ว่ามา แล้วเขาก็มาพร้อมกับแผนที่ แล้วก็กางเลย แบบว่า เราจะต้องไปต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ที่ไหน รู้สึกอินไซด์สตอรี่มากๆ (หัวเราะลั่น)
เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่เป็นคนที่ชอบทำงานกับชุมชน
ใช่ พี่ได้มาจากพ่อพี่เยอะมากน่ะ แล้วตอนที่สามีไปขอชั้นเค้าก็บอกว่าลูกสาวบ้านนี้เค้าทำกับข้าวไม่เป็นนะ แต่เค้าชอบทำงานเพื่อสังคม (หัวเราะยาวน้ำหูน้ำตาไหล) แล้วตอนนี้เค้าก็ยังแอ็กทีฟ เป็นกรรมการโน้นกรรมการนี้ ของอำเภอของจังหวัดก็ว่าไป ชั้นก็โตมาแบบนี้
ก็เลยทำให้ชอบดูหนังคนเดียวมาตลอด
ดูหนังคนเดียวมาเรื่อยๆ แถมยังไม่พอ ที่เปรี้ยวกว่านั้นคือ พออยู่ปอสอง มาเรียนที่เชียงใหม่ เพื่อนเลิฟก็จะเป็นลูกเจ้าของโรงหนัง ทิพย์เนตร แล้วรู้ไม๊ว่าชั้นใช้เวลายังไง ตะแร๊ดแตร๊ดแตร๋ในโรงหนังของเพื่อน(หัวเราะ) แล้วลุงก็จะแสนดีเหลือเกิน ลุงก็จะไปส่ง เสาร์อาทิตย์ก็จะไปส่ง ไปดูหนัง ก็นี่ War and Peace ภาษารัสเซียตอนเด็ก
หมายความว่าไง เป็นภาษารัสเซียเลยเหรอ มีซับฯ รึเปล่า
มี Sub ไทยอังกฤษ ปอ 5 เริ่มเรียน AUA เป็นเด็กที่เป็นบ้า นึกออกไหม ทุกคนบอกว่า มึงเป็นบ้าไปแล้วเหรอ อะไรเงี้ย แต่พี่จะเป็นคนไม่เหมือนใครตั้งแต่เด็กๆ
แล้วตอนนี้ยังมีนิสัยดูหนังคนเดียวรึเปล่า
เป็นนิสัย เป็นกิจวัตร สามีเราก็เป็นโรคติดหนังเหมือนกันไง ก็คือสองสามวันไม่ได้ดูหนังก็จะลงแดงตาย ตอนนี้ก็กลายเป็นดูหนังสองคน แต่เดี๋ยวนี้มีการแบ่งประเภทไง พวกประเภทแหวะกับอ้วกแตกชั้นก็จะไม่ดู อย่างที่เราชอบเนี่ยจะมีหนังรักหวานแหวว เคล้าน้ำตา แนวแอ็กชั่นอย่าง 300 เนี่ยดูมาสามรอบแล้ว (หัวเราะ) ไม่งั้นก็เป็นหนังอาร์ตไปเลย แต่หนังตลกตีหัวจะไม่ชอบดู แต่ตลกคอนเซ็ปต์ช่วลชอบดู หนังผีหนังแหวะเนี่ยสามีจะชอบมาก เราก็จะแบ่ง แยกกันดูเลย หลังแต่งงานได้ปีกว่าเนี่ย เราก็จะเริ่มมีโควต้าแล้ว หนังหวานแหววชั้นก็ไปดูกับเพื่อนสาว หนังผีแหวะเค้าก็จะไปดูกับเพื่อนเค้า
แล้วชอบหนังขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ทำหนังเองซะเลยล่ะ
ก็เหมือนชอบศิลปะแล้วไม่ทำไง คือขอไม่ทได้ไม๊ เพราะถ้าทำแล้วจะเกลียด คืออย่างตอนที่จัดเทศกาลหนังที่จะต้องจัดทุกๆ สองสามปีนี่คือมันจะเบื่อ พอเรารู้สึกว่ามันเป็นงานแล้วเราจะรู้สึกว่ามันไม่ Passion แล้วไง อย่างหนังอาร์ตอะไรเงี่ยตอนที่พวกพี่ทำฟิล์มเฟสฯ พอเราฉายหนังเสร็จแล้วใช่ไม๊ ดูหนังเอ็กซ์เปอร์ฯ มาทั้งวันน่ะ แล้วคนก็ถามว่าไปไหนต่อ เราก็บอกว่าไปดูหนัง (หัวเราะ) เค้าก็บอกว่ามึงจะบ้าเหรอ! อันนี้คือเอนเตอร์เทน อันนั้นคืองานไง มันคือความเอนเตอรเทนที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ใช่ เหนือยว่ะ ไม่ชอบ ชอบเป็นโปรดิวเซอร์ กับเคียวเรเตอร์ ชอบดูแล ชอบเอาโน่นเอานี่มารวมกัน สงสัยคงได้มาจากพ่อเยอะแล้วตอนหลังก็มีโรงหนังอยู่หน้าบ้าน โรงหนังฟ้าธานี จะเลิศมาก มันจะเป็นช่วงที่นักศึกษา ม.ช. มันจะชอบจัดหนัง เค้าเรียกว่าหนังจัด มันจะเป็นช่วงที่โรงกำลังว่างอยู่ นักศึกษาก็จัดหาทุนเว้ย แล้วแมร่งขายบัตรสิบบาท นี่เป็นตอนแรกที่ได้ดู War and Peace ได้ดูหนังเชกูวาร่า รุ่นโอมาร์ ชารีฟน่ะ
ใช่ๆ ยังมีเปรี้ยวกว่านั้น คือชั้นกับเจ้ยจะเหมือนกันคือมันจะได้ดูในห้องซาวด์แทรก ไม่มี Sub คือตอนนั้ยที่เชียงใหม่ฝรั่งมันเยอะกัน มันก็จะมีกั้นห้อง ข้างล่างก็พากย์ไป แต่ข้างบนเป็นซาวด์แทรก สำหรับฝรั่งไง ตั๋วธรรมดาสิบบาท แต่ข้างบนห้าสิบบาท ชั้นก็จ่ายเงินไปดูตรงนั้นดู แบบว่าเปรี้ยว ดูซาวด์แทรก
ก็เลยเก่งตั้งภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ
ก็เรียน AUA ตั้งแต่ปอ 5 ไง แล้วเราก็จะได้จากการดูหนัง ฟังเพลงอะไรพวกเนี้ย คือตอนปอ 6 ก็หัดแกะเพลง ของ Beatles แล้ว
กลับมาเรื่องเคียวเรเตอร์ต่อ มีเคียวเรเตอร์คนไหนที่พี่ชอบ หรือเป็นแรงบันดาลใจให้ไหมครับ
มีๆ คือชอบ ฮันซ์ อูริช (Hans Urich Obrist)* เคียวเรเตอร์ชาวสวิส ที่มาเคียวเรทงาน « Do it » ที่ศิลปากรเมื่อตอนโน้นไง คนนี้จะเก่งมาก แล้วก็อายุยังไม่มากด้วย เราก็อยากเก่งแบบเขา
มีศิลปินคนไหนที่อยากร่วมงานด้วยเป็นพิเศษไหม
ไม่มีเป็นพิเศษ เราร่วมงานได้กับทุกคนแต่จะชอบทำงานกับพี่ฤกษ์ฤทธิ์ จะสนุกมาก คือเขาเก่งมาก คือแนวคิดในงานของเขาเนี่ย มันเป็นอะไรที่เป็นการปฏิวัติ พลิกโฉมหน้าวงการศิลปะร่วมสมัยของโลกเลย เจ้ยเองก็เหมือนกัน สิ่งที่เค้าทำเนี่ยมันเป็น การปฏิวัติ เปลียนแปลงวิธีคิดในการทำภาพยนตร์เลย สองคนนี้จะเหมือนกัน คือจะสร้างสิ่ง
มีอะไรที่เราไม่ชอบมากๆ บ้างไหม ในการทำงานแบบนี้
เราไม่ชอบสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ไม่ชอบการรอคอยอะไรนานๆ อย่างต้องตามรองานจากศิลปิน หรือรอการทำงานอะไรที่มันขึ้นอยู่กับคนอื่นนานๆ โดยที่เราจัดการอะไรไม่ได้ เนี่ย จะเกลียดมาก แต่ก็ต้องเจอทุกที หนีไม่พ้นหรอก
การได้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ได้ดูงาน ได้เห็นอะไรๆ ได้เจอผู้คนต่างๆ มากมาย ได้จัดการ เราชอบอะไรแบบเนี้ยมากๆ
คำถามสุดท้าย ถ้าพี่ตายไปแล้ว อยากให้คนพูดถึงกฤติยา กาวีวงศ์ว่ายังไงครับ
ก็อยากจะให้คนพูดถึงเราว่า เราทำในสิ่งที่เราทำตรงนี้ได้ดีที่สุด ให้ทั้งศิลปินที่ร่วมงานกับเรา หรือคนดูงาน ประทับใจกับการทำงานของเราให้มากที่สุด ก็อยากให้เป็นอย่างงี้
กฤติยา กาวีวงศ์ เกิดที่จังหวัดเชียงราย จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบัน The School of Art ,Institute of Chicago สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้น เธอก็ทำงานในบทบาทภัณฑารักษ์อิสระมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งเธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจ็ค 304 องค์กรอิสระในกรุงเทพฯ ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างโครงการศิลปะร่วมสมัยจากหลากหลายวัฒนธรรม จากทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศ ผลงานที่ผ่านมาของเธอคือ งาน Under Construction จัดที่ Tokyo Opera City Gallery โตเกียว ในปี 2003 งาน Nothing ของฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และคามิน เลิศชัยประเสริฐ จัดที่ หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2004 งาน Bangkok จัดที่ La Capella เมืองบาร์เซโลน่า และบรัสเซลล์ และงานนิทรรศการทอวัฒนธรรม จัดขึ้นที่ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ ปี 2005 รวมไปถึงงาน งาน Politics of Fun ที่ Haus der Kulturen der Welt ที่เบอร์ลิน ปี 2005 ปัจจุบันกฤติยารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหอศิลปะบ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ
โปรเจ็กต์ 304 เริมก่อตั้งขึ้นในฐานะหอศิลป์ทางเลือก ณ.กรุงเทพฯ ในปี 1996 ริเริ่มและดำเนินการโดยกลุ่มศิลปิน และภัณฑารักษ์ ซึงในปัจจุบันได้สลายตัวเองและแปรสภาพกลายจนเป็นองค์กรศิลปะแบบ non- site-project (โครงการเคลื่อนที่) เป้าหมายของมันคือการใช้ศิลปะเป็นเป็นการเบิกทางสู่แนวคิดใหม่ๆ และสร้างความเข้าใจอันดีต่อศิลปะร่วมสมัยให้กับสังคม
ในฐานะพื้นที่ทางศิลปะที่ไม่หวังผลกำไร โปรเจ็กต์ 304 มีจุดประสงค์ที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างศิลปะและสังคม โดยไม่จำกัดรูปแบบทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะติดตั้งจัดวาง ภาพพิมพ์ และภาพถ่าย ไปจนถึงวิดีโออาร์ต ภาพยนตร์ และศิลปะการแสดง การจัดอบรมและให้ความรู้ทางการศึกษาเป็นแนวทางหลักอีกอย่างที่ โปรเจ็กต์ 304 ให้ความสำคัญและจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจัดสัมนา หรือเสวนาทางด้านศิลปะอย่างต่อเนื่อง
โปรเจ็กต์ 304 จัดหาพื้นที่ และสร้างโอกาสในการแสดงออกให้กับศิลปินไทยหน้าใหม่ และเป็นที่รู้จักกันดีในบทบาทผู้จัดกิจกรรมทางศิลปะทั้งใน และนอกประเทศชั้นดีแห่งหนึ่ง ศิลปินที่แสดงงานที่นั่นจะได้มีโอกาส พัฒนาและขัดเกลาทักษะ แลกเปลี่ยนข้อมูล และฝึกการทำงานศิลปะร่วมกันกับคนอื่นในโครงการต่างๆ งานแสดงจะเน้นไปที่แนวคิดเป็นหลัก โดยมุ่งประเด็นไปที่เรื่องสังคม วัฒนธรรม และการเมือง โปรเจ็กต์ 304 เปิดโอกาสและพื้นที่ให้แก่ทุกคนที่สนใจที่จะใช้ศิลปะเป็นสื่อในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมของเรา โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นใคร มาจากไหน
ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ : กฤติยา กาวีวงศ์, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ชาติชายปุยเปีย, Edouard Mornaud, ไมเคิ่ล เชาวนาศัย, มณเฑียร บุญมา, ประพน คำจิ่ม, ศจีทิพย์ นิ่มวิจิตร, ธีระพล งามสินจำรัส และกมล เผ่าสวัสดิ์
ในวงการศิลปะและการออกแบบ มักจะใช้ Kitsch ในแง่มุมของอะไรที่เชยเฉิ่มไร้รสนิยม แต่ภายหลังกลับถูกนํามาใช้ใหม่จนมันกลายเป็นอะไรที่ฉีกจากกรอบออกไปจนมันจะมีนัยยะแฝงซ้อนขึ้นมา อย่างงานศิลปะของ Jeff Koons หรือหนังไทยเรื่องฟ้าทลายโจรก็ถือเป็น kitsch อย่างหนึ่งเหมือนกัน
เกิดในเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นสถาปนิกเลือดอาทิตย์อุทัยผู้บรรลุความสำเร็จสู่จุดสูงสุดในประเทศ ในสองสามปีที่ผ่านมาเขาปรากฏตัวขึ้นสู่โลกฐานะขุมพลังใหม่ทางวัฒนธรรมแห่งงานสถาปัตยกรรม งานของเขาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย รวมถึงรางวัล Pritzker Architecture Prize ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติยศสูงสุดสำหรับสถาปนิกทั่วโลก ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักกันดีในรูปแบบที่ เป็นส่วนผสมน่าทึ่งของรูปทรงและที่ว่าง กับความเป็นศิลปะ ซึ่งสร้างความรู้สึกอันลึกล้ำที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ในผลงานของเขา อ้อ! ก่อนหน้าที่เขาจะมาเป็นสถาปนิก เขายังเคยเป็นนักมวยอาชีพมาก่อนด้วย
เกิดในเมืองซูริก, ประเทศสวิสเซอร์แลนด็ ในปี เมื่อปี 1968 เริ่มงานด้านภัณฑารักษ์เมื่อปี 1993 เมื่อได้พบกับ Robert Walsar และเริ่มต้นจากงาน Migrateurs ในพิพิธภัณฑ์ Musée d'Art Moderne ในกรุงปรีส ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์งานศิลปะร่วมสมัย เขาเคยสอนในสถาบัน IUVA/University of Venice เขาร่วมเป็นภัณฑารักษ์ในงานยูโทเปีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะ Venice Biennale 2003 เขายังเคยรับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ในงานศิลปะข้ามชาติระหว่างศิลปินไทยและต่างชาติ อย่างงาน « Do it » อีกด้วย