Siamese's Neutrality in The First World War; Royal Elucidation of the King RamaVI
พระราชาธิบาย เรื่องการรักษาความเปนกลางแห่งกรุงสยามในงานมหาสงคราม ณ ยุโรป
คัดลอกข้อความพระราชาธิบาย
มีปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาทีเดียวที่จะนำปฤกษาทำความเข้าใจกันในเสนาบดีสภา เพื่อตัดความเข้าใจผิด แลซัดกันยุ่งต่อไปข้างน่า กล่าวคือ ปัญหาเรื่องความเปนกลางแห่งกรุงสยามในงานมหาสงคราม ณ ยุโรป
ก่อนที่จะแถลงปัญหา จำจะต้องขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เปนมาแล้ว ซึ่งอันที่จริงเปนเรื่องติดต่อกันมายืดยาว แต่ในที่นี้จะขอกล่าวแต่โดยย่อพอเปนสังเขป
เมื่อแรกเริ่มงานมหาสงครามขึ้น รัฐบาลสยามก็ได้ดำเนินการเหมือนรัฐบาลอื่น ๆ ที่มิได้มีสาเหตุวิวาทกับเขาในชั้นต้น กล่าวคือ ได้ประกาศความเปนกลางอย่างกวดขันแลไม่ลำเอียง (Strict And Impartial Neutrality) ในเวลานั้นใคร ๆ เขาก็พากันเห็นอย่างเดียวกันหมด คือ เห็นว่ารัฐบาลสยามปฏิบัติเช่นนั้นเปนการถูกต้องแลสมควรด้วยประการทั้งปวง ถ้าหากจะมีผู้รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ก็แต่พวกที่เข้าใจผิด คือฝ่ายหนึ่งพวกเยอรมันที่ได้ฝันอยู่ว่าจะได้เห็นไทยเราเอียงข้างเยอรมนี แลในเวลาชั้นต้นนี้ ไม่ใช่แต่พวกเยอรมันเองที่เข้าใจว่าจะเปนเช่นนั้น แม้พวกเพื่อนบ้านของเรา คือพวกอังกฤษที่สิงคโปร์ แลฝรั่งเศสที่ไซ่ง่อนก็ออกจะเห็นไปตามเช่นนั้นด้วย ดังนี้จึงเปนอันว่า การที่เราประกาศความเปนกลางโดยกวดขันทำให้ฝ่ายเยอรมันไม่พอใจ เพราะผิดความคาดหมายของเขาแลทำให้อังกฤษฝรั่งเศสไม่พอใจเพราะนึกว่าเราจะเปนกลางแต่ปาก
ต่อมาเมื่อปรากฏขึ้นว่าเยอรมันได้ประพฤติทารุณกรรมต่าง ๆ ในประเทศที่กองทัพเยอรมันยกเหยียบแดนเข้าไป หนังสือพิมพ์บางฉบับฤๅโดยมากในกรุงเทพฯ ได้กล่าวติเตียนกิจการของเยอรมัน พวกเยอรมันพากันโกรธเคืองเปนอันมาก ถึงแก่กล่าวลำเลิกต่าง ๆ ว่าไทยเราลืมบุญคุณเยอรมนี
นอกจากชาวเยอรมันเองยังมีคนไทยเองบางคนที่ฟุ้งซ่าน แสดงตนลำเอียงข้างเยอรมัน อีกทั้งมีพวกจีนที่เคยทำการค้าขายติดต่อกับเยอรมัน ได้พากันพูดจาแสดงความนิยมข้างฝ่ายเยอรมันอยู่บ้าง
คำกล่าวอันฟุ้งซ่านของผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบเช่นนี้ ได้กระเทือนออกไปถึงเพื่อนบ้านเราอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ฝรั่งเศสที่ไซ่ง่อนกลับบังเกิดมีความระแวงสงสัยวุ่นวายขึ้นอีก จนต้องจัดการแก้ไขด้วยกุศโลบายต่าง ๆ เปนเอนกประการ มีจัดการส่งคำอธิบายไปลงในหนังสือพิมพ์เมืองไซ่ง่อนเปนต้น ซึ่งได้กระทำสำเร็จได้โดยอาศรัยความไมตรีของบุคคลฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ซึ่งเปนคนชอบพอกันกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสที่เมืองไซ่ง่อน ความระแวงสงสัยจึงได้สงบไปครั้งหนึ่ง
ฝั่งอังกฤษได้เห็นใจรัฐบาลไทยเราว่า ตั้งใจเปนไมตรีต่อเขาจริง เมื่อเราช่วยจับพวกชาวอินเดียผู้คิดขบถ, กับนอกจากนี้ ส่วนตัวข้าพเจ้าได้แสดงอัธยาศรัยไมตรีโดยทางส่งเงินไปให้แก่ผู้หญิงหม้ายแลเด็กกำพร้าผู้เปนภรรยาดูแลบุตร์ของทหารในกรมราบเบาดะรัม (Durham Light Infantry)
จนเปนผลให้พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษทรงตั้งให้ข้าพเจ้าเปนนายพลเอกพิเศษในกองทัพบกอังกฤษ แลพระองค์ทรงรับยศเปนนายพลเอกพิเศษในกองทัพบกสยาม อีกทั้งการมีโทรเลขโต้ตอบกับพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษในวันปีใหม่ของเรา แลวันคริสต์มาสของเขา เหล่านี้ล้วนเปนกิจการที่ได้ทราบกันอยู่แล้ว ไม่จำเปนที่จะต้องชี้แจงต่อไปอีกให้เสียเวลา
การที่ข้าพเจ้าได้กระทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าทราบอยู่ดีว่า ย่อมจะมีผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยอยู่บ้าง ฝ่ายหนึ่งคือพวกเยอรมัน ซึ่งระแวงอยู่ว่าข้าพเจ้าจะคิดละทิ้งความเปนกลาง แลอุปทูตเยอรมันแลออสเตรียได้มาต่อว่า ฤๅถามที่พระองค์เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศบ้าง ที่มิศเตอร์บิตกิน ที่ปฤกษาราชการต่างประเทศบ้างเป็นหลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุบรรทึกราชการในกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
นอกจากนี้ยังมีคนไทยบางคนที่เห็นว่าความประพฤติ์ของข้าพเจ้า ดูเปนการเกินจำเปนสำหรับน่าที่ผู้เปนกลาง แลดูเหมือนจะคิดเห็นไปว่า เปนการประจบข้างฝ่ายสัมพันธมิตร์มากเกินไปด้วยซ้ำ
ความเห็นแตกต่างกันในกิจการสำคัญย่อมต้องมีอยู่เปนธรรมดา แต่ส่วนตัวข้าพเจ้าที่ได้ประพฤติ์ไปแล้ว มิใช่ได้ทำพุ่ง ๆ ไปโดยมิได้ไตร่ตรอง แท้จริงข้าพเจ้าได้ไตร่ตรองแล้ว แลทูลปฤกษาหาฤๅกับเสนาธิบดีกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ทรงเห็นว่าไม่ผิดด้วยความเปนกลาง จึงได้ทำไป (เสนาบดีขณะนั้นคือกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ)
ส่วนความเห็นแลความไตร่ตรองของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้ปิดบังอำพรางอะไรก็หามิได้ ข้าพเจ้าได้เคยพูดกับพระบรมวงศานุวงศ์แลข้าราชการผู้ใหญ่ชั้นเสนาบดีที่ข้าพเจ้าไว้วางใจเปนที่ปฤกษา เห็นว่ามีความเห็นต้องกันอยู่ แลความเห็นอันนี้ถึงแม้ว่ากล่าวออกมาจะไม่สู้น่าฟังนัก ก็ต้องรับว่าเปนความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฐานะอันแท้จริงในกรุงสยามนั้นเปนอยู่อย่างไร? อาณาเขตของเราตกอยู่ในท่ำกลางระหว่างแดนของอังกฤษแลฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นถ้าแม้แสดงความลำเอียงข้างเยอรมนีแม้แต่เล็กน้อยให้ปรากฏชัดเจนขึ้นเมือใด เพื่อนบ้านผู้มีอำนาจก็คงจะได้ขบเอาหัวแบนเมื่อนั้น
ดังนี้แท้จริงก็เปนอันเห็นได้ว่า การที่อังกฤษกับฝรั่งเศสเขายอมให้กรุงสยามคงเปนกลางอยู่นั้นก็เพราะเขายังไม่เหนความจำเปนที่จะให้เราเข้ากับเขาเท่านั้น แลถ้าเมื่อใดเขารู้สึกว่าความเปนกลางของเราเปนเครื่องกีดขวางแก่เขาแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย เขาจะไม่ยอมให้เราคงเปนกลางอยู่เปนแน่แท้
ข้อนี้เปนความจริง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้มีสติปัญญา แลรอบรู้ในการงานจริง ๆ คงจะต้องรู้สึกอยู่แล้วโดยเต็มใจทุกคน ถ้าจะมีนักเลงกฎหมายนานาประเทศกล่าวท้วงว่า ฝ่ายสัมพันธ์มิตร์จะมาบังคับรัฐบาลสยามผู้เปนเอกราชให้ละความเปนกลางตามอำเภอน้ำใจเช่นนั้นอย่างไรได้ฉนี้ไซร้ ก็จะต้องขอเชิญให้ผู้ที่ท้วงเช่นนั้นเหลียวดูกิจการของประเทศกรีซบ้าง
คงจะแลเห็นได้ว่า การที่พระเจ้าแผ่นดินกรีซขืนยืนยันเปนกลางอยู่ เปนผลให้พระองค์แลรัฐบาลเสื่อมเสียเกียรติ์ยศมากมายปานใด แลถ้าเขาทำได้ที่ประเทศกรีซอย่างไรแล้ว เขาจะมาเกรงใจอะไรกับประเทศสยาม มีแต่เขาจะเกรงใจน้อยกว่าเท่านั้น (ขณะนั้นคือพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 1, King Constantine I of Greece)
เมื่อความจริงเปนอยู่เช่นนี้ จึงบังเกิดเปนข้อที่ควรคำนึงขึ้นว่า การที่กรุงสยามจะคงเปนกลางอยู่ฤๅจะเลยผสมผเสแสดงตนเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์เสียทีเดียว ไหนจะเปนประโยชน์แก่กรุงสยามมากที่สุด ปัญหาอันนี้ ข้าพเจ้าได้ไตร่ตรองดูโดยรอบคอบ แลตกลงมีความเห็นสรูปเปนหัวข้อดังต่อไปนี้
(๑) ในชั้นต้น เมื่อยังไม่เปนที่แน่นอนว่าฝ่ายใดจะชนะการที่คงเปนกลางอยู่นับว่าเปนการสมควร เพราะเราเปนประเทศเล็กต้องเจียมตัวระวังมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกรธเคืองมีเรื่องพยาบาทต่อไปได้.
แต่ต่อ ๆ มาเมื่อเห็นแล้วว่าฝ่ายเยอรมนีไม่มีทางจะชนะได้แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่กรุงสยามจะคงเปนกลางอยู่นั้น จะมีแต่ทางเสมอตัวกับขาดทุน คือถ้าแม้อังกฤษกับฝรั่งเศสเขาใจดี แลเมื่อชนะแล้วไม่กวนแลเกณฑ์ให้เราทำอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ตามใจเขา ก็เปนอันนับว่าเสมอตัวได้ เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ได้อะไร ก็ไม่ต้องเสียอะไรเหมือนกัน.
แต่หากว่าเขาจะมากะเกณฑ์ให้เราทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเขา เช่น เกณฑ์ให้สัญญาว่า จะไล่บรรดาเยอรมันที่อยู่ในราชการแล้วออกให้หมด แลจะไม่จ้างคนเยอรมันใช้ในราชการอีกต่อไป แลให้เราทำสัญญาการค้าขายให้เขาได้เปรียบเยอรมัน ดังนี้เปนต้น
ซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบโดยทางลับจากที่ต่าง ๆ ว่าเปนที่ความคิดอันแน่นอนของฝรั่งเศส ถ้าเขามาบังคับให้เราทำเช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็จะต้องนับว่าเราขาดทุนทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็เสียเกียรติยศในการที่ถูกบีบคั้นให้ทำอะไร ๆ ตามคำสั่งของอังกฤษแลฝรั่งเศส เปนที่เสื่อมเสียความเปนเอกราชของเราไปส่วนหนึ่ง
ทั้งนอกจากนี้ก็คงจะต้องมีสาเหตุวิวาทบาดหมางกับเยอรมนี ซึ่งถ้ามีเหตุเช่นนั้นภายหลังงานมหาสงคราม กรุงสยามก็จะไม่มีที่หวังได้โดยแน่นอนว่าอังกฤษฤๅฝรั่งเศสจะมาช่วยเราในการวิวาทเช่นนี้ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรให้แก่เขา จนเขาต้องมาบังคับ เขาจะมาช่วยเราทำไม
แต่ตรงกันข้าม ถ้ากรุงสยามฉวยโอกาศเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์ในงานมหาสงครามคราวนี้แล้ว ก็อาจจะมีแต่ทางได้กับเสมอตัว
ส่วนทางได้นั้น อย่างน้อยก็จะได้เลิกถอนสัญญากับเยอรมนี ซึ่งตามสัญญาเก่าเราตกอยู่ในที่เสียเปรียบหลายประการ แลซึ่งเยอรมนีเมื่อก่อนสงคราม ได้อิดเอื้อนไม่ยอมที่จะว่ากล่าวตามความประสงค์ของเรา, แลเมื่อสงบศึกแล้วก็จะได้ทำสัญญากันใหม่ โดยฝ่ายเราได้รับความเสมอหน้าบ้าง, ทั้งอีกข้อหนึ่ง บางทีเราก็จะมีโอกาศได้รับความยินยอมของฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ในข้อความบางอย่าง ซึ่งเราปรารถนาอยู่ เช่น การแก้พิกัดศุลกากร เปนต้น
(๒) แต่ถึงแม้ว่าแลเห็นชัดอยู่ว่า ถ้าเข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์อาจจะมีผลประโยชน์แก่กรุงสยามเช่นกล่าวมานั้นแล้วก็จริง การที่อยู่ดี ๆ จะวิ่งไปเข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์โดยไม่มีสาเหตุเพียงพอ คือเราเองไม่ได้ถูกประทุษฐร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดจนเหลือที่จะอดกลั้น จะวิ่งถลันไปเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์จะเลยกลายเปนไปประจบเขาเปล่า ๆ จะมีผู้ครหานินทาได้เปนอันมาก ดังนั้นจึ่งตกลงเปนอันว่าต้องนั่งคุมเชิงอยู่เท่านั้น
(๓) แต่ในระหว่างที่คุมเชิงเช่นกล่าวมาแล้ว ก็ต้องคอยระวังหาช่องแสดงให้ปรากฏอยู่เสมอ ว่ากรุงสยามมิได้เห็นชอบด้วย แลมิได้เพิกเฉยในการที่ฝ่ายเยอรมนีประพฤติกิจการผิดกฎแลแบบธรรมเนียมระหว่างประเทศ ต้องแสดงว่ารู้สึกความรับผิดชอบในการที่ได้เปนผู้ลงชื่อรับรองในสัญญาระหว่างประเทศที่ได้ปฤกษาตกลงทำกันไว้ ณ สมาคมกรุงเฮก (สัญญาที่ว่านั้น คือ เรื่องมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เกี่ยวกับกิจการด้านกาชาด)
(๔) เผื่อจะไม่มีโอกาศอันเหมาะที่จะได้เข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ ต้องคิดตระเตรียมการเผื่อเวลาสงบศึก ให้เราต้องเสียน้อยที่สุดที่เราจะต้องเสียได้ คือคิดอ่านจัดการทำสิ่งซึ่งคเนว่าจะถูกบังคับให้ทำนั้นเสียก่อน เช่น ระบายเอาพวกเยอรมันออกจากราชการ แลจากแบงก์สยามกัมมาจล เป็นต้น
ความคิดข้อ (๔) นี้ เปนข้อที่ข้าพเจ้าได้เคยทูลปฤกษากับเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแล้ว แลทรงรับรองว่าเปนการสมควร ทั้งได้ทรงรับรองว่าจะทรงชี้แจงแก่เสนาบดีกระทรวงคมนาคม ผู้ที่มีชนชาติเยอรมันรับราชการอยู่ในกระทรวงมากกว่าแห่งอื่น กับข้าพเจ้าเองได้ทูลชี้แจงแก่เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ผู้ทรงเปนพระธุระจัดการเรื่องแบงก์สยามกัมมาจล แต่ความคิดยังไม่เปนผลสำเร็จได้ เพราะมีเหตุขัดข้องต่าง ๆ ซึ่งเสนาบดีกระทรวงคมนาคมแลเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจะอธิบายได้ดีกว่าช้าพเจ้า แลข้าพเจ้าหวังใจว่าจะได้ยินคำอธิบายในวันนี้ เพื่อที่เสนาบดีทั้งหลายจะได้ทราบข้อขัดข้องนั้น ๆ โดยทั่วกันด้วย
(เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ขณะนั้นคือ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ส่วนเสนาบดีกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นคือ เจ้าพระยาวงษานุประพันธ์ หรือ หม่อมาชวงศ์สะท้าน สนิทวงศ์)
ส่วนปัญหาเรื่องสาเหตุเปนปัญหาสำคัญอยู่ และแท้จริงเปนปัญหาซึ่งข้าพเจ้าจะขอนำปฤกษาในที่ประชุมในวันนี้
นานมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวจากอรรคราชทูตประจำณกรุงปารีสว่า รัฐบาลฝรั่งเศสปรารถนาที่จะชักชวนให้กรุงสยามเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์เสียทีเดียว แต่ดูเหมือนรัฐบาลฝรั่งเศสจะได้ไปปฤกษากาฤๅกับรัฐบาลอังกฤษ แลฝ่ายอังกฤษไม่เห็นด้วย จึงมิได้มีผู้ใดมาพูดในทางราชการ
ต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบข่าวจากข้าราชการฝรั่งเศสผู้หนึ่งว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้บรรทึกเปนข้อความไว้แน่นอนว่า อย่างไร ๆ ก็จะต้องขอให้รัฐบาลสยามสัญญาว่าจะไม่ใช้คนชาติเยอรมันในราชการอีกต่อไป เพราะเขาไม่ต้องการให้กรุงสยามเปนสำนักสำหรับศัตรูของเขามาอาไศรยคิดร้ายแก่เขาต่อไปภายน่า
นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ทราบมาจากราชทูตอังกฤษอีกด้วยเปนคำเล่าส่วนตัวว่า ฝรั่งเศสได้ไปทาบทามอังกฤษครั้งหนึ่งแล้วในการที่จะมาพูดจาชักชวนให้รัฐบาลสยามแสดงตนเข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ แต่ฝ่ายอังกฤษไม่ต้องการที่จะยื่นมือสอดเข้าเสี้ยมสอนรัฐบาลสยามในเรื่องนี้จึงได้ระงับกันไป
ต่อมาเมื่อรัฐบาลอเมริกาแสดงความปรารถนาจะชักชวนบรรดาประเทศที่เปนกลางในเวลานั้นให้ช่วยกันร้องขอให้สงบศึก ราชทูตอังกฤษได้ทูลแก่เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศว่า ได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศของเขา ให้มาบอกกล่าวแก่รัฐบาลสยามว่า หวังใจว่าจะไม่เข้าชื่อด้วยกับคำประกาศชักชวนของอเมริกา เพราะถ้าไปพูดตามอเมริกาเข้าแล้ว อาจจะได้รับคำตอบอย่างเจ็บ ๆ (รีบัฟฟ).
ในครั้งนั้นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศได้ทรงตอบไปว่า แท้จริงกรุงสยามยังหาได้รับคำชักชวนของประเทศอเมริกาไม่
เรื่องนี้ถ้าจะกล่าวไปโดยเฉภาะเรื่องก็ดูไม่เปนของสำคัญอะไรนัก, แต่ก็เปนพยานแห่งข้อความที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือเปนข้อแสดงให้แลเห็นชัดว่าอังกฤษเขาจะยอมให้เรากระทำน่าที่อย่างผู้เปนกลางแต่ในสิ่งซึ่งจะเปนประโยชน์แก่ฝ่ายเขาเท่านั้น
ถ้าเราจะไปทำสิ่งใดซึ่งเขาไม่พอใจเขาก็จะว่าให้เจ็บ ๆ ครั้นเมื่อเยอรมนีได้ประกาศข้อความบอกกล่าวขยายวิธีการใช้เรือดำน้ำโดยอาการอันกว้างขวางแลระรานยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้าได้เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าประเทศอเมริกาได้ร้องคัดค้าน แลได้ชักชวนให้ประเทศอื่น ๆ ช่วยคัดค้าน แลต่อมาไม่ช้าก็ได้มีข่าวว่ารัฐบาลอเมริกาได้ถอนทูตตัดทางไมตรีกับเยอรมนี
ข้าพเจ้าได้รู้สึกแต่ในเวลาที่ได้เห็นข้อความประกาศของเยอรมันนั้นแล้วว่ากรุงสยามควรจะรีบส่งคำคัดค้านไปทีเดียว แต่ได้ทูลถามมาที่เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ได้ความว่ายังหาได้ทรงรับประกาศของรัฐบาลเยอรมันไม่
แลเสนาบดีทรงพระดำริห์ว่าเมื่อยังมิได้รับประกาศหรือแม้แต่คำบอกกล่าว อยู่ดีๆ จะวิ่งไปคัดค้านก็กระไร ๆ อยู่
อาจจะเปนเหตุให้รัฐบาลเยอรมนีถือเอาเปนข้อกระทบกระเทือนถึงทางพระราชไมตรีก็เปนได้ พระดำริห์ของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในข้อนี้ เมื่อคำนึงดูก็มีน้ำหนักอยู่บ้าง
ส่วนตัวข้าพเจ้าเองต้องรับสารภาพว่าในเวลานั้นรู้สึกลังเลใจมากทีเดียว เพราะฝ่ายหนึ่งเกรงว่าถ้าไม่คัดค้านข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์อาจจะเข้าใจผิดได้เปนแน่แท้ คืออย่างน้อยก็จะว่าเราไม่รู้สึกความรับผิดชอบในน่าที่สมาชิกแห่งสมาคมชาติ์
ฤๅถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็เลยอาจจะเห็นไปว่าเรานิยมเยอรมัน แต่อีกฝ่ายหนึ่งข้าพเจ้าก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าถ้าคัดค้านโดยเยอรมนียังมิได้บอกกล่าวฉนั้น อาจจะเลยเปนเหตุบาดหมางจนถึงแก่เสียหายพระราชไมตรีก็เปนได้
จริงอยู่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่าข้าพเจ้ารู้สึกอยู่เต็มใจ ว่าถ้ามีเหตุผลเพียงพอเลยผสมผเสเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์เสียทีเดียว ก็จะมีทางได้กับเสมอตัว แต่ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่าสาเหตุเพียงพอหรือยัง
การที่เยอรมนีได้ประกาศว่าจะใช้เรือดำน้ำทำร้ายเรือพาณิชย์ไม่เลือกว่าเปนของชาติศัตรูฤๅชาติเปนกลางนั้น จะเปนเหตุเพียงพอสำหรับที่กรุงสยามจะตัดทางไมตรีกับเยอรมนีแล้วและฤๅ
เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเหนว่ายังไม่เพียงพอ แลได้ทรงชี้แจงกระแสพระราชดำริห์แก่ข้าพเจ้าโดยยืดยาว ดังข้าพเจ้าจะขอให้ท่านทรงชี้แจงในที่ประชุมนี้ เพื่อท่านเสนาบดีทั้งหลายจะได้ฟังด้วย
ครั้นต่อมาจึงได้รับบอกจากทูตประจำกรุงเบอร์ลินที่วานให้ราชทูตประจำกรุงเปโตรกรัดบอกต่อมา ว่าได้รับคำบอกกล่าวของรัฐบาลเยอรมนี เรื่องจะขยายการใช้เรือดำน้ำ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศจึ่งทรงมีคำสั่งออกไปให้ราชทูตแจ้งคำค้านแก่รัฐบาลเยอรมัน
ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับบอกจากราชทูตกรุงเบอร์ลินนั้น หนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล ได้มาถามข่าวที่กระทรวงการต่างประเทศ ว่ารัฐบาลสยามจะทำอย่างไร
ข้าพเจ้าเห็นว่าจะนิ่งเฉยเสีย อาจที่จะมีหนทางเข้าใจผิดไปได้ต่าง ๆ จึ่งได้ตกลงให้หนังสือพิมพ์เดลิเมลลงข่าว ว่ารัฐบาลสยามยังมิได้รับคำบอกกล่าวของรัฐบาลเยอรมัน จึ่งมิได้ยื่นคำคัดค้านไปในทางราชการ
แต่ในฐานที่เปนสมาชิกแห่งสมาคมชาติ แลเปนผู้ที่ลงนามในสัญญากรุงเฮกผู้หนึ่ง รัฐบาลได้ตั้งตนไว้ในฐานะแห่งผู้คัดค้าน บรรดากิจการทั้งปวงที่รัฐบาลเยอรมันประพฤติผิดต่อกฎหมายแลแบบธรรมเนียมการสงคราม
ต่อมาในระหว่างที่ข้าพเจ้าไปเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ราชทูตรัสเซียได้ไปพูดกับราชทูตอังกฤษว่า ราชทูตรัสเซียกับราชทูตฝรั่งเศสได้เห็นประกาศของรัฐบาลสยามแสดงความเปนกลางในการสงครามระหว่างประเทศอเมริกาแลเยอรมนี
รู้สึกเหมือนหนึ่งรัฐบาลสยามแสดงตนว่าเข้าข้างฝ่ายเยอรมนีทีเดียว
ราชทูตอังกฤษได้ชี้แจงว่ารัฐบาลสยามได้คัดค้านในกิจการของเยอรมนีนั้นแล้ว
แต่ราชทูตอีกสองคนว่ายังไม่เห็นโฆษณาที่ไหน ราชทูตอังกฤษจึงมาทูลแก่เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศว่า ถ้ารัฐบาลไทยได้โฆษณาการคัดค้านนั้นให้ปรากฎได้จะเปนการดี
เสนาบดีได้ทรงแจ้งข้อความออกไปให้ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้สั่งมาจากภูเก็ตให้ทรงจัดการส่งสำเนาโทรเลขไปมาระหว่างราชทูตสยาม ณ กรุงเบอร์ลิน กับการทรวงการต่างประเทศลงดฆษณาในหนังสือพิมพ์
ฝ่ายราชทูตรัสเซียได้มาเฝ้าเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศทูลทาบทามถึงการที่จะให้รัฐบาลสยามแสดงตนเข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์แลคิดจะตอบแทนด้วยการแก้พิกัดศุลกากร
แต่ราชทูตอังกฤษยังไม่เหนด้วยในข้อนี้โดยกล่าวว่า การแก้พิกัดศุลกากร อังกฤษจะเปนผู้ได้รับผลเสียยิ่งกว่าฝรั่งเศสฤๅรัสเซีย ซึ่งเกือบจะไม่มีการค้าขายในกรุงสยามเลย แลราชทูตอังกฤษได้มีโทรเลขหาฤๅไปยังกระทรวงการต่างประเทศของเขาก็ได้รับตอบมาว่า ไม่เหนสมควรที่จะยื่นมาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใดในกิจการของกรุงสยาม
ข้อความเหล่านี้ ข้าพเจ้าหยิบมากล่าวแต่โดยย่อ เพราะเห็นว่าเปนหน้าที่ของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศจะทรงชี้แจงข้อความพิศดารต่อไป ให้ท่านเสนาบดีทั้งหลายทราบเพื่อประกอบความดำริห์
ส่วนตัวข้าพเจ้า จะขอกล่าวแต่เพียงข้าพเจ้ารู้สึกว่า ในการที่กรุงสยามจะละทิ้งความเปนกลางและไปเข้าข้างฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ทีเดียวนั้น ความรู้สึกของฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ที่เปนตัวการอยู่สามประเทศ ก็ดูมีไม่สู้ตรงกันอยู่แล้ว
คือฝ่ายฝรั่งเศสกับรัสเซียดูเหมือนจะเห็นว่า ถ้าได้น้าวโน้มเอากรุงสยามเปนพวกตนได้ จะเป็นเกียรติยศแก่ฝ่ายเขา แลทำให้เยอรมนีเจ็บใจได้อิกส่วนหนึ่ง
แต่ฝ่ายอังกฤษน่าจะคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองอยู่มาก คงจะเห็นว่ายิ่งมีพวกพ้องเข้าไปกันมาก ๆ การยื้อแย่งผลประโยชน์ก็น่าจะยิ่งมีมากขึ้น เพราะผู้ที่ได้เข้าข้างฝ่ายชนะต่างคนก็จะต่างต้องการส่วนแบ่งไม่มากก็น้อยจากผลแห่งความมีชัย
ข้อนี้มีประเทศจีนเปนผู้ขายโพยขึ้นก่อนทีเดียว ดังปรากฏในข่าวหนังสือพิมพ์ว่าไปขอเอาสัญญากับฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ด้วยประการต่าง ๆ เช่นการรอการใช่ณี่ต่อไปอิกสิบปีเป็นต้น แลฝ่ายจีนเองรับแต่เพียงจะส่งของต้องใช้บางอย่าง (Raw Material)
ดังนี้จึ่งทำให้คณทูตสัมพันธ์มิตร์รู้สึกว่าจีนต้องการเอารัดเอาเปรียบมากเกินไป จนสัมพันธ์มิตร์ไม่รู้สึกว่าจะได้ประโยชน์แลกเปลี่ยนเพียงพอแก่ที่ฝ่ายจีนขอ จึ่งได้ตกลงกันว่า เมื่อจีนจะอยากทำสงครามกับเยอรมนีก็ทำไปโดยลำพังก็แล้วกัน
ดังนี้จึ่งเปนข้อควรคำนึงดูบ้างว่า ถ้ากรุงสยามจะตกลงเปนแสดงตนเข้าข้างสัมพันธ์มิตร์ เราจะทำอะไรให้เขาได้จริงจังสักเพียงใดบ้างฤๅไม่
คือจะทำอะไรได้ให้เพียงพอที่จะขอผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจากเขาได้บ้างฤๅไม่ ถ้าแม้ว่าเรามีสาเหตุถูกประทุษฐร้ายโดยตรงแม้แต่เพียงเล็กน้อย เช่นต่างว่าข้าแผ่นดินสยามจะไปเสียชีวิตลงฤๅแม้แต่ต้องบาดเจ็บเพราะเรือที่โดยสารนั้นถูกตอร์ปิโดของเรือดำน้ำเยอรมัน ฤๅมิฉนั้นข้าแผ่นดินของเราซึ่งเปนลูกเรือพานิชฝ่ายสัมพันธ์มิตร์ถูกจับเปนเชลยโดยผิดด้วยกฎแลแบบธรรมเนียมการสงคราม ดังนี้เปนต้น
ข้าพเจ้าก็จะไม่รั้งรอเลยในการที่จะดำเนินราโชบายอย่างรุนแรงที่สุดโดยเห็นเปนโอกาสอันเหมาะ ที่จะได้รอดพ้นเสียจากฐานะอันไม่พึงอารมณ์ คือความเปนกลาง อันไม่จริงใจ
แต่นี่กรุงสยามยีงไม่ได้ถูกประทุษฐร้ายโดยตรง นับว่ายังไม่มีสาเหตุซึ่งควรเรียกได้ว่าเปนของไม่มีปัญหา แลถ้าหากว่าจะละทิ้งความเปนกลาง ก็จะเปนได้แต่โดยเปนทางอันหนึ่งแห่งรัฐประศาสโนบาย (Matter of Policy) ไม่ใช่เปนความจำเปนจริงจัง (Extual Necessity)
นี่แหละเปนปัญหาที่ข้าพเจ้าขอนำปฤกษาท่านทั้งหลาย แลขอให้ท่าผู้มีความเห็นแสดงความเห็นนั้น ๆ โดยจริงใจ อย่าได้อำพราง แล้วและไปบ่นภายหลังว่าไม่ได้มีโอกาสแสดงความเห็น
ขอให้เข้าใจเถิดว่าข้าพเจ้าต้องการฟังความเห็นจริง ๆ แลให้โอกาศจริง ๆ เพราะปรารถนาเปนอย่างยิ่งที่จะให้มีความเข้าใจกันแจ่มแจ้งในคณเสนาบดี อย่าให้มีช่องให้เขากล่าวได้ว่า ในคณเสนาบดีมีความเหนแตกต่างกัน แลข้าพเจ้าฟังเสียงเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว
ข้าพเจ้าได้แสดงความเห็นส่วนตัวมาอย่างเปิดเผย แลหวังใจว่าแจ่งแจ้งแล้ว ขอฟังความเห็นของท่านทั้งหลายบ้าง
ข้อสังเกตส่วนตัวที่มีต่อพระราชาธิบายนี้
การล่าอาณานิคมยังมีอยู่ ถ้าวางตัวไม่ดีพอ สยามก็พร้อมจะโดนพวกฝรั่งงาบไปเป็นประเทศใต้อาณานิคมได้เสมอ
เหตุจำเป็นที่ทรงคำนึกถึงเป็นหลักเลยก็คือ "สยามจะได้อะไร หากเข้าร่วมสงคราม และ สยามจะเสียอะไรขณะเข้าร่วมสงคราม"
แท้จริงแล้ว ท่านไม่ได้อยากให้สยามวางตัวเป็นกลางขนาดนั้น การที่ให้สยามวางตัวเป็นกลางนั้นเป็นไปเพื่อการ "หยั่งเชิง" ว่าสยามควรจะเลือกเข้าร่วมมหาสงครามอย่างไร เข้ากับฝ่ายใดเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่สยาม
ไม่ใช่ว่าสยามไม่คิดจะเข้าร่วม แต่สยามต้องการหาสถานการณ์ที่จะเข้าร่วมอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นช่องทางในการแก้สนธิสัญญาต่าง ๆ ที่สยามถูกพวกฝรั่งเอาเปรียบ
ถ้าการส่งทหารเข้าร่วมสงครามเป็น Hard Power การใช้สื่อโฆษณาในช่วงนั้นก็ถือเป็น Soft Power ได้เลย
พอพวกฝรั่งมีปัญหาเคลือบแคลง รัชกาลที่ ๖ ทรงเลือกใช้ "หนังสือพิมพ์" ในการแก้เกม ให้เข้าใจตรงกันไปเลยว่าสยามมีจุดยืนอย่างไรกันแน่
มองในมุมกฎหมาย ทรงใช้ "กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ" เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสดงจุดยืนของสยามต่อนานาชาติด้วย (และ จะใช้ช่องทางนี้เพื่อประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง) ซึ่ง การยกอนุสัญญากรุงเฮกขึ้นมา นั่นแหละที่เป็นช่องทางในการพาสยามเข้าไปเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของสภากาชาดสากล
แนะนำหนังสือสำหรับอ่านเพิ่มเติม
- ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 1 รวบรวม เรียบเรียงโดย โอภาส เสวิกุล
- หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก หลวงยุทธสารประสิทธิ์
- ลิลิตมหาสงคราม
- อนุสรณ์ พลอากาศโท หลวงเทวฤทธิ์พันลึก