ว่าด้วยเรื่อง New Normal
ได้ยินคำว่า New Normal ทีไร จินตนาการของเราก็จะพาไปสู่โลกแห่งเทคโนโลยี การใช้แอปต่าง ๆ เพื่อช่วยในการทำงานแบบ work from home การเรียนออนไลน์ การขายของออนไลน์ โซเชียลที่อยูาบนโลกออนไลน์ การจำกัดการเดินทางของคนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ภาพของคนตกงานและการดิ้นรนของคนที่ต้องทำงานเลี้ยงดูครอบครัวด้วยการแลกกำลังและแรงงานเพื่อเม็ดเงิน สภาวะมันก็ต้องต่างจากการทำงานของคนที่พัฒนามุมมองการจัดการ การค้นคว้าความรู้มาแลกกับเม็ดเงิน
ก่อนจะไปต่อกับความคิดตอนนี้ แพรเองก็จำเป็นต้องยอมรับอภิสิทธิ์ (privilege) ที่เรามี แม้เราจะพยายามปฏิเสธหรือมองข้ามเรื่องชนชั้น แต่หากจะคุยเรื่องแนวคิดทางมาร์กซิมต่อ เราก็จำน้องยอมรับอภิสิทธิ์ที่ได้เราได้จากการต้นทุนของครอบครัวและการศึกษาที่แม่เราไขว่คว้าไว้ให้ จนเราสามารถต่อยอดได้เอง ซึ่ง privilege นี่แหละที่ทำให้เราสามารถมีเวลาว่างตอนนี้ระหว่างจะไปเรียนต่อ ในการนั่งอ่าน นั่งเขียน ทบทวนชีวิต เรียนรู้ในสิ่งที่อยาก และคิดต่อกับอนาคตในห้วงทศวรรษ 30s ของชีวิต
ในขณะที่ผู้คนเป็นล้านตกงาน และกำลังดิ้นรนเพื่อหาเงินมาหล่อเลี้ยงปัจจัยพื้นฐานของตนเองและครอบครัว คำว่า New Normal ของเขาคงจะไม่ใช่แค่การซื้อเนตเพิ่ม เปลี่ยนแอป เรียนรู้การใช้ zoom หรือแค่ซื้อขายของออนไลน์ จินตนาการชีวิตในวันนี้และพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แพรก็นึกภาพไม่ออก เราต้องยอมรับว่า เราไม่มีประสบการณ์ร่วมที่ขมขื่นพอจะร่วมจินตนาการได้ ประสบการณ์ส่วนตัวช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของเราก็ไม่ได้ดิ้นรนมาก หากจะเทียบกับหลายๆ คนที่จินตนาการนำไปสู่การฆ่าตัวตาย และการจบชีวิตของคนรอบตัวเช่นกัน หรือจะเป็นแรงกดดันหนักหน่วงเช่นจ่าคลั่ง
แต่ในช่วงที่โลกมนุษย์กำลังเผชิญภัยพิบัติทางชีวภาพอย่างโควิด 19 ภาพการช่วยเหลือในประเทศไทยก็มีเรื่องดีๆ สร้างแรงบันดาลใจอยู่ไม่น้อย เช่น เงินบริจาคให้ลุงขับแทกซี่ที่ยอดเงินพุ่งทะลุ 8 ล้าน แคมเปญปรบมือและแฮชแทค hero ให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ สู้ๆ ก็สะเทือนใจเหมือนกัน กิจกรรมข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล ก็เป็นการเกื้อหนุนกันที่ทำให้เราอึ้งกับแนวคิดภาพบวกของภาครัฐไปเหมือนกัน การระดมสิ่งของ กล่องข้าว พืชผักสวนครัวเพื่อเกื้อหนุนหรือทำบุญให้คนรอบตัว ก็เปิดทางให้คนเมืองมาคำนึงถึงเพื่อนบ้านและชุมชนใกล้เคียงมากขึ้น โครงการเมล็ดพันธุ์และการปลูกกินเองก็ดันให้คนตระหนักถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น การขนส่งที่ติดขัดในช่วงโควิดนี้ ก็ทำให้เรามาลองคิดต่อว่าคลังอาหารและสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกมันมหาศาลขนาดไหน และถ้ามันไม่ได้ไปนอกอาณาเขต เราจะจัดการอย่างไร ในขณะที่คนกำลังอดอยาก การตื่นตัวของนักประดิษฐ์ที่พยายามคิดค้นวิธีการออกแบบการจัดการและโครงสร้าง อย่างการเดินตลาด/ห้าง ศูนย์อาหาร หน่วยรับตรวจผู้ป่วย/เสี่ยง ก็น่าสนใจและเน้นแบ่งปันเพื่อให้หน่วยแพทย์ไม่ต้องทำงานหนักเป็นฝ่ายเดียว เราคิดถึงเรื่อง preventive welfare มากกว่าจะมาหาทางแก้ปัญหาที่เลยเถิด จะว่าไปแล้ว เงินแจก 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ก็ปลุกบทสนทนาเรื่องอาชีพและสภาวะการทำงาน ความยั่งยืนและความมั่นคงของคนเป็นล้านอีกเช่นกัน ท่ามกลางการตัดสินใจของสาธารณะว่าอาชีพไหนสมควรได้รับเงิน และมันจะจัดการระยะยาวอย่างไร
มุมมองกับภาพการเกื้อหนุนที่กำลังขึ้นตอนนี้กำลังเปลี่ยนไประหว่างที่อ่านบทความนี้ We Need a Collective Response to the Collective Dilemma of Coronavirus โดย เดวิด ฮาร์วี (David Harvey) https://jacobinmag.com/2020/04/david-harvey-coronavirus-pandemic-capital-economy/
ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนโควิด แต่พออ่านบทความนี้แล้วก็เกิดคำถาม ถ้าหากรัฐสามารถจ่าย 5,000 บาท/ เดือน สำหรับแรงงานนอกระบบอย่างที่ตอนนี้มาข้อมูลแล้ว เราเอาข้อมูลนี้มาปรับใช้ในการวางแผน และเกิดเป็นประกันสังคม หรือระบบการศึกษา หรือบางอย่างที่สามาาถพยุงให้คนเหล่านี้เข้าถึงรัฐสวัสดิการไปตลอดได้ไหม หากแนวทางบริหารจัดการของโครงสร้างใหญ่จะเอื้อให้ทุกคนเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหารที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ การดูแลสุขภาพกายใจและสุขอนามัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงและการรักษาพยาบาล การศึกษาที่เปิดให้คนได้คิดวิเคราะห์วิพากย์และเรียนรู้ที่จะปรับตัวการพลวัตของสังคม น้ำดื่มสะอาด ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ไม่ต้องรวมศูนย์อย่างเดียว ไอเดียเรื่องรัฐสวัสดิการก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลายเป็น New Normal ที่เราจินตนาการถึง
หากระบบทุนนิยมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์มาเพื่อเป็นหนึ่ง เพราะคนที่ผลิตสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้มาเล่นกับตลาดอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่เลยทำให้เขาสามารถกอบโกยได้ก่อน และมีทุนและเวลามากพอในการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิต ปัจจัยพื้นฐานให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องพึ่งแรงงานมากเกินไป เพราะเน้นเรื่องประสิทธิภาพและความแม่นยำ/ความรู้อยู่แล้ว
ผู้เขียน พูดถึงชุมชนสังคมนิยมในนิยามแบบมาร์กซิส ที่ระบบทุนนิยม อาจวัดกันได้ว่า ชีวิตของแต่ละคนดีขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของคนว่ามีไหม มีมากแค่ไหนกัน มีเวลาให้ได้คิด ทำในสิ่งที่ตนอยากทำไหม แต่มาร์กชี้ว่า เวลาว่างจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมันมีแรงผลักแบบรวมพล (collective movement) ที่จะร่วมกันสร้งสรรค์สังคมดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งก็อาจจะดูไม่ยาก แต่เราต้องฝ่าฟันอุปสรรคคลาสสิกที่เกิดจากโซ่ตรวนความสัมพันธ์ที่ชนชั้นนำยังยึดเหนี่ยวเราไว้ (dominant class relation) และการใช้อำนาจของชนชั้นผลักดันและหล่อเลี้ยงระบบทุนนิยม (exercise of capitalist power)
That is: the wealth of a society is going to be measured by how much disposable free time we all have, to do whatever the hell we like without any constraints, because our basic needs are met. And Marx’s argument is this: you need to have a collective movement to make sure that kind of society can be constructed. But what gets in the way is, of course, the fact of the dominant class relation, and the exercise of capitalist class power.
เพราะแรงงานจำนวนมาก (ณ ปัจจุบัน แพรเองไม่อยากจำกัดอยู่เพียงชนชั้นแรงงานตามภาพเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่คิดว่ามันควรจะรวมถึงคนวัยทำงานที่มีอาชีพหลากหลายมากขึ้น) ตกอยู่ในบังคับของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal subject) มาเนิ่นนาน ทำให้เวลาเผชิญปัญหา อย่างสภาพที่หลายๆ คนต้องดิ้นรนช่วงวิกฤตโควิกนี้ มักโทษตัวเองหรือพระเจ้า (ถ้าเป็นสังคมไทยส่วนใหญ่ อาจโทษเวรโทษกรรมที่ตนทำไว้ในอดีต #สวดมนต์ไล่โควิด) มากกว่าจะตั้งคำถามกับระบบทุนนิยมที่อาจเป็นเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มต้องลำบากสุดตีนเพื่อแบกรับภาระที่หนักหน่วงเพื่อให้ระบบสังคมในปัจจุบันไม่แตกหักและเดินหน้าต่อได้
สิ่งที่ฮาร์วีกำลังเสนอคือ ในเมื่อเราจำเป็นต้องพึ่งทุกคนเพื่อ #สู้ไปด้วยกัน ในวิกฤตนี้ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ social distancing และปฏิบัติตาม #พรกฉุกเฉิน เพื่อจะได้ปลดสังคมให้ทำในสิ่งที่แต่ละคนอยากทำได้ เนื่องจากตอนนี้เราทำในสิ่งที่เราอยากทำไม่ได้ (ไปเจอเพื่อน ดื่มแอลกอฮอล์ ออกเดินทาง ไปทะเล ไปเรียนให้จบ ไปรดน้ำดำหัวตายาย ฯลฯ) ถ้าจะใช้อันนี้เปรียบเทียบเพื่อทำความเข้าใจกับระบบทุนนิยมหล่ะ มันจะเหมือนสังคมที่เราดำรงอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ที่เราทำงานหาเงินกันจนไม่มีเวลาหรือช่องว่างในการทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพราะเรามัวแต่จะสร้างความมั่งคั่งให้ชนชั้นนายทุนดำรงอยู่อย่างยั่งยืน บางทีสิ่งที่มาร์กเคยเสนอไว้ ก็คงกำลังจะบอกให้คนที่ตกงานหลายล้านคนตอนนี้ว่า ถ้ทเขาสามารถหาทางหาเงินมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเอง ซื้อสิ่งของพื้นฐานในดำรงชีวิต เช่าบ้านให้มีที่พักพิง พวกเขาอยากจะลองหาหนทางร่วมกันปลดปล่อยตัวเองด้วยการตัดทอนงานให้น้อยลง เพื่อให้มีเวลาทำในสิ่งที่ตนเองต้องการมากขึ้น
เริ่มจากการจินตนาการให้ออกและวาดมันออกมา










