Game of Thrones Daily
noise dept.

No title available
let's talk about Bridgerton tea, my ask is open

Kiana Khansmith
Show & Tell

ellievsbear
d e v o n
Fai_Ryy

oozey mess
RMH
Jules of Nature

⁂
Cosmic Funnies

No title available
hello vonnie

Andulka
will byers stan first human second
Mike Driver
NASA
seen from United States
seen from France

seen from United States

seen from China
seen from United States
seen from United States
seen from United States

seen from Spain
seen from Russia
seen from United States
seen from United States
seen from United States
seen from United Arab Emirates

seen from Japan
seen from Malaysia
seen from United States

seen from United States
seen from Germany

seen from Finland
seen from Spain
@auudy
"Freedom is not Free"
วิดิโอด้านบนถ่ายไว้ตอนกำลังต่อคิวนั่งเรือข้ามฝั่งไปที่ Liberty Island ที่มีเทพีเสรีภาพตั้งอยู่ ด้วยความคะนองในตอนนั้นเลยบอกลุงแกว่าเล่นเพลงชาติไทยได้ไหม ปรากฏลุงแกดันเล่นได้ขึ้นมา // แต่ประเด็นจริงๆอยู่ตอนขากลับจากเกาะ เรือย้อนมาทางด้านหลังของเทพี แล้วผมดันชำเลืองไปเห็นประโยคนึงติดอยู่ที่ตะหลิ่งในตำแหน่งที่พอเหมาะพอเจาะเหมือนจงใจประชดเทพีเสรีภาพ (ต้องนั่งเรือมองมาจากนอกฝั่งถึงจะเห็น) อ่านแล้วขนลุกมากๆ ประโยคนั้นเขียนว่า "Freedom is not Free" หรือ อิสรภาพมันไม่ใช่ของฟรีนะเว่ยย... แค่นี้แหละ ; )
อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป! (From Bangkok to anywhere)
สืบเนื่องจากที่ Uniqlo(ยูนิโกละ) เปิดร้านวันแรกในกรุงเทพฯ พร้อมเสียงก่นด่าและเสียดสีจากคนรอบข้างว่า 'จะแห่กันไปเห่อทำไม' / ก็เลยอยากเขียนถึงวัฒนธรรมของคนยุค Gen Y & Gen M ที่เรียกว่า 'วัฒนธรรม in queue' และเรื่อง 'ฝรั่งเห่อ' ขึ้นมา
ตอนสมัยอยู่อังกฤษ เมืองที่ผมอยู่มีร้าน'คิดปี้ครีม' มาเปิดพร้อมโปรโมชั่น buy one, get one ก็ทำให้เห็นว่าจริงๆฝรั่งเขาก็ 'in queue' กันยาวเฟื้อย บ้าเห่อ บ้าของฟรี คลั่งของแถมไม่แพ้คนไทยนะ : ) / กลับมาที่กรุงเทพฯ ..หลายวันก่อน มีงานขายโทรศัพท์ที่สินค้าจำกัดแค่ 100เครื่อง ไปๆมาๆ คนมั่วคิวแล้วไปด่ากดดันจนเขาต้องยอมเพิ่มโควต้าให้เป็น 1,000 กว่าเครื่องซะงั้น.. อันนี้ก็เสื่อมกันไป / เลยนึกย้อนถึงตอนที่ iPhone4 เครื่องปลดล๊อกมาขายที่อังกฤษเมื่อปีก่อนนู่น ผมก็ได้ไปร่วมวัฒนธรรม 'in queue' กับฝรั่งเขาเช่นกัน โดยไปยืนต่อคิวที่ร้าน O2 แต่ไม่ซื้อนะ ไปต่อเฉยๆฮ่ะๆ /
ย้อนมาดูตัวเอง ลองสังเคราะห์และสำรวจตัวเองแล้วพบว่า ตัวผมเองนั้นเป็นคนประเภทที่นิยมไปทาง "ต่อคิว แต่ไม่ซื้อ" : ) คือเคยไปต่อคิวเข้าร้านที่ Apple Store San Francisco และ New York, หรือล่าสุดไปแอบดูคนต่อคิวที่ Apple Store, Regent street ที่ลอนดอนมาแล้วแต่ก็ซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง (นี่ไม่รวมถึงพวกร้านอีเหละเขะขละอีกเป็นเบือที่ไม่พูดถึงในที่นี้) :D คือไปถ่ายรูปแค่ให้รู้ว่า'กูมาถึง' ..แค่นี้พอละ / ส่วนตัวรู้สึกดีกับวัฒนธรรม 'in queue' นะ เพราะมันสื่อให้เห็นถึงความใจเย็น ความมีวินัย รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ของสัตว์สังคมในยุคใหม่! (จำได้ว่าสตาบั๊คส์เคยมาเดินเสิร์ฟกาแฟให้คนที่มา in queue ..โปรโมตสินค้าตัวเองได้ซะงั้น!) / เห็นฝรั่งเขามีกิจกรรมเล่นกันตอนต่อคิวแล้ว อยากเห็นคนบ้านเราเป็นแบบนั้นบ้าง เพราะจริงๆแล้วอีการต่อคิวซื้อของเนี่ย เหตุผลหลักของการต่อคิวก็คือ 'อยากจับ อยากชม อยากซื้อ' แค่นี้แหละ ไม่มีเหตุผลที่ต้องดัดจริตคิด..
"In queue" at SFMoma
"In queue" ขึ้นรถรางสายแฮรี่ พอตเตอร์ที่ซาน ฟรานฯ
"In queue" เข้าวัง ที่กาฏมัณฑุ, เนปาล มองในมุมกลับกันถ้าคุณเปิดร้านขายของ คุณก็ต้องหวังให้ร้านคุณมันบูม แล้วถ้าสมมติวันดีคืนดีร้านคุณมันฮ๊อตฮิตติดลมบนจนคนมายืนต่อคิว วันนั้นคุณคงไม่ไปด่าลูกค้าร้านคุณเองหรอกใช่ไหม? หรือถ้าคุณเป็นคนแบบนั้น คุณก็ไม่ควรเปิดร้านมาเพื่อจะด่าลูกค้าตัวเองหรอก!/ ผมไปห้างแฮรอดในลอนดอน ห้างหรูโคตรๆ แต่คนกลับต้องมาต่อคิวรอข้างนอกเพื่อเข้าห้างจนแถวยาวเฟื้อย หนาวก็หนาว ระดับคนที่มาต่อคิวพวกนี้ก็เรียกว่าระดับ 'เศรษฐีนา-เศรษฐีนี' กันทั้งนั้น ยังต้องมายืนต่อคิวเลย! / นี่ล่าสุด Uniqlo เปิดร้านใน กทม. คนต่อคิวกันยาวเฟื้อยก็โดนแขวะกันไป / พอสรุปเป็นประเด็นได้ว่าทั้งหมดนี่ไม่ว่าจะมั่วคิวเอย แย่งคิวเอย ไปจองคิวก่อน หรือต่อคิวตามปกติ สุดท้ายแม่งก็โดนด่าเช่นกัน! > <
"In queue" เข้าห้างแฮรอด(Harrods) ที่Knight Bridge, London( อันนี้ผมยืนรอไปชั่วโมงกว่าจนหำเหี่ยว ด้วยความหนาว)
เคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ฝรั่งเขาพูดว่า "SLOW is the new FAST" เป็นแนวคิดที่ดีที่น่าเอามาประยุกต์ใช้กับบางเรื่อง ในเมืองและสังคมสมมติที่ต้องดัดแปลงแฝงจริต
ในฐานะที่อาจเรียกตัวเองว่าเป็น'นักต่อคิว' คนนึง ก็อยากจะบอกแค่ว่า คนที่ต่อคิวทุกคนก็หวังจะมาถึงเป็นคนแรกๆเสมอแหละ เพราะก็ไม่ได้อยากรอนาน / แต่ทำไงได้ ถ้าแถวมันยาวอยู่แล้ว ทำได้ดีสุดก็คือ 'ไปยืนต่อคนท้าย ทำใจให้สงบ+แล้วหุบปาก' : ) ตามกติกาสังคมนักซื้อ / อยากให้นึกย้อนดูว่าถ้าปล่อยให้มั่วกัน รุมกันเข้าร้าน จนบรรยากาศในร้านเสียสเปซ อีแบบนี้มันน่าโดนด่ายิ่งกว่าใช่ไหม?
ส่วนตัวผม..ไป in queue ที่ยูนิโกละไทย สอยแจ๊กเก็ตมาแล้ว!! ก่อนจะไปซื้อก็ไม่ได้เช็คกระแสคนรอบข้างอะไรเลยด้วยซ้ำ เหตุผลก็แค่ 'อยากจับ อยากชม อยากซื้อ' เท่านี้จริงๆ
/ เข้าคอนเซปอยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป!
...
ไดอารี่อันก่อนที่เขียนเรื่องเข้าคิวช๊อปปิ้งในวันบ๊อกซิ่ง ที่ลอนดอน
แกลอรี่ที่ลืมชื่อ...
ผ่านไปหนึ่งปี ไม่ได้จดบันทึกจนลืมสนิทไปแล้วว่าที่นี่คือแกลอรี่ไหนในลอนดอน รูปนี้คือห้องส่วนสุดท้ายของแกลอรี่นี้ คนใส่สูท MIBคือเจ้าหน้าที่ภายในห้องพิศวง ซึ่งก่อนจะเข้าไปต้องถอดรองเท้าแล้วเอาสลิปเปอร์แบบพิเศษที่แกลอรี่เตรียมไว้ให้มาหุ้มเท้า เข้าไปเป็นกรุ๊ปละห้า-หกคน ไปยืนกลางห้อง/หลับตา/หมุนตัวสามที ลืมตาขึ้นมาจะพบว่าห้องนี้กลายเป็นห้องไม่มีผนัง เหมือนยืนอยู่อีกโลกที่มองไม่เห็นเส้นขอบฟ้ารอบทิศ 360องศา แม้แต่เงาตัวเองก็ไม่เห็น ชวนให้ปวดหัวยิ่งนักแต่เป็นประสบการณ์ที่แปลกดี เสียดายที่ห้ามถ่ายรูปข้างในมาเลยบรรยายได้ดีที่สุดแค่นี้จริงๆ : ) พยายามเช็คดีที่สุดก็ยังรู้แค่แกลอรี่นี้อยู่แถวๆเขต London Borough of Islington
[บันทึกย้อนหลัง 17 กรกฎาคม 2011]
ขอให้โลกนี้จงมีแต่ความสงบสุขสำหรับสองเราด้วยเถิด...
Brighton Panorama
พานอราม่าแบบง่ายๆ ในวันที่หมอกลงครอบเมือง
Piazza Loreto
ที่แกลอรี่ Estorick มีงานแสดงภาพถ่ายและงานศิลปะที่เกี่ยวกับความโหดร้ายของสงครามและจิตใจมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ Piazza Loreto ชื่อเขตหนึ่งในเมืองมิลาน ที่เบนิโต มุสโสลินีผู้นำอิตาลีเมื่อครั้งที่นำอิตาลีร่วมกับนาซีเยอรมันและพ่ายสงครามถูกนำร่างไปห้อยหัวพร้อมภรรยาของเขา เป็นหนึ่งในจุดจบของประวัติศาสตร์สงครามที่หดหู่เกินรับไหวซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์หลายเรื่องในเวลาต่อมา ล่าสุดคือหนังญี่ปุ่นเรื่อง Gantz นี่แหละ งานที่นำมาโชว์ ณ เวลานั้นทั้งหมดแสดงให้เห็นและสัมผัสได้ถึงความตกต่ำของจิตใจมนุษย์ที่พุ่งดิ่งลงขีดสุดเกินกว่าจะจินตนาการว่าเรื่องแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นจริงๆบนโลกเรา...
บันทึกย้อนหลัง 25 มีนา 2011
Just the place I left : )
ฟังเพลง My Way ของ Frank Sinatra ประกอบกับที่วันนี้ได้คุยกับเพื่อนที่ไบรตัน ทำให้ต้องแอบนึกคิดถึงสถานที่ที่ชอบไปคนเดียวพักหลังๆช่วงก่อนจะกลับมาไทย เป็นช่วงปลีกตัวจากปาร์ตี้และงานพบปะทุกประเภทก็ว่าได้ เหมือนอยากจะเก็บภาพไว้ก่อนจะไม่ได้เจอกันอีก / จะไปอยู่สองสามที่ ชอบออกไปไกลๆจากตัวเมืองราวๆสิบกว่ากิโลได้ ก็จะเจอทุ่งหญ้า, หมู่บ้านเก่า, กังหัน แล้วก็หน้าผา ส่วนใหญ่ตอนนั้นจะไปในวันหยุดวันเสาร์ ออกจากบ้านราวๆบ่ายอ่อนๆ ไปถึงก็เย็นพอดี ไปนั่งทอดน่อง ฟังเพลง ดื่มนิดๆ / แล้วก็กลับจากมโนคติไปใช้ชีวิตเดิมๆ
บันทึกย้อนหลังในเวลาที่ควรจะจดบันทึกแต่ไม่ได้ทำ ณ เวลานั้น.... : )
First ignition
ความรู้สึกแบบนี้น่าจะใกล้กลับมาอีกครั้งแล้ว
Life on the rooftop
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนนี้ของปีที่แล้ว ตัดสินใจร่วมกับเพื่อนว่าการไปอังกฤษในคราวนี้จะไม่ใช้บริการเอเจนซี่จัดหาบ้านพักถาวรหรือแบบ host family แต่อยากจะไปหาที่อยู่กันเอาเอง ผลก็คือช่วงสามอาทิตย์แรกในอังกฤษต้องใช้ชีวิตอยู่บนชั้นสี่ ของโมเต็ลเล็กๆมีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัวแยก ห้องนั่งเล่นรวม พื้นที่แคบมาก ห้องเอียงด้วย แต่ว่าข้อดีของเพนท์เฮาส์ปลอมๆแบบนี้คือ หลังคาของอาคารในย่านนั้น จะกลายเป็นที่ให้วิ่งเล่น พูดคุย ดื่มกาแฟ สูบยา และสูดอากาศในตอนเช้า / ทำให้นึกถึงกลิ่นทำอาหารจากปล่องควันบ้านหลังอื่นๆด้วย
ลงบันทึกย้อนหลังไปเกือบปี
To get used to it
Have heard somebody once said "the best way to know the city, you have to get lose by taken all their transportation" ...quite real. Not only Bangkok but also all the cities I have ever been when I first arrived I really felt like at loose ends. But after I did take their bus, their train, their subway all of unfamiliar feeling was going burn down. In a breathe, I assimilated with them closely. At the end of that day, I knew their city, maps, people, foods and their sub-culture as well.
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า วิธีการสร้างความคุ้นเคยในเมืองที่เราไม่คุ้นเคยที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด คือการทำตัวเองให้หลงทางไปในเมืองนั้นๆ จริงๆใช้วิธีนี้มาตลอดหลายๆครั้งกับการเดินทางท่องเที่ยวเลยแหละ พอหลงทางจะไม่มั่นใจ แล้วจะก่อให้เกิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากนั้นจะไม่มีจุดที่แย่ที่สุดละ เพราะอยู่ในจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว สิ่งที่พบเจอต่อมาจะมีแต่สิ่งที่น่าสนใจ / หลังจากจบหนึ่งวัน เรียนรู้อะไรมากมายขึ้นเยอะ : )
ลงบันทึกย้อนหลัง 24 Jan 2011
One hour in desert
ที่อาบูดาบี มองไปที่เส้นขอบฟ้าเวิ้งว้างมีแต่ทะเลทรายกับหอคอยรูปทรงเหมือนหลุดมาจากหนังสตาร์วอส์ยังไงยังงั้นเลย / ในสนามบินมีเปิดให้แทงวิ่งอูฐด้วย
ลงบันทึกย้อนหลัง 6 Jan 2011
35 Regency Square / all seasons ถ่ายรูปแบบไม่ได้คิดว่าจะเอามารวบรวมเลย ใกล้จะกลับไทยแล้วเลยเอารูปมาลองไล่ดู เจอรูปมุมเดียวกันที่ถูกถ่ายหน้าประตูบ้าน เข้าใจว่าทุกครั้งที่เปิดประตูออกไปแต่ละครั้ง ทิวทัศน์หน้าบ้านที่เห็นแทบจะไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละวัน สุดท้ายก็เลยรวบรวมได้มาเป็นรูปหน้าบ้านในแต่ละบรรยากาศฤดูที่แตกต่าง..
London, I Love You
For some sentimental reasons, I felt these kinds of things while I was walking on the street in London... this is called "Mixed emotions", isn't it?
It would be better, if you stand by me right now..
It would be better, if there was someone who get lost on the bus with me.
It would be better, if there was someone who shared cheap sushi with me...
31.12.10 ; 11:59pm
คืนนับถอยหลังสู่วันที่หนึ่งของปีใหม่ที่อังกฤษปีนี้ ยังทำงานอยู่ในครัวของร้านอาหารไทยที่ Haywards Heath อยู่เลย แขกเต็มร้านจนในครัวยุ่งมากๆ ไม่ได้ไปนั่งหน้าจอทีวี หรือออกไปฉลองบนถนนเลย ยังดีว่าได้ร่วมเค้าท์ดาวน์กับแขกที่ร้านนิดหน่อยแล้วก็ยังมีโมเม้นที่ได้ชนแชมเปญกับน้องๆคนก้นครัวด้วยกัน แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้จดจำค่ำคืนส่งท้ายปีเก่านี้ไปตลอด
After Boxing day
ไม่ได้เว่อถึงขั้นกินแกลบ แต่ก็ไม่ใช่อาหารหน้าตาสวยๆ เพราะว่านี่คือความจริงของมนุษย์ที่หิวโซ / ผลลัพธ์จากเมื่อวานแทนที่จะเป็นนั่งชื่นชมกับของที่ซื้อมา กลับกลายเป็นว่านั่งหิวกับเพื่อนตอนตีสาม ยังดีที่มีความรู้เรื่องอาหารลวกๆ(หมายถึงลวกจริงๆ)ติดตัวมาบ้าง ตอนอยู่ไทยเวลาแม่หมดไอเดียทำกับข้าว ก็จะเอาหมูมาลวก แล้วก็สไลด์บางๆจิ้มน้ำจิ้มรสจัด ถึงพริก ถึงเครื่องให้น้ำลายพอสอ / ดีว่าเพื่อนทำร้านอาหารไทย พวกน้ำจิ้มง่ายๆนี่สบายๆมันเลย/ ยังมีความหิวหลงเหลืออยู่จางๆ ต้องรีบนอนก่อน / เผื่อพยาธิมันจะหลับตาม
Boxing Day
วันเปิดกล่องของขวัญตามธรรมเนียมฝรั่งที่ของจะพากันดั๊มพ์ราคา ก็เลยไปดูให้เห็นกับตาว่ามันจริงมั๊ย ถึงกับลงทุนนั่งรถไฟเข้าลอนดอนในวันหยุดยาว เช็คtubeแล้วเปิดเฉพาะสายหลักๆที่เน้นผ่านย่านช๊อปปิ้งเช่น Piccadilly กับ Victoria สายที่ไม่สำคัญก็พากันสไตรค์ยาวก็มี / ไปดูในห้างหับ หรือตามร้านที่แยกออกมาพอเอาเข้าจริงเหมือนยังรู้สึกว่า เฮ่ย นี่ลดแล้วรึ บางชิ้นนี่บอกว่าลดแล้วแต่ยังรู้สึกว่าราคาเป็นรหัสสินค้าก็ยังมี
เข้าไปดูของในห้าง Selfridges ในลอนดอน เจ้าของสโลแกนบนถุงเหลือง เป็นห้างที่ใหญ่และเป็นที่นิยมพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Harrods เลย เท่าที่สังเกตดูผู้คนส่วนใหญ่ที่เป็นวัยรุ่นจะนิยมเข้า Selfridges นะ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า วันนี้บนถนนเท่าที่เห็นมีคนสองกลุ่มคือ กลุ่มถุงเหลือง กับ กลุ่มถุงเขียวขี้ม้า - -
"I didn't find it, it found me" ข้อความที่เพิ่มความมั่นใจให้บรรดาขาช๊อป (รึเปล่า?)
ยูนิโกละ แบรนด์ที่เริ่มจากร้านเล็กๆในเมืองเล็กๆในญี่ปุ่น จนตอนนี้ตีตลาดยุโรปกระจุย เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจไปละ ชอบเข้านะ แต่ไม่ชอบซื้อ เป็นร้านที่การตกแต่งภายในดูดีเอามากๆ เหมือนใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่การวางสินค้า ป้ายโฆษณา ไปจนถึงวิธีการ Approach สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับสินค้า (??!)
ตอนจบ เดี๋ยวจะมีคนคิดว่าถ่อไปตั้งไกลแต่ไม่ได้อะไรกลับมา ก็เลยได้นาฬิกาข้อมือมาเรือนนึง บวกของฝากเล็กๆน้อยๆ / ..กลับมาไม่อยากจะเปิดกระเป๋าตังค์ดูเลย