[แปล/สัมภาษณ์] อีจงซอก | HIGH CUT VOL.204 (Part1)
ENG TRANS: hitoritabi (thank you so much!) THAI TRANS: โดชิ
(PART1 | PART2)
ภาพเงาของอีจงซอกกับแสงสีดำนั้นสมส่วน(เพรียวบาง)ในแบบที่เกือบจะเกินจริง “ฮี่ฮี่ ผมทานรามยอนก่อนจะนอนเมื่อคืน” เขาพูดพร้อมกับยิ้มและหน้าขาวใส มันทำให้คิดถึงสิ่งที่ผู้กำกับ พัคฮุนจุง พูด “เขามีภาพลักษณ์แบบลูกของราชวงศ์ในยุคกลาง” ในโปสเตอร์ของภาพยนตร์ VIP (เข้าฉายในโรงภาพยนต์วันที่ 24) นักแสดงมากประสบการณ์อย่าง จางดงกอน คิมมยองมิน และพัคฮีซัน ทุกคนต่างดูเครียดและเคร่งขรึม แต่อีจงซอกที่เล่นเป็นฆาตกรต่อเนื่องกลับยิ้มสดใสทั้งๆ ที่มีเลือดกระเด็นอยู่บนหน้า ถ้ายังจำหน้าเด็กๆ ของเขาตอนที่เล่นเป็น ซูฮา เด็กหนุ่มอายุ 19 ที่สามารถได้ยินความคิดของคนอื่น 8 ปีหลังจากที่เขาเดบิวต์ ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มของเขากำลังจะเปลี่ยนไป
Q: ได้ยินข่าวลือจากคนในวงการว่าการแสดงของอีจงซอกในภาพยนตร์ VIP ดีมากๆ เลย
จงซอก: ผมยังไม่ได้ดูเลยฮะ.. ผมคิดว่าน่าจะมีไม่กี่คนที่ได้ดู ก็เลยมีข่าวลือแบบนี้ออกมา (หัวเราะ)
Q: เป็นการรับบทร้ายครั้งแรกตั้งแต่เดบิวต์ บทของคุณเป็นฆาตกรต่อเนื่อง กวังอิล ที่ถูกจำกัดความว่าไม่ได้เป็นคน แต่เป็นปีศาจ เป็นบทบาทที่ไม่ค่อยได้เห็นในภาพยนต์เกาหลีเท่าไหร่
จงซอก: ในส่วนของต้นแบบ/แหล่งอ้างอิง ผู้กำกับแนะนำภาพยนตร์หลายๆ เรื่องให้ผมดูรวมถึง ican Psycho’, ‘Seven’ และ ‘Sicario’ ผมดูมันหมดเลยนะ แต่มันก็ไม่ค่อยช่วยผมเท่าไหร่ (หัวเราะ) ผมพยายามจะไม่เลียนแบบภาพของฆาตกรต่อเนื่องที่หลายๆ คนคุ้นเคย แต่พอผมเริ่มแสดง ภาพแบบเดิมๆ มันก็เริ่มออกมา ผู้กำกับบอกให้ผมเลิกทำแบบนั้น และให้ลองพูดในน้ำเสียงที่เป็น ลมออกครึ่งนึง เสียงออกครึ่งนึง และเพราะผมแสดงในน้ำเสียงที่ผมไม่คุ้นเคย ผมกังวลมากๆ ขนาดว่าในการอัดเสียงเพิ่มเติมหลังถ่ายทำ ผมก็ไม่ได้อัดเสียงเพิ่มในบทพูดส่วนนั้นอีก
Q: ฉันได้อ่านบท และเหมือนมันจะไม่ได้บอกว่าทำไมกวังอิลถึงกลายมาเป็นแบบนี้ แต่เพราะคุณเป็นคนแสดงมัน คุณน่าจะสร้างเบื้องหลังของเขาบ้างเพื่อการแสดงใช่ไหม?
จงซอก: นักแสดงหลายๆ คนจะเขียนประวัติของบทที่ตัวเองเล่น แต่มันไม่ค่อยมีโอกาสเท่าไหร่สำหรับผมในการที่จะทำแบบนั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมไม่สามารถในความคิดของตัวเองลงไปได้ แล้วก็ไม่ได้ทำด้วย สุดท้าย ผมเลิกคิดเกี่ยวกับมันแล้วก็ทำไปตามคำแนะนำของผู้กำกับ ผมคิดว่าภาพยนตร์มันเป็นศิลปะของผู้กำกับ
Q: ในผลงานชิ้นก่อนๆ ของคุณ เช่นละคร ‘Doctor Stranger’ ภาพยนตร์ ‘As One’ คุณเคยรับบทเป็นคนเกาหลีเหนือมาก่อน แต่เพราะคุณถูกกำหนดมาให้เป็น “ลูกของผู้มีอำนาจ/มีตำแหน่งในเกาหลีเหนือ ที่ไปอยู่ต่างประเทศมาเป็นเวลานาน” คุณน่าจะต้องมีวิธีการพูดที่ต่างกันออกไปใช่ไหม ในครั้งนี้
จงซอก: เพราะผมค่อนข้างมีความมั่นในใจการแสดงด้วยสำเนียงเกาหลีเหนือ ผมอ่านสคริปต์โดยไม่กลัวเลยครับ สำเนียงมันจะห้วนๆ รวบๆ (ใช่คำว่า muffle…) ตอนท้ายประโยค เช่น “ทานข้าวหรือยัง” ก็จะเป็น “ทานข้าวยัง?”** อะไรแบบนั้น แต่เพราะผู้กำกับบอกว่าไม่ให้ผมทำแบบนั้น ผมก็เลยมาคิดๆ ว่าผมควรจะทำยังไง? เล่นเป็นคนเกาหลีเหนือ แต่ไม่ให้ใช้สำเนียงแบบเกาหลีเหนือ? สุดท้าย ผมเลือกใช้น้ำเสียงในแบบที่ผมไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งเป็นสำเนียงแบบโซล ผสมกับสำเนียงแบบเกาหลีเหนือ (**ภาษาอังกฤษเขาเปรียบเทียบ dinner กับ dinr ก็คือเสียงมันจะห้วนๆ รวบๆ ดินเนอร์-ดิเนอร์ แบบนั้น)
Q: มีบทภาษาอังกฤษค่อนข้าวเยอะเหมือนกัน
จงซอก: ผู้กำกับบอกว่าผมจะต้อง “พูดภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา” เอาจริงๆ ผมฟังคลิปเสียงของเจ้าของภาษาเป็นพันๆ รอบ ถึงขั้นไปลงเรียนภาษาอังกฤษ แต่ผมไม่สามารถออกเสียงได้แบบเจ้าของภาษา คือต่อให้ตีผมจนตายผมก็ทำไม่ได้ ผมเลยบอกว่า “ผู้กำกับครับ ผมว่าเราน่าจะต้องอัดเสียงเพิ่มลงไปหลังจากถ่ายทำนะ…” แต่เขาบอกว่าไม่จำเป็น อ่า ผมกลัวมากเลย
Q: เขาน่าจะพูดเพราะว่าสำเนียงของคุณมันโอเค ถูกไหม?
จงซอก: ไม่ครับ เพราะว่ามีคนจาก Warner Brothers สาขา US มาที่กองถ่ายด้วย ผมไปถามเขาว่าการออกเสียงของผมเป็นยังไงบ้าง เขาไม่สามารถตอบมันออกมาในแบบที่สบายๆ ได้ แต่แค่พูดว่า “อืม.. พวกเราก็เข้าใจในสิ่งที่นายพูดนะ…” (หลุดหัวเราะออกมา) ผมค่อนข้างเคืองนะ เพราะผมเตรียมตัวมาอย่างหนักเลย…
Q: จากที่ได้ยินมาในงานแถลงข่าว คุณเป็นคนติดต่อผู้กำกับไปโดยตรงว่าสนใจบท หลังจากที่อ่านสคริปต์
จงซอก: ผมค้นหาบทที่ผมสามารถเล่นกับนักแสดงรุ่นพี่ได้ มันโอแค่ถ้าผมจะไม่ได้เป็นนักแสดงนำ หลังจากที่ผมได้อ่านสคริปต์ของ VIP ผมได้เจอผู้กำกับและบอกเขาว่า (ผมโอเคกับการเล่นบทเป็นตัวประกอบนะ) แต่ผู้กำกับตอบผมกลับมาว่า “อื้อ แต่บทที่นายจะเล่น จริงๆ มันเป็นตัวนำเรื่องนะ”
Q: ผู้กำกับ พัคฮุนจุง นักแสดงมากประสบการณ์อย่าง จางดงกอน คิมมยองมิน และ พัคฮีซัน ต่างก็ชื่นชมในการแสดงของคุณ
จงซอก: ไม่ครับ ในวันนั้น มันแปลกๆ ที่ทุกคนเอาแต่ชมผม ในอนาคต ผมก็ยังจะต้องอยากร่วมงานในภาพยนตร์ที่ผมสามารถเล่นร่วมกับพี่ๆ นักแสดงอีก ตอนที่ผมเล่น ‘The Face Reader’ ผมไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรจากรุ่นพี่เท่าไหร่ เพราะผมขี้อายมากเกินไป แต่ครั้งนี้ ผมได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขาเยอะมาก ตอนที่ผมแสดง
Q: ใครช่วยคุณเยอะมากที่สุด
จงซอก: รุ่นพี่คิมมยองมิน เมื่อก่อน ผมอายเกินไปจนทำให้ยากที่จะถามคำถาม(ที่สงสัย) แต่ตอนนี้ ผมแค่ปล่อยมันไป และเดินตามรุ่นพี่ ผมจะถาม “มันมีบทพูดแบบนี้ในสคริปต์ แต่ว่าผมต้องแสดงออกแบบไหนล่ะ?” รุ่นพี่คิมมยองมินก็จะอธิบายให้ผมฟังในรายละเอียด เขาจะไม่พูดอะไรทั่วๆ ไปอย่าง “มันก็จะอารมณ์ประมาณนี้ ใช่ไหมล่ะ? จำฉากนั้นในหนังของ Christian Bale ได้ไหม?” แต่จะพูดว่า “จงซอกอา ฉากแบบนี้นะ สำหรับบทแบบนี้ ฉันว่ามันโอเคนะถ้านายจะโฟกัสการแสดงออกผ่านทางสายตา” เขาให้คำแนะนำที่ลงดีเทลแบบละเอียดเลยครับ (หัวเราะ)
Q: จากมุมมองของพี่ๆ เขาน่าจะยินดีที่มีรุ่นน้องมาขอคำแนะนำตรงๆ
จงซอก: รุ่นพี่ทุกคนทำให้ผมประทับใจมากเลยครับ รุ่นพี่พัคฮีซันยังคงมีงานเยอะมากจนถึงทุกวันนี้ ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมผู้กำกับถึงดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขา เราไม่ได้มีฉากด้วยกันเยอะมากนัก แต่ผมสังเกตุเขาเวลาเขามาที่กองเพื่อดูการตัดต่อแบบคร่าวๆ (มาดูมอนิเตอร์หลังจากถ่ายเสร็จ ว่าตัดต่อมาแล้วเป็นแบบไหนฉ ออร่าความภูมิฐานของเขาอยู่ในอีกระดับนึงเลยครับ ถึงเขาจะไม่ได้สูงมาก แต่ถ้ามองไป ก็จะต้องเห็นคาริสม่าของเขา
สำหรับรุ่นพี่ จางดงกอน.. อย่างแรกเลย เขาหล่อเกินไปครับ (หัวเราะ) เขามีชื่อเสียงในด้านของบุคลิกดี มันมีหลายครั้งเลยที่ผมแบบ “อ่า นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นจางดงกอน..” ทั้งๆ ที่มันควรจะต้องเป็นผมที่เข้าไปทักทายเขาก่อน แต่เขาเข้ามาหาผมในกอง จริงๆ ทั้งเขาและผมต่างก็เป็นคนประเภท introvert (ชอบอยู่คนเดียว) แล้วก็ awkward กับคนแปลกหน้า แต่เขาพยายามทำให้ผมผ่อนคลาย หลังจากถ่ายทำเสร็จ ผมส่งข้อความไปหาเขาอย่างอายๆ ว่า “ผมขอบคุณมากๆๆ แล้วก็นับถือคุณมากๆ ด้วยครับ” เขาส่งกลับมาว่า “เรียกฉันว่าฮยองสิ” แล้วก็ “ฉันจะไม่เป็นรุ่นพี่ที่ทำให้นายผิดหวัง” เขามีเสน่ห์มาก ผมหลงรักเลย
Q: แต่พอเวลาอยู่ในกองถ่าย คุณต้องเล่นกับรุ่นพี่ที่เก่งๆ นี้ ใช่ไหม? คุณต้องพยายามอย่างหนักเลยใช่ไหม เพื่อที่จะก้าวให้ทันพวกเขา?
จงซอก: ผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยครับ เพราะพวกเขาคอยช่วยให้ผมทำมันได้ง่ายขึ้น ผมกังวลตอนที่มองตัวเองใน ‘The Face Reader’ แต่ตอนนี้ผมมีประสบการณ์มากขึ้นหลายปี ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นครับ
Q: ตอนที่คุณถ่ายทำ มันมีโมเมนท์ไหนไหมที่คุณรู้สึกว่า “การแสดงของเขาพัฒนาขึ้นนะ”?
จงซอก: ในฉากสุดท้ายที่ผมเล่นเป็นกวังอิล ผมคิดถึงว่าจะเล่นออกมายังไงตอนที่อ่านสคริปต์ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ สุดท่ายแล้ว รุ่นพี่คิมคยองมินบอกผมว่า “จงซอกอา ทำไมไม่ลองเล่นฉากนี้แบบนี้ล่ะ?” ผมตบเข่า แล้วก็คิดได้ทันทีเลยว่าต้องเล่นแบบไหน 2 เดือนต่อมา เราต้องถ่ายฉากนั้นกัน โดยใช้เวลาถ่าย 2 วัน วันที่ 2 เสียงผมหายไป การแสดงของรุ่นพี่มันค่อนข้างหนักและต้องจดจ่ออยู่กับมันจนจบ ผมฝืนตัวเองเกินไป
จริงๆ ระหว่างที่แสดงเป็นกวังอิล ผมจะรุ้สึกรวนอยู่หน่อยๆ เพราะผมคิดว่าผมสามารถใส่ชีวิตลงไปในคาแรคเตอร์ได้โดยใช้วิธีการบางอย่าง แต่ผู้กำกับไม่เห็นด้วย แต่สำหรับฉากนั้น เขาไม่มีวิธีการเฉพาะ ผมจึงได้รับอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ (หัวเราะ) ตอนที่ผมเล่นฉากนั้น ผมรู้สึกว่า “อย่างน้อยฉากนี้ก็รู้สึกเหมือนว่าได้แสดงมันจริงๆ” ผู้กำกับเป็นคนเขียนสคริปต์ด้วย ผมก็เลยเชื่อเสมอว่าเขามีภาพอยู่ในใจอยู่แล้วในทุกๆ ฉาก แต่ผมพบว่ามันยากที่จะเชื่อตัวเอง
Love u











