สวัสดี Tumblr

oozey mess
Today's Document

Janaina Medeiros
Keni
RMH

blake kathryn

JBB: An Artblog!

@theartofmadeline

JVL

#extradirty
noise dept.
DEAR READER

titsay
Show & Tell
Cosmic Funnies

if i look back, i am lost

No title available
KIROKAZE
Mike Driver
cherry valley forever
seen from United States
seen from Malaysia
seen from United States

seen from Malaysia

seen from Türkiye
seen from Pakistan

seen from United Kingdom
seen from Romania

seen from United States
seen from United States
seen from United States

seen from Sweden

seen from United States

seen from United States
seen from United States

seen from United States
seen from United States

seen from United States

seen from United States
seen from United States
@rikyfrog
สวัสดี Tumblr
กลยุทธ์ในเกมส์ RTS
Real Time Strategy เป็นเกมส์วางแผนกลยุทธ์แบบ Real time ไม่มีตาเดิน เป็นรอบ ๆ แบบ Turn base ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันหมด ทำให้ความแม่นยำ ความผิดพลาดเป็นสเน่ห์ของเกมส์แนว ๆ นี้
กิจกรรมของเกมส์แนว ๆ นี้ คือ การเก็บเกี่ยวทรัพยากร เพื่อสร้างกองทัพ และทำลายสิ่งก่อสร้างของฝั่งตรงข้ามให้หมด เป็นอันชนะเกมส์ ซึ่งผูกโยงกับเรื่อง Economy (ทรัพยากร) ในการสร้างกองทัพ
กลไกในเกมส์ทำให้เกมส์เหล่านี้สนุกขึ้นมาทันทีเพราะ มันมีกลยุทธ์การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในหัวผู้เล่นตลอดเวลา โดยผู้เล่นจะเลือกกลยุทธ์เหล่านี้เอง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยจำแนกได้ดังนี้ 1. Prepare the Worst case: กลยุทธ์พื้นฐานที่สุดที่จะชนะเกมส์นี้ตัดสินกันที่ ขนาดของกองทัพ กล่าวคือ เมื่อมี ยูนิตเหมือนกัน ฝ่ายที่มียูนิตมากกว่าจะทำลายฝ่ายที่มียูนิตน้อยกว่าได้มากกว่า เพราะมี rate of damage(บางเกมส์อาจจะมีเรื่อง rapid fire ด้วย) มากกว่า กล่าวคือเนื่องด้วยจำนวนมากกว่า ทำให้การโจมตี 1 ครั้ง มี damage ที่รุนแรงกว่าซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไปลด rate of damage ของฝ่ายตรงข้ามจนความเสียหายน้อยลงไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นสิ่งพื้นฐานที่สุดที่จะชนะในระยะยาวคือ รักษาส่วนต่างของขนาดกองทัพไว้ให้ได้ (หรือสั่งสมกำลังพลให้มากเข้าไว้) โดยวิธีการในเกมส์มีดังนี้ 1.1 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น ให้ดีขึ้น (โดยการเก็บเกี่ยวทรัพยากรให้มากขึ้น) 1.2 ลดการสูญเสียกำลังพลให้น้อยที่สุด เมื่อเข้าปะทะ หรือระหว่างเกมส์ โดยอาจจะมีสิ่งที่เรียกกันว่า fodder โดย fodder คือตัวรับพลังโจมตีแทน กำลังพลหลัก ซึ่งเป็นตัวช่วยลดความเสียหาย เพราะเมื่อกองทัพโจมตีไปแล้ว เมื่อโจมตีพร้อมกัน อีกฝั่งนึงโจมตีพลาด เราจะทำความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามได้
2. Search the Best case แต่วิธีที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่พลิกแพลงและไม่เหมือนกันในแต่ละสถานการณ์คือ โจมตีจุดที่อ่อนแอของฝั่งตรงข้ามเพื่อลดสัดส่วนขนาดกองทัพไปเรื่อย ๆ จนหมด เพราะทุก ๆ การตัดสินใจมีจุดอ่อน โดยหัวใจสำคัญคือ การวิเคราะห์ และสังเกตฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุด (การ Scout) ซึ่งส่งผลต่อกลยุทธ์ที่ต่างออกไป เช่น - Hit and Run tactic การก่อกวน และล่าถอย (ลอบทำลาย เพื่อให้สัดส่วนของขนาดกองทัพต่างกันเยอะ) - Tech fast การใช้อาวุธอานุภาพสูง โจมตีจุดสำคัญ (แต่อาวุธเหล่านี้มีราคาสูง จึงใช้ได้ในบางสถานการณ์) - Control Ramp ควบคุมจุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้เราทำ damage ได้เปรียบมากกว่าฝ่ายตรงข้าม (ขึ้นอยู่สภาพแวดล้อม) ผู้เล่นส่วนใหญ่ให้ความสนใจที่ Search the Best case มากกว่า ฝั่งตรงข้ามก็อาจจะกำลังหาจุดอ่อนเหมือนกัน ในเกมส์จึงมียูนิตแก้ทางกันไปมา การ 100% know enermy จึงมีประโยชน์มาก
จะเห็นมีสองแนวทางการตัดสินใจที่หาได้ชัดคือ Prepare the worst (Stay long term) และSearch the Best case (Find the quick win)
แล้วในเรื่องธุรกิจ เราไม่จำเป็นต้องนึกถึงสงครามก็ได้ เพราะศึกธุรกิจ ไม่คุ้มค่าที่จะลงมือทำ ในเมื่อมันจะมีศึกอีกร้อยศึกที่ดาหน้าเข้ามาไม่จบสิ้น ในตลาดเสรี การจะมีนั่งไล่บี้คู่แข่งทุกคนในเกมส์ที่ยาวนานเป็นสิบ ๆ ปี (คู่แข่งส่วนใหญ่มีศักยภาพการแข่งขันแค่ไหน? มีโอกาสแค่ไหนที่คู่แข่งจะมี unfair advantage) เป็นอะไรที่เปลืองทรัพยากรมาก ๆ และไม่ใช่หัวใจสำคัญของธุรกิจ ซึ่งก็คือ การสร้างกำไร การทำศึกธุรกิจ เมื่อชนะแล้วจะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงกำไรเป็นสิ่งที่ดี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียว สิ่งที่ควรจะเอาชนะคือ เอาชนะใจลูกค้ามากกว่า (หรือมีสร้างกำไรจากสิ่งอื่นอีก) ฉะนั้น Prepare the long game [understand the game] and Find the best timing [active seeking in unknown]
How COVID-19 Effect the business
โรคระบาดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะทุก ๆ การติดต่อ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน หมายถึง โอกาสในการแพร่กระจายของโรค ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย ไปจนถึงลดจำนวนผู้เสียชีวิต ทางรัฐบาลจึงต้องออกมาตรการในการควบคุมดูแลโรคระบาด ทั้งนี้โรค COVID-19 ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิตกับทุก ๆ คน คนหนุ่มสาวมักจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การที่ยังปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ทีมทางการแพทย์ทำงานหนักมากขึ้น จนเกินขีดจำกัด ซึ่งส่งผลเสียต่อคนที่เป็นโรคนี้อย่างร้ายแรง
มาตรการ Lock down หรือ การกักกันตัวเอง ลดเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยตรง เพราะระบบเศรษฐกิจหลัก ๆ เช่นบริษัทต่าง ๆ ขับเคลื่อนโดย การมีคนทำงานร่วมกันหลาย ๆ คน พวกเขาเหล่านั้น ต้องแยกย้าย และทำงานจากที่บ้าน Work from Home แทน ส่วนธุรกิจบริการที่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง ก็อาจจะต้องหยุดพักหรือเลิกกิจการไป และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยแรงงานในการผลิต หรือควบคุม ก็อาจจะต้องหยุดการผลิตไป และกลุ่มคนต่าง ๆ ที่ยังคงต้องออกไปข้างนอก ก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย และใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดมือ
นอกจากนี้ธุรกิจที่มีหน้าร้านของตัวเองก็ไม่สามารถให้บริการได้เลย รวมถึงการโฆษณาประเภทนอกบ้าน Out of home media ก็แทบจะไม่คุ้มค่า
สำหรับคำถามที่ว่า แล้วธุรกิจต่าง ๆ จะปรับตัวอย่างไร สิ่งที่กระทบต่อธุรกิจจริง ๆ มากที่สุด คือ “รูปแบบการขาย การตลาด และการให้บริการจะเปลี่ยนไป” เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การสัญจรไปมา และการพบปะ การปฏิสัมพันธ์กันนอกสถานที่น้อยลง มีแนวโน้มอยู่บ้านมากขึ้น
โดยกรณีศึกษาเหล่านี้เป็นแนวทางตัวอย่างการที่ธุรกิจต่างปรับปรุงรูปแบบการขาย และการให้บริการเพื่อให้ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้จากทั่วโลก
1. Keep social distance ยังคงเปิดให้บริการตามเดิม แต่เว้นระยะห่างการปฏิสัมพันธ์มากขึ้น และมีการตรวจคัดกรองก่อนเข้าใช้บริการ ซึ่งรวมไปถึงการกำเนิดมาของ แอปพลิเคชั่น Social tracing ที่ติดตามความเสี่ยงของคน ๆ นั้นในการมีเชื้อ จากการติดตามการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการคัดกรองได้อีก รวมถึงบริการอื่นที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะต้องมีการนั่งที่นั่งเว้นที่นั่ง ซึ่งส่งผลให้ค่าบริการแพงขึ้น เพื่อชดเชยกับรายรับที่เสียไป เช่น ราคาตั๋วเครื่องบินอาจจะแพงขึ้น
2. In home service มาตรการ Lock down พูดถึงว่าไม่ให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันในที่สาธารณะ ฉะนั้นการเสนอบริการต่าง ๆ จึงยังเกิดในพื้นที่ส่วนตัวได้ เช่น บริการตัดผมที่บ้าน หรือ การส่งอาหารไปที่บ้าน ซึ่งบริการแบบนี้จริง ๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ช่วง Lock down ทำให้ ปริมาณคนที่ต้องการบริการแบบนี้เพิ่มมากขึ้น จนมีผู้เล่นใหม่ ๆ มาเสนอบริการตรงนี้เยอะขึ้น
3. Drive through อันนี้เรียกว่าเป็นการแอบ ๆ โกง นิดหน่อย กับการเสนอบริการ Drive through คือการใช้วิธีการลดการปฏิสัมพันธ์นอกสถานที่ โดยให้บริการแบบ ขับรถใช้บริการ เช่นการซื้ออาหาร โดยการขับรถเข้าไปซื้อ และจ่ายเงินออกไป ซึ่งรูปแบบนี้สามารถใช้กับบริการเพื่อความบันเทิงก็ได้ด้วย เช่นหนังกลางแปลง ที่ขับรถเข้าไปนั่งดูหนัง หรือแม้แต่สถานบันเทิงคาราโอเกะที่ขับรถเข้าไปเข้าใช้บริการ
4. Go online สำหรับธุรกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอยู่แล้ว การทำการตลาดดิจิตอลจึงทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ฉะนั้นงบการตลาดในช่วงนี้จึงเป็นไปในลักษณะที่ Online first โดยธุรกิจบริการแบบอื่น ๆ เช่นความบันเทิงก็อาศัยเทคโนโลยีในการส่งมอบคุณค่า เช่น live performance, live conference รวมถึงการทำงานร่วมกันก็ลดการพบเจอกัน และไปใช้ video conference แทน นอกจากการใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อการสื่อสารแล้ว ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการแสดงตัวตนผ่าน โลกเสมือนด้วย ดังจะเห็นได้จากเกมส์ Animal crossing ที่นอกจากการเล่นเกมส์ ชวนเพื่อนมาดูบ้าน ยังไปไกลถึงการจัด conference หรือ talk show กันในเกมส์ด้วย
นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทที่น่าสนใจในช่วงนี้คือ ใครที่สมควรจะด้วยเดินทาง หรือใช้พื้นที่สาธารณะ มีคนบอกว่า ให้คนที่ป่วยแล้ว หายแล้วมีภูมิคุ้มกัน ได้สิทธิใช้บริการสิ่งเหล่านี้ก่อนเป็นขั้นแรก แนวคิดแบบนี้เรียกกันว่า Immunity passport ซึ่งขัดแย้งทั้งในเชิงการแพทย์ กล่าวคือ ผลวิจัยไม่ได้ฟันธงว่าคนที่มีภูมิคุ้มกัน แล้วจะไม่กลับเป็นโรคอีก และทางการเมืองคือ เป็นการให้อภิสิทธิคนบางคน โดยที่ไม่ยุติธรรมกับกลุ่มที่เหลือจนเกินไป
อีกข้อสังเกตนึงจาก การสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันกว่า 20,000 คน โดย IBM คือเกือบครึ่งนึงของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าไม่ไว้ใจที่ใช้บริการระบบสาธารณะ และอาจจะเลิกใช้แม้จะหมดวิกฤตการณ์ไวรัสนี้ไปแล้ว บริการสาธารณะนี้ หมายถึงบริการจากภาครัฐ และเอกชนในกลุ่ม sharing economy ด้วย เช่น Uber, Airbnb
สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ COVID-19
สถานการณ์เป็นไปในเชิงบวก (ผู้คนส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตตามเดิม)
เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นดังเดิม เป็นไปได้ว่าอัตราการบริโภคก็อาจจะค่อยกลับมาเป็นดังเดิม ส่งผลธุรกิจบางหมวด อาจจะขาดกำลังการผลิตให้เท่ากับความต้องการ ส่งผลมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาในธุรกิจตรงนั้นได้มากขึ้น แต่สิ่งที่อาจจะเพิ่มเข้ามาคือการป้องกันโรคติดต่อที่ดียิ่งขึ้น ต่อไปในสนามบิน นอกจากจะมีเครื่องตรวจโลหะป้องกันการก่อการร้ายบนเครื่องร้าย เราอาจจะได้เห็นทีมแพทย์ ที่ตรวจคนไข้ ก่อนบินระหว่างประเทศ หรือการบังคับฉีดวัคซีนก่อนเข้าประเทศ
สถานการณ์เป็นไปในเชิงลบ (ผู้คนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตเหมือนตอน Lock Down)
ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ในการจัดการ Work from Home แต่ระยะยาว สำหรับบริษัทที่ไม่มีโครงสร้างที่รองรับการ remote work ตั้งแต่แรกจะเจอปัญหาที่ตามมา เช่นปัญหาการประเมิน และสนับสนุนพนักงาน คุณจะโปรโมทพนักงาน เลื่อนขั้น หรือแต่งตั้งผู้นำอย่างไร หากคุณเจอหน้าพวกเขาสัปดาห์ละ สอง ชั่วโมง หรือจะประเมินเพื่อให้โบนัสอย่างไร ซึ่งจะเห็นได้ว่านอกจากวิธีการทำงานเปลี่ยนแล้ว ระบบการประเมิน และสวัสดิการที่สนับสนุนพนักงานต้องมีการปรับตัวไปด้วย เช่น ระบบการให้คะแนน จากการเก็บข้อมูลผลการทำงาน (อาจจะเป็นในลักษณะรูปแบบเกมส์ที่เก็บแต้มไปเรื่อย ๆ ) หรือการประเมินพนักงานใหม่ในช่วง 3 เดือนแรกจะประเมินอย่างไร ? แต่สำหรับตัวพนักงานบริษัท พวกเขาอาจจะได้เวลาเพิ่มขึ้นจากการไม่ต้องเดินทาง พวกเขาอาจจะเลือกใช้เวลาส่วนนี้เพื่อหางานเสริมได้ หรือกลุ่มที่ตกงานก็อาจจะหางานเสริมออนไลน์ เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้ว่า Gig economy อาจจะเติบโตขึ้น เพราะงานเสริมผ่านอินเตอร์เน็ตมีทั้งแบบใช้ทักษะ และแบบไม่ใช่ทักษะให้เลือกทำ
พื้นที่สาธารณะ หรือสถานที่นอกบ้าน อาจจะต้องปรับตัวให้รองรับการใช้งานแบบคนเดียวมากขึ้น เช่นร้านอาหาร อาจจะต้องออกแบบให้เป็นห้อง ๆ และแต่ละห้องก็ใช้บริการได้คนเดียวเป็นต้น และอาจจะเกิดธุรกิจแนว ตู้ Stationary แบบในจีน ที่เป็นตู้ที่เราหยอดเหรียญแล้วเราก็เข้าไปใช้บริการแบบ self service คนเดียว เช่นออกกำลังกาย วีดีโอคอลเป็นต้น
แต่ถ้าใครที่เคยชินกับการอยู่แบบ Work From Home แล้วการจะจ้างบริการทำธุระต่าง ๆ แทนให้ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทุกวันไปเลย เช่นส่งเอกสาร ส่งอาหาร
อ้างอิงจาก
ขอบคุณภาพหน้าปก Photo by Tedward Quinn on Unsplash
ตู้คลินิค AI ตรวจและจ่ายยาใน 1 นาที
10 ร้านตัดผม Delivery เปลี่ยนทรงผมง่ายๆ ได้ที่บ้าน
Immunity passport | bad idea
What is contract tracing and will it work?
THE CORONAVIRUS IS KILLING THE GIG ECONOMY
We need more video games that are social platforms first, games second
Strip Clubs Are Offering “Drive-Thru” Experiences During Pandemic
ทางเลือกใหม่การจัดงาน Event ในสถานการณ์ COVID-19 ผ่าน Live Streaming
The future of Application
ตอนนี้ Software application ถูกใช้เป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ตั้งแต่การส่งข้อความ สั่งอาหาร หรือแม้แต่การติดตามผลสุขภาพของตัวเอง ดูเหมือนว่า Application จะได้ใช้ความสามารถของมันเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้คน และดูจะมีพื้นที่เหลือน้อยนิดสำหรับ Application ตัวใหม่ เพราะพื้นที่ หรือ Platfrom ในการเข้าถึงนั้นเต็มไป Application อื่น ๆ อีกมากมาย ที่พยายามจะให้คนนำไปใช้เหมือนกัน ฉะนั้นนักพัฒนาซอฟแวร์ตอนนี้ ต้องเผชิญกับปัญหา การค้นพบ และการเข้าถึงบริการซอฟแวร์สำหรับคนทั่วไป
ปัจจุบัน มีการใช้ software application อยู่สามแบบ คือ Mobile application, Desktop application และ Web application ซึ่งแต่ละแบบมีการเข้าถึงเพื่อใช้งาน และการติดตั้งเพื่อใช้งานต่างกันออกไป
โดย Web application เข้าถึงได้ง่ายผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มก็สามารถใช้บริการได้เลย แต่มีความสามารถไม่เท่ากับ Desktop, Mobile Application มีประสิทธิภาพสูง ทำงานรวดเร็ว ยืนหยุ่น ส่วนใหญ่จะเข้าถึงผ่าน Store บางอย่าง เพื่อดาวโหลดมาใช้งาน ซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า
เราจึงอยากได้ Application ที่เข้าถึงง่ายแบบ Website และใช้งานได้ลื่นไหลแบบ Native application มีแนวทางหลากหลายในการให้ Application ของตัวเองเข้าถึงผู้ใช้ได้ง่ายแบบ Website และมีการใช้งานที่ดีแบบ Desktop, Mobile Application ดังนี้
App in App การสร้าง Application ภายใน App บางอันที่มีคนใช้เยอะอยู่แล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องทำการตลาดอะไรใหม่ และเข้าถึงผู้ใช้ได้มากกว่า หรือจะทำตัวเป็น Plug-in ง่าย ๆ ก็ได้เหมือนกัน โดยอาจจะเป็น application เล็ก ๆ ที่ช่วยเสริมการทำงานให้ App ใหญ่ ก็ย่อมเป็นได้ เมื่อประเมินแล้วว่า การไปสร้างใหม่หมด อาจจะต้องแข่งขันกับเจ้าเดิม ฉะนั้นก็สร้างส่วนเล็ก ๆ และทำเงินจากตรงนั้นดีกว่า
I. เป็นตลาดที่น่าสนใจหรือไม่ (ขนาดของตลาด) : ตลาดจะมีขนาดเท่ากับ Super app ต้นแบบ หรืออาจจะตามกลุ่มลูกค้าย่อย ใน super app อีกที
II. ตัวเทคโนโลยีมีศักยภาพในการอยู่รอด และเติบโต : ปัจจัยการเติบโตขึ้นอยู่กับ ตัว Platform เช่นการเปลี่ยน Policy
III. ระดับความรุนแรง : น้อย
IV. ความเป็นไปได้ที่จะเกิดในระยะเวลาอันสั้น : เกิดขึ้นแล้ว
V. โครงสร้างพื้นฐาน : โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างถูก และมีการสนับสนุนผ่าน Community
Progressive Web App การสร้าง Web app ที่หน้าตาเหมือน Native app สามารถทำงานใน Offline ได้บางส่วน และสามารถเข้าถึงผ่านหน้าจอ Home screen ได้เหมือน App เป็นทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้เข้าถึง App ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซ็บที่ว่า รองรับการแสดงผลหลายรูปแบบ
App streaming เป็นเทคโนโลยีพิเศษ ที่สามารถทำให้เราใช้งาน ความสามารถแบบ Application บางส่วน ผ่าน Internet โดยใช้วิธีการโหลดมาเก็บไว้ก่อนบางส่วน ให้ใช้ความสามารถบางอย่างได้ วิธีการนี้ใช้ในโฆษณาเกมส์ ที่เราสามารถกดเล่นอะไรได้ เบื้องต้นก่อนโหลดใช้
I. เป็นตลาดที่น่าสนใจหรือไม่ (ขนาดของตลาด) : ในตอนนี้ถูกใช้แค่โฆษณาเกมส์บางแบบเท่านั้น และยังมีดีเลย์ตอนโหลดข้อมูล แต่จะมีปัญหาเรื่องแนวทางการนำไปใช้ ทำให้ตลาดไม่ใหญ่เท่าที่ควร ตลาดตอนนี้เป็นตลาดเกมส์ที่เป็น Mobile game อยู่
II. ตัวเทคโนโลยีมีศักยภาพในการอยู่รอด และเติบโต : ปัจจุบันยังไม่มีความสามารถเท่า mobile application ทั่วไป
III. ระดับความรุนแรง : ปานกลาง
IV. ความเป็นไปได้ที่จะเกิดในระยะเวลาอันสั้น : เกิดขึ้นแล้ว
V. โครงสร้างพื้นฐาน : โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างถูก และมีการสนับสนุนผ่าน Community
Enhance hardware capability เนื่องจากพื้นฐานของ Smart phone คือคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่รับส่งข้อมูล และเป็นตัวกลางในการสั่งการ Hardware เช่นเครื่องปริ้นท์ เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถไปอยู่ในมือของทุกคนได้มากกว่าจำนวน hardware แบบอื่น ๆ ที่ใช้นานครั้ง ก็หมายความว่าทุกคนมีโอกาส หรือสามารถแชร์การใช้บริการบางอย่างได้เช่น On-demand printing เครื่องปริ้นที่สั่งการด้วยโทรศัพท์ หรือแม้แต่ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แบบอื่นทั้งของส่วนตัว เช่นสั่งการเครื่องปิ้งขนมปัง ตั้งเวลา ตั้งขนาดตู้เย็น และของสาธารณะ เช่น จ่ายเงิน และเข้าใช้บริการล็อคเกอร์ด้วยสมาร์ทโฟน ในอนาคต การเรียกรถไร้คนขับ ก็ต้องเรียกผ่านสมาร์ทโฟนแน่นอน
ข้อดี คือการย้ายอำนาจ การควบคุมและ สั่งการจากตัว Hardware มาไว้ที่ตัว คอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งข้อดีคือ ตัวควบคุมสั่งการ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความสามารถในการใช้งานแต่ละคน เช่นคนตาบอดก็สามารถใช้ตัวปิ้งขนมปังได้ ถ้าเปิด Siri ไว้ หรืออาจจะลามไปถึงการมีคำสั่งพิเศษใหม่ ๆ ที่อัพเดตเข้ามาได้ เช่นการตั้งเวลาเปิดกาต้มน้ำ หรือการปรับอุณหภูมิตามเวลา
I. เป็นตลาดที่น่าสนใจหรือไม่ (ขนาดของตลาด) : ตลาดครอบคลุมถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด
II. ตัวเทคโนโลยีมีศักยภาพในการอยู่รอด และเติบโต : ค่อนข้างมาก แต่ติดอยู่ที่ยังไม่มี universal usecase
III. ระดับความรุนแรง : มาก
IV. ความเป็นไปได้ที่จะเกิดในระยะเวลาอันสั้น : ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
V. โครงสร้างพื้นฐาน : โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างแพง และยังไม่มี Community ที่เด่นชัด
แต่เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนเริ่มจะอิ่มตัว กล่าวคือดูเหมือนว่าสิ่งที่ดีที่ควรส่วนใหญ่ได้ทำไปหมดแล้ว อาจจะไม่เหลือพื้นที่ให้กับผู้เล่นหน้าใหม่มากนัก ประกอบกับมี คอมพิวเตอร์แบบใหม่ ๆ ที่มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไปพอให้พิจารณา
New platform, new natural interface
คอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ จะมาในสองแนวทาง
Natura interaction การพัฒนาโดยการเน้นรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นเพื่อมาทดแทน สมาร์ทโฟน ที่ใช้ปุ่มกดไปมา ให้นึกถึงตอนใช้คอมพิวเตอร์เซ็น ลายเซ็นท์ หรือพิมพ์ค้นหาข้อความ รูปแบบการปฏิสัมพันธ์ได้จำกัดกรอบการใช้งานคอมพิวเตอร์เอาไว้ ถ้าอยากจะทำลายกรอบเดิม ๆ ก็ต้องมีส่วนประสานผู้ใช้ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น การใช้งาน สั่งการด้วยเสียง ด้วยท่าทาง หรือแม้แต่การใช้คลื่นสมอง เป็นต้น ซึ่งเปิดความสามารถในการใช้ได้อีกไม่รู้จบ
I. เป็นตลาดที่น่าสนใจหรือไม่ (ขนาดของตลาด) : ตลาดจะมีเป็น Subset ของ smart hardware เพราะผู้บริโภคยังมองว่าเป็น Gadget รูปแบบหนึ่งมากกว่า สิ่งของจำเป็น
II. ตัวเทคโนโลยีมีศักยภาพในการอยู่รอด และเติบโต : ปัจจัยการเติบโตขึ้นอยู่กับการพัฒนาของเทคโนโลยี
III. ระดับความรุนแรง : ปานกลาง
IV. ความเป็นไปได้ที่จะเกิดในระยะเวลาอันสั้น : เกิดขึ้นแล้ว
V. โครงสร้างพื้นฐาน : โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างถูก และมีการสนับสนุนผ่าน Community
Extend reality การนำ Digital layer มาสวมทับ นึกภาพ เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ และมันเชื่อมต่อกันเหมือนมันอยู่ในชีวิตประจำวันไปแล้ว
I. เป็นตลาดที่น่าสนใจหรือไม่ (ขนาดของตลาด) : ตลาดจะมีขนาดเท่ากับ ตลาด สมาร์ทโฟนเลยทีเดยว
II. ตัวเทคโนโลยีมีศักยภาพในการอยู่รอด และเติบโต : ปัจจัยการเติบโตขึ้นอยู่กับ ตัว เทคโนโลยีและความสามารถในการใช้งาน
III. ระดับความรุนแรง : ค่อนข้างมาก
IV. ความเป็นไปได้ที่จะเกิดในระยะเวลาอันสั้น : เกิดขึ้นแล้ว
V. โครงสร้างพื้นฐาน : ยังไม่เห็นเด่นชัด
คำแนะนำที่น่าสนใจคือ
- Platform ใหม่ ๆ จะเข้ามาแทนที่สมาร์ทโฟนได้หรือไม่ ?
- สมาร์ทโฟนจะเป็นตัวกลางในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ต่อไปสำหรับคนหมู่มาก เทคโนโลยีอื่น ๆ จะมา Integrate เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถให้ สมาร์ทโฟน ด้วยเทคโนโลยี Hardware ต่าง ๆ รวมถึง Internet of things ด้วย
- การมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด คือมีปฏิสัมพันธ์ในทุกประสาทสัมผัส ที่เป็นหลักคือ Visual และอื่น ๆ ฉะนั้น Virtual reality จะเป็น Stationary desktop ในยุคต่อไป และ Extend reality แบบ AR glass ก็อาจจะเป็น สมาร์ทโฟน ในยุคต่อไปได้เหมือนกัน
อ้างอิง จาก
ขอบคุณภาพหน้าปกจาก Photo by Balázs Kétyi on Unsplash
ขาลงของสมาร์ทโฟนเรือธง
The Future is Without Apps
To you, my dear friend, my first follower
“อะไรที่ทำให้แกทำอะไรหลายๆอย่างได้ขนาดนั้น?” ผมนิ่งเงียบไม่แน่ใจหลังจากได้ยินคำถามนั้นจากเพื่อนคนนึง เพื่อนคนที่จู่ๆก็อยากนัดเจอผมเพื่ออยากจะมาปรึกษาเรื่องโปรเจคใหม่ของเขา ผมกับเขานัดเจอกันที่ร้านกาแฟที่นึง
หลังจากที่สั่งกาแฟและ นั่งพักกันเรียบร้อยแล้ว เราก็คุยกันเรื่องโปรเจคของเขา แล้วก็มาคุยแชร์กันเรื่องประสบการณ์และสิ่งที่ทำในอดีตต่างๆ เพื่อนคนนั้นของผมก็ตั้งคำถาม พลางปรับทุกข์ว่า
“อะไรที่ทำให้คนๆนึงทำอะไรหลายๆอย่างได้ขนาดนั้น?”
“แรงบันดาลใจหรือ การช่วยสังคมหรอ? ในหลายๆครั้งที่คนเรามีความกล้าทำอะไรขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องบ้า ที่บางทีไม่ได้ช่วยใครเลยแต่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกต่างหาก”
“อะไรเป็นสิ่งหล่อหลอมให้คนอย่างเราๆลงมือทำในบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา”
คำถามนี้ผมไม่ได้ตอบเพื่อนคนนั้น เราเดินออกจากร้านแยกย้ายกัน แต่คำถามนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผมช่วงระยะนึง -อะไรที่ทำให้แกทำอะไรหลายๆอย่างได้ขนาดนั้น?- ผมคิดกับตัวเอง
คำถามนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตที่เคยทำมาทั้งหมด ที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีใครมาสั่งให้ทำ แต่มันกลับรู้สึกมีพลังงาน มีไฟในการทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นอย่างประหลาด ตั้งแต่การจัดกิจกรรมของชมรมตอนอยู่มัธยมปลาย, การออกไปขายแป้งดินสอพองและน้ำ ในวันสงกรานต์, การไปเป็นไกด์อาสาแบบเป็นกันเองในช่วงก่อนขึ้นปีหนึ่ง, การส่งแผนประกวดธุรกิจเพื่อสังคมกับเพื่อนต่างมหาลัยฯ, การจะทำหนังสั้นเรื่องราวเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาลัยฯของเด็กไทย, การออกแบบบอร์ดเกมส์ส่งประกวด, การเข้าไปติดตามชีวิตของพี่ๆกู้ภัยเพื่อเขียนบทความออนไลน์, การเขียนบทความสัมภาษณ์คนรักสัตว์, การออกไปสัมภาษณ์คนทำงานเพื่อตอบคำถามในใจตัวเองเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ และการได้มีโอกาสลองออกไปทำธุรกิจจริงๆ
ในการย้อนนึกภาพเหล่านี้ ภาพๆนึงที่เห็นชัดมากคือ ในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมจะเห็นคนๆนึงอยู่เสมอ ซึ่งในแต่ละครั้ง เขาคนนี้อาจจะไม่ใช่คนๆเดียวกัน แต่เขาจะเป็น “คนแรก” ของผมเสมอ คนแรกที่จะเห็นด้วยและลงมือทำไปพร้อมๆกับผม คนที่จะเจอปัญหาหนักไปพร้อมๆกันในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นใจ คนที่เชื่อมั่นในตัวผม หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ แต่เป็นคนแรกที่ตามผมมาเจอความไม่แน่นอนในการสร้างสิ่งใหม่ๆ
ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำให้ผมได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆอย่าง เพราะผมมีผู้ตามคนแรก หรือ First follower อยู่เสมอในทุกๆช่วงของชีวิต
ผมคงไม่สามารถเพ้อฝัน และลงมือทำอะไรต่างๆได้มากขนาดนี้ ถ้าขาดการสนับสนุน
ขอบคุณพวกคุณ คนที่อยู่ข้างๆ คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย
นับลูปใหม่ของธีสิส (ตอนนี้แก้ทันไม่ต้องทำใหม่หมดแล้วจ้า)
วันนี้วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมงกับผลการสอบธีสิส ใช่ครับ ผมสอบไม่ผ่าน
ห้วงเวลาตรงนั้น มันช่างเย็นชา พูดอะไรไม่ถูก แต่อีกด้านนึง มันเป็นความโล่งอย่างบอกไม่ถูก ฤดูการแข่งขัน จบลงแล้ว ถึงแม้จะต้องเริ่มเขียน เริ่มทำใหม่ แต่ทุกอย่างมันจะเริ่มจากความว่างเปล่า มันไม่หนักอึ้งไปด้วยความหวัง ความกังวล ความไม่มั่นใจอะไรอีกแล้ว พอยอมรับมันได้ก็คงพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ต่อไป
บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เข้าใจภาพรวม และข้อผิดพลาดในการทำธีสิสของเรามากขึ้น
ในครั้งนี้เราโชคดีที่ไม่ปล่อยให้ใครมีอิทธิพลกับโปรเจคมากเกินไป เรายังได้ทำโปรเจคเดิมกับที่เราตั้งใจอยู่ในตอนแรกๆ แม้จะถูกปรับให้มุมที่จะศึกษาเล็กลงบ้าง และจบด้วยที่แนวทางการศึกษาข้อมูลของเราไม่สามารถทำได้ เพราะใช้เงินสูง ,ไม่รู้จะไปหาข้อมูลจากไหน และคงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายใน 2-3 เดือน
ในฐานะที่มีโอกาสได้”เริ่มต้นใหม่”อีกครั้ง อยากจะบอกตัวเองและ คนที่ต้องเริ่มทำธีสิสดังนี้
ความรู้ที่เขาศึกษาจริงๆมันเป็นจุดก้อนเล็กๆ ที่มีขอบเขตที่แคบมากๆ
การทำธีสิส หรือการสังเคราะห์ความรู้ใหม่ๆทำให้รู้ว่าการสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาหนึ่งอย่าง มันเป็นจุดเล็กๆที่อาศัยการทดลองเชิงประจักษ์ เช่นการศึกษาความร้อนที่มีผลต่อร่างกายของเราในแง่อารมณ์ ซึ่งภาพที่คิดไว้มันต่างกับความรู้ที่เราเรียนๆกันมา เราเรียนความรู้แบบที่เอาไปประยุกต์ใช้ได้เลย นั่นเกิดจากการศึกษาหลายตัวแปรแยกกันและเอามาสรุปรวมกันเป็นองค์ความรู้ที่ใช้ได้เลย เช่นการสร้างเครื่องยนต์ไอพ่น ในองค์ความรู้การสร้างเครื่องยนต์ไอพ่น ประกอบด้วยการศึกษาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่ให้ประสิทธิภาพในการขับดัน การศึกษาวัสดุแต่ละแบบที่ต้อง การศึกษาวิธีการสัปดาป และอื่นๆอีกมากมาย
เพราะฉะนั้นการศึกษาเชิงประจักษ์หรือการวิจัยอาจจะมองดูช้า แต่องค์ความรู้เล็กๆแบบนี้มารวมๆกัน ต่อยอดความรู้ของคนอื่นก็สามารถทำให้เราสร้างสิ่งใหม่ๆได้ อย่างในเคสกรณีการสร้างเครื่องยนต์ไอพ่น ถ้าเราเป็นนักนวัตกรรม แล้วเราต้องเริ่มจากการหาวัสดุ หาเครื่องยนต์อะไรต่างๆ กว่าจะได้สร้างของจริงๆ คงนานมากๆ
แต่ประวัติศาสตร์และการเรียนชอบยกย่องปัจเจกชนมากกว่า ทั้งๆไปดูกันลึกๆแล้ว เขาไม่ได้รู้ หรือเก่งอะไรเลย เขาแค่ต่อยอดกันและกัน เพียงแต่ว่าใครเป็นคนจุดประกายให้องค์ความรู้นี้มันกระจายและแพร่หลายออกไป คนนั้นถึงได้รับการยกย่อง
การได้รู้แบบนี้ก็ดับฝันเราไปเหมือนกัน เราเคยฝันอยากเป็นนักวิจัยเพื่อจะได้เก็บงำ ปลายสายของความรู้ตัวเองไว้ เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ทำให้คนอยากมาทำงานกับเรา ที่ทำให้เราสร้างสิ่งใหม่ๆได้คนแรกๆในตลาด(แบบนักวิทยาศาสตร์ในหนังโดนลักพาตัวเพราะเชี่ยวชาญการทำเซรุ่มเพิ่มพลังให้ทหาร) แต่การทำธีสิสทำให้รู้ว่า ความรู้ใหม่ๆที่ได้จากการวิจัยมันเล็กน้อยเพียงใด.. ฉะนั้นการที่หลายองค์กรพยายามซุ่มทำวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆก็ยังต้องพึ่งองค์ความรู้ของคนอื่นเพิ่อต่อยอดอยู่ดี เพียงแต่ของเขามองงานวิจัยเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงเลย คือลงทุนงานวิจัย 10 งาน อาจจะสำเร็จใช้ได้สัก 2 งาน และ 2 งานนั้นจะถูกขายหรือใช้ประโยชน์แบบที่จะชดเชย 8 งานที่ล้มเหลวไม่ได้เรื่องอย่างเทียบไม่ติดฝุ่น(เหมือนการลงทุนในสตาร์ทอัพมั้ยล่ะ)
โฟกัสไปที่จุดหมายก่อนเสมอ
สิ่งที่เราพลาดในการทำครั้งนี้คือ เราไม่รู้เงื่อนไข การสอบหัวข้อ และการจบ ซึ่งเงื่อนไขที่เราหลงลืมไปคือ เราต้องทำการศึกษาประเด็นที่เราสนใจให้จบภายใน 3 เดือน ซึ่งหมายความว่าถ้าทำแบบเร็วๆรีบๆไม่ลีลา มันควรจะทำทุกอย่างได้เสร็จให้หมดภายใน 1 เดือน การมีขั้นตอนการศึกษาที่มากไปจะทำให้เราไม่ผ่าน และที่สำคัญคือไอ่วิธีการศึกษาแบบที่เราพูดมามันทำได้จริงมั้ย อย่างกรณีของเราคือ เราจะสร้างต้นแบบ shape memory polymer fastener ขึ้นมา ซึ่งกรรมการสอบลงความเห็นว่า มีโอกาสที่เราจะทำสำเร็จน้อยมากๆ เพราะมีรายละเอียดยิบย่อย และค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
ทำธีสิสเหมือนว่าเราสอบหัวข้อผ่านแน่ๆเลย
สิ่งนึงที่เราโดนหลอกก็คือ เราต้องสอบหัวข้อให้ผ่านก่อน เราถึงจะเริ่มทำการศึกษาที่เราตั้งใจไว้ได้ ซึ่งความจริงแล้วการคิดแบบนั้นเป็นหัวใจของความล้มเหลวเลยทีเดียว เราต้องทำมันไปเลย แต่หากยังไม่มั่นใจในหัวข้อให้เริ่มจากการทำเล็กๆ เป็น pilot study ให้ได้โดยเร็ว เพราะจะได้ปรับปรุงวิธีการศึกษา หรือแง่มุมในการศึกษา
อยู่กับผู้คน อยู่กับปัญหา
เนื่องจากเราไม่สามารถรอเขียน และอ่านทบทวนวรรณกรรมเพื่อเขียนเสนอ proposal ได้ ฉะนั้นเราจึงต้องอยู่ใกล้กับแหล่งความรู้ชั้นต้นไว้ก่อน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจคของเรา เราควรได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในวงการ หรือมีช่วงทางการติดต่อเพื่อพูดคุยถึงโปรเจคเราเบื้องต้น การนั่งหาข้อมูลอยู่บนโต๊ะเป็นเดือน จะทำให้งาน และความคิดของเราแห้ง และพาลจะเบื่อไม่อยากทำไปซะดื้อๆ
เลือกที่ปรึกษาที่ให้อะไรกับเราได้
สิ่งที่ช่วยชี้ทางสว่างในงานวิจัยคือที่ปรึกษา คนให้คำปรึกษา ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนว่าเราอยากได้คำปรึกษาแบบไหน บางคนอยากได้การฟันธงว่าจะไปยังไงต่อ บางคนอยากได้ไอเดียในการต่อยอดความคิด หรือบางคนอยากได้คนชิวๆที่เซ็นผ่านให้ได้ง่ายๆ แต่การเลือกไม่ถูกคนแล้ว เราก็ยังมีโอกาสปรึกษากับใครก็ได้อยู่ดี แม้เขาไม่ใช่ที่ปรึกษางานวิจัยของเราก็ตาม
งานนี้จะต่อยอด หรือให้ประโยชน์อะไรกับเรา
ถึงแม้ว่าหัวข้อมันจะเล็กมากจนนำไปประยุกต์อะไรไม่ได้ในหลายๆอย่าง แต่ในการจะทำอะไรแม้ในสิ่งที่ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว หรือถูกบังคับให้ทำ อย่าลืมใส่ hidden agenda ของตัวเองไปด้วยเสมอ งานนี้จะเป็นประโยน์ในหน้าที่การงานมั้ย หรือจะไปต่อยอดในสิ่งที่ทำมั้ย ให้งานวิจัยต่อยอดและแพร่ขยายไปช่วยการทำงานอาชีพในอนาคต
อย่าให้เวลากับการเขียน การอ่านมากเกินไป
อย่ากรณีเราคืออ่านเยอะ เขียนมาอย่างดี แต่สุดท้ายพบว่าไม่สามารถทำจริงได้ มีความรู้ ความเข้าใจแทบตายแต่ไม่สามารถทำการศึกษาโดยตรงได้ก็จบ ฉะนั้นนอกจากให้เวลาเขียนแล้ว อย่าลืมให้เวลากับการลองทำด้วย
ถ้าได้เริ่มทำธีสิสใหม่อยากจะให้ช่วงเวลาในการทำธีสิสเป็นยังไง
สิ่งแรกที่จะเริ่มทำในช่วงเดือนแรก คือเริ่มลิสต์อุตสาหกรรม หรือประเด็นที่สนใจขึ้นมาก่อนเลยเช่น เราสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง VR, BCI ,Autonomous car พาลิสต์แล้วหาวิธีจัดลำดับโดยจัดลำดับจากการให้คะแนน
คะแนนความสนใจเราชอบอันไหนมากที่สุด
คะแนนความเป็นไปได้ในการเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นคน หรือเครื่องไม้เครื่องมือในประเด็นนั้น
คะแนนเวลา คือใช้เวลาการค้นหาข้อมูล หรือทำงานมากน้อยแค่ไหน
คะแนนเอ็กซ์ตร้า ถ้าได้ทำประเด็นนี้จะมีผลต่ออนาคตเรายังไง ความรู้ชุดใหม่ที่เราจะสังเคราะห์จะทำให้เรา take action อะไรเปลี่ยนไปมั้ย
หากการให้คะแนนยังยากอยู่ เราต้องเริ่มออกไปหาข้อมูลหรือ ทำอะไรสักอย่างให้มันเห็นภาพชัดขึ้น ง่ายๆสุดอาจจะเป็นการคุย หรือฟังสัมนากับคนในวงการนั้น
พอได้ประเด็นที่สนใจแล้ว ต่อมาต้องมาสโคปหัวข้อให้อยู่ในสโคปที่เป็นไปได้มากขึ้น
ในช่วงขั้นตอนนี้ไม่มีรูปแบบตายตัวเลย แต่ถ้าได้ทำใหม่ เราอาจจะเริ่มจากคิดไอเดียในแง่การนำไปต่อยอดหาเคสว่าเขาเอาไปต่อยอดประเด็นประมาณไหนบ้าง หรือสิ่งนี้จะส่งผลต่อผู้คนยังไง แล้วหาดูว่ามีอะไรที่เป็น risk assumption(ความมั่นใจแบบผิดๆ หรือเกินพอดี ที่คนๆเขาพูดกัน หรือแม้แต่เราคิดเอาเอง) หรือ barrier มั้ย จากการไปพูดคุย อ่านบทความ อ่านงานวิจัยซึ่งจะมีประโยชน์ในการสนับสนุนงานของเราอีกที ผลลัพธ์ที่ออกมาในแต่ละสัปดาห์ๆควรจะเป็นคำถามวิจัยคือสิ่งที่เราแกล้งสงสัย และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน(ในแหล่งเนื้อหาที่น่าเชื่อถือได้)
เช่นในข่าวบอกว่า คนรวยมักชอบช็อปปิ้งเข้าห้าง มันเมกเซ้นส์อยู่แล้ว แต่ถ้าในแหล่งข้อมูลงานวิจัยไม่มีการศึกษาเรื่องนี้ เราก็สามารถหยิบเรื่องนี้มาทำได้
พอผ่านช่วงหนึ่งเดือนไป เข้าสู่เดือนที่สองก็ให้มาดูในส่วนวิธีการวิจัยเลย ลองคิดแบบเร็วๆว่าจะหาวิธีเพื่อให้ได้คำตอบยังไง ในส่วนนี้อาจารย์ที่ปรึกษาเริ่มมีบทบท เขาจะเป็นคนคอยแนะนำวิธีการศึกษาวิจัย กลยุทธ์การเลือกที่ปรึกษา ก็อาจจะเป็นว่าเลือกที่ปรึกษา ที่เราปรึกษาวิธีการวิจัยได้ ที่เราปรึกษาหัวข้อในประเด็นที่เราสนใจได้(ไม่จำเป็นต้องมีสองอย่างนี้ในคนเดียวกัน) ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเราจะไม่ได้เจอคนที่ดีพร้อมหรอก แต่การเติมองค์ประกอบให้ครบจะช่วยได้มาก
ในช่วงนี้ช่วงที่หัวข้อเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วให้มองการทำธีสิสเป็นลูป คือคิดว่าถ้าวางแผน จะทำอะไร หรือจะวิจัยยังไง ต้องรู้ให้ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ว่าวิธีการแบบนี้เวิร์คหรือไม่ ซึ่งมาได้จากหลายวิธีปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา หรือทำการทดสอบเล็กของตัวเองเพื่อดูผล ยิ่งเรามีลูปการลองทำเยอะเท่าไหร่ งานวิจัยของเราจะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น
พอมั่นใจแล้วจะค่อยเริ่มเขียน...
....
จะไม่ทัน
เพราะฉะนั้น อะไรที่เริ่มเขียนได้ก็เขียนไปก่อน เช่นส่วน statement of purpose คือค่อยๆเขียนค่อยร่างๆไปก่อน
ถ้าทำตามทั้งหมดนี้ก็น่าจะผ่านการทำธีสิสไปอย่างราบรื่น ต้องยอมรับว่าแก่นเนื้อที่คนหลายๆคนได้จากการทำธีสิสคือ การดิ้นรนพยายามทำงานงานให้จบ อยู่กับปัญหาให้นานพอ(แต่กรณีของเราตอนนี้คืออยู่กับมันนานเกินไป) หวังว่าผู้อ่านจะประสบผลสำเร็จในการทำธีสิสนะครับ
วิธีทำงานกับอนาคต
วันนี้ในการทำงานที่บริษัทซอฟแวร์ที่นึง เวลา 17 นาฬิกา 35 นาที ของวันที่ 18 เดือน ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2561 เราถกกับเจ้านายในประเด็นเรื่องการทำงาน และทุกครั้ง เหมือนเป็นประเพณีของที่นี่ เจ้านายของเรามักจะชอบสอดแทรก อินเนอร์ส่วนตัวลงไป เพื่อสอนเด็กๆรุ่นใหม่อย่างพวกเรา เขาบอกว่าข้อเสียของเด็กสมัยนี้คือ รู้เยอะ อ่านหนังสือเยอะ แต่เอาลงมาปฏิบัติจริงไม่ได้ คุณต้องลงเอามาทำให้ได้ ลองทำ ลองเล่น ให้คิดเลยว่าวันนี้จะฝึกอะไร อ่านน้อยๆแต่พอดี และใช้เวลากับการฝึกๆ ฝึกนำประชุม ฝึกพูดให้น่าสนใจ มันเลยทำให้เราแอบตั้งคำถามตัวเองอยู่ในใจ
การฝึกฝน ทำตาม ลองปฏิบัติแบบในตำราจะพาเรานำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้จริงหรอ?
บทสนทนากับตัวเองยังคงวนเวียนอยู่ แม้จะเลิกงานแล้ว ไปพร้อมๆกับเสียงของบีโทเฟ่นที่เล่นเพลงคลาสิกให้เราฟังผ่านทางยูทูป เรามีปัญหากับการทำตามสูตรสำเร็จมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เพราะเราเชื่อว่ามันมีพื้นที่จำกัดในการเป็น THE MAN THE MAN คือคนที่มีวินัย อดทน ฝึกฝนต่างๆนานา เพื่อไปยืนบนยอดแห่งความสำเร็จ ตลอดช่วงเวลา 10-15 ปีแรกของชีวิต เราไม่เคยชนะ THE MAN เลย พอเราตั้งใจฝึกฝนตามสูตรสำเร็จ เรามักจะไปมองเห็นคนที่ทำงานหนักกว่า มีวินัยมากกว่า หรือแม้แต่เด็กรุ่นใหม่(กว่าเรา)ที่เริ่มทำอะไรตั้งแต่เด็ก เราเป็นแค่คนกลางที่แข่งคนรุ่นเก่าไม่ชนะ และนับวันๆก็จะโดนเด็กใหม่แซงหน้าไป เส้นทางในลู่วิ่งที่คนในลู่ คิดเหมือนกัน ทำอะไรเหมือนกัน จะต้องมีคนแพ้เสมอ หรือในท้ายที่สุดถ้าเราชนะในลู่วิ่งนี้ เราก็จะแค่ไปแทนผู้ชนะเลิศในรอบก่อนหน้า แต่ไม่ใช่คนที่เป็นได้มากกว่าผู้ชนะเลิศคนก่อน
เราไม่ได้อยากเป็นเหมือนคนตำแหน่งสูงสุดของบริษัท เราอยากเป็นอะไรมากกว่า ความคิดนี้ทำให้เราเลิกที่จะเป็น THE MAN เราออกจากสนามแข่งขันทั้งที่ยังทำได้ไม่ถึงครึ่งทาง แล้วออกมาหาเส้นทางของตัวเอง เส้นทางใหม่ๆที่ไม่อยู่ในลู่วิ่ง คือไม่มีคู่แข่ง ไม่มีกฎกติกา และที่สำคัญไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จ แต่การไม่ต้องเสียเวลากับการแข่งขันคงทำให้เราได้ใช้เวลาในชีวิตมากขึ้น หลักการของเส้นทางของตัวเองคือ ทำยังไงก็ได้ ให้ได้แนวความคิดใหม่ แล้วการกระทำใหม่ๆ
ซึ่งการที่จะได้แนวความคิดใหม่ เกิดจากการได้รับความรู้ใหม่ก็ไม่ใช่ ทุกวันนี้ความรู้ใหม่ไม่มีอยู่จริง โลกอินเตอร์เน็ตทำให้คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ทั่วถึง และรวดเร็วมาก การจะได้ความรู้ใหม่จริงๆต้องเป็นการเสพความรู้ให้เร็วกว่าคนอื่น ซึ่งจะไปตกกรอบการแข่งขันอีก และเสี่ยงต่อการถูกความคิดของสังคมชักจูงให้กลับไปแข่งขันในสนามแข่งขันเดิมๆอีก
ฉะนั้นการจะได้แนวคิดใหม่ต้องเกิดจากการเอาความรู้เดิมๆเนี่ยละมาสังเคราะห์ สังเคราะห์ได้สองแบบ ผ่านการคิดโดยใช้เหตุผลนิยม แบบที่คิดแบบมีเหตุผลแล้วได้ความเข้าใจใหม่ๆ กับผ่านการลองลงมือทำแบบประสบการณ์นิยมโดยมีเป้าหมายที่จะได้เรียนรู้ เข้าใจอะไรใหม่ๆ เราจึงสรุปได้ว่า ถ้าอยากเดินบนเส้นทางของตัวเองต้อง
คิดใหม่ โดย เราตั้งใจว่าจะบันทึกข้อมูลใหม่ๆที่เข้ามาในแต่ละวัน เป็นกล่องๆใน trello และสังเคราะห์เป็น output หรือความเข้าใจใหม่ๆ จะไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือเสพข่าว เข้าสู่สมองส่วนความจำโดยตรง แต่จะผ่านกระบวนการคิดและสังเคราะห์อย่างพิถีพิถัน ทั้งนี้ถ้าการคิดใช้เวลาเยอะ จะส่งผลให้เราอ่านน้อยลง และมีเวลาไปโฟกัสกับอีกสิ่งได้มากขึ้นคือ
ทำใหม่ การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่เหมือนการฝึกที่รู้แน่ชัดว่าต้องทำอะไร แต่คือการที่ทำทั้งๆที่ไม่รู้อะไร การจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่ท้าทาย แล้วมันจะกระตุ้นให้เราทำ พอเราทำใหม่ เราจะได้ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆโดยในการทำแต่ละครั้ง ลูปการเริ่มทำ จนเสร็จและหยุดทำต้องสั้นมากๆ ขืนใช้เวลานานเกินไป ความเร็วในการเรียนรู้ของเราจะช้า และได้ความรู้น้อย
เราเชื่อว่าถ้าเราทำสองข้อนี้ มันน่าจะพอเราไปสู่ชีวิตที่เราต้องการได้ แต่
แล้วถ้าเราไม่ได้ฝึกๆทำตามคนอื่น มีอย่างอื่นที่เรายังจำเป็นต้องฝึกจริงๆมั้ย?
คำถามข้อนี้ทำให้เราวิเคราะห์และพบว่าจริงๆก็มีบางสิ่งที่ควรค่าแก่การฝึกนะ สิ่งนั้นคือสิ่งที่ถ้าเราฝึกแล้วเอาคนอื่นมาทำแทนเราไม่ได้ หรืออ่านแล้วไปทำตามไม่ได้เลย หรือมันสอนกันเป็นลำดับไม่ได้ หรือถ้าจะฝึกจริงใช้เวลานานกว่าจะทำเป็น เช่น การพูด การคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การนำทีม นี่สิ ถึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การฝึก และแต่ละเส้นทางของการฝึกก็เอามาวัดแข่งกันไม่ได้ ว่าคนนี้พูดเก่งกว่าคนนี้กี่เท่า และไม่ใช่สิ่งที่อ่านคู่มือ แล้วทำได้เลย แต่ต้องใช้ชั่วโมงบินนี่สิ ที่ควรค่าแก่การฝึก!!
สรุป 3 ข้อ
วิเคราะห์ข้อมูลที่เข้ามา – ทำฝึก - ลองทำ
Please guide me to design
เมื่อจู่ๆคุณ ซึ่งเป็นคนธรรมดา ก็ถูกทาบทาม ฉุด กระชาก ลาก บุก มาให้ออกแบบ มาคิดไอเดียอะไรใหม่ๆ แต่คนธรรมดาอย่างคุณไม่เคยเข้าใจเลยว่า การจะออกแบบอะไรซักอย่างต้องทำอะไรบ้าง บางทีการที่เราได้รู้จักแก่นของการออกแบบมากขึ้น อาจจะช่วยได้
ออกแบบ หรือ design เป็นคำกริยาที่มีแก่นคือ การเพิ่มหรือตัดออกองค์ประกอบเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งดำเนินงานโดย designer ในคำนิยามนี้จะได้เห็นว่ามีคำว่าองค์ประกอบอยู่ แล้วองค์ประกอบในที่นี้หมายถึงอะไร คำตอบขึ้นอยู่กับว่า"ออกแบบ"อะไรโดยจะยกภาพนี้เป็นตัวอย่าง
http://www.anothermag.com/art-photography/9863/the-japanese-artist-behind-the-iconic-great-wave
เราจะออกแบบภาพนี้ได้อย่างไร? ในภาพนี้มีองค์ประกอบของมัน อยู่ คือเส้น สี รูปร่าง ความเข้มหนา การจัดวาง. องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้เมื่อเพิ่มเข้า หรือตัดออก มันจะทำงานร่วมกันซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป และทุกการคัดสรรของการออกแบบ ต้องมีวัตถุประสงค์บางอย่างเช่น เพื่อความสวยงาม เพื่อการสื่อสารอะไรบางอย่าง หรือเพื่อสร้างประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งโดยในแต่ละวัตถุประสงค์ก็จะมีเกณฑ์ในการวัดผลอีกที
https://www.youtube.com/watch?v=z02K1b-zCg0 ยกตัวอย่างการออกแบบภาพคลื่นในทะเลเพื่อให้เด็กรับรู้ถึงความสนุก และปลอดภัยของทะเล
ภาพต้นแบบก็จะถูกตัดองค์ประกอบบางอย่าง ที่ไม่ได้ทำให้เด็กรับรู้ถึงความสนุกของทะเลออกเช่นความสมจริง และความอ่อนช้อยของคลื่น
และเพิ่มองค์ประกอบบางอย่าง ที่ทำให้เด็กรับรู้ถึงความสนุก และปลอดภัยของทะเล โดยในที่นี้อาจจะเพิ่มตัวละครบนภาพให้เด็กรับรู้อารมณ์ความรู้สึกขณะที่ไปทะเล จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบจะเป็นกรอบจำกัดของวัตถุดิบในการออกแบบ
การมีองค์ประกอบที่เยอะกว่าทำให้เพิ่มเข้าหรือตัดออกการออกแบบได้หลากหลายแบบมากกว่า เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจวัตถุประสงค์การออกแบบเพื่อมองให้เห็นถึงองค์ประกอบบางอย่างได้มากขึ้นจึงสำคัญ
แต่การเพิ่มเข้าตัดออกในแต่ละครั้งอาจจะไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในทีเดียว กระบวนการเพิ่มเข้าตัดออกนี้จึงวนซ้ำๆ เสมือนการขัดเกลา เพื่อให้การออกแบบนั้นคมมนยิ่งขึ้น บรรลุเป้าหมายได้มากขึ้นจนถึงระดับที่ต้องการ เสมือนเป็นหมุดหมายที่ไม่มีคำว่าดีที่สุดมีแต่คำว่าดีขึ้นๆ
โดยสรุปคือ หากจะเริ่มออกแบบอะไรสักอย่าง สี่สิ่งที่ต้องทำคือ
1. เข้าใจวัตถุประสงค์ของการออกแบบนั้นว่าทำเพื่ออะไรมีการวัดผลยังไง
2. เข้าใจองค์ประกอบของสิ่งที่จะออกแบบนั้น ว่ามันมีส่วนประกอบอะไรบ้างที่มาประกอบเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งการออกแบบภาพอาจจะมีองค์ประกอบเป็น เส้น สี รูปร่าง แต่การออกแบบเสียง อาจจะมีองค์ประกอบเป็นโทนสี เมโลดี้หรือวอลุ่ม และสิ่งเหล่านี้ทำงานร่วมกันยังไง
3. เพิ่มเข้าหรือตัดออกองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์
4. ทำกระบวนการเหล่านี้วนซ้ำๆ จนบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับที่ต้องการ
ขอให้สนุกกับการออกแบบนะครับ :)
Review DBT613 Life design project
"จบไปจะทำงานอะไร?" คำถามที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในสามโลก เพราะเรากำลังพูดถึงอนาคตที่เราไม่อาจเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
หลายคนเวลาเจอคำถามนี้ก็เลือกที่จะหยิบตัวเลือกที่พ่อๆแม่ๆพอจะรู้จักมาตอบโดยที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก ว่างานนี้ทำอะไรหรือเป็นอะไร และกลุ่มที่แย่ที่สุด ซึ่งเราก็เป็นคนกลุ่มนั้น คือกลุ่มคนที่เคยกวาดสายตาไปหาคนรอบตัว หรืออาชีพที่มีคนพูดถึง แต่ไม่มีอาชีพไหนที่เราอยากทำเลย คนกลุ่มนั้นจึงได้แต่มองหาต่อไป จนได้มีโอกาสเรียนปริญญาโทที่โครงการการจัดการการออกแบบ (DBTM program) แล้วไปเจอวิชา DBT613 Life design ซึ่งตัวอาจารย์ก็เคลมเองว่า วิชานี้เกิดมาเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ.. แบบพวกคุณ
โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะเอามาจากหนังสือ design your life :: How to Build a Well-lived, Joyful Life ของ Bill Burnett และ Dave Evans ที่เราเคยอ่าน
http://designingyour.life/the-book/ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เขาจะมีวิธีการ"ออกแบบชีวิต"บอกให้เป็นขั้นๆเลย แต่ตอนนั้นอ่านไม่จบ เลยไม่ได้ทำสิ่งที่เขาบอกในนั้น
การได้มาเรียนในคลาสนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำ ลองเล่นอะไรๆแบบที่เขาแนะนำในหนังสือ โดยในหนังสือเริ่มจากเหตุผลง่ายๆก็คือ ผู้เขียนเป็นครูสอนการออกแบบ และพบนักเรียนมากมายที่เจอปัญหาในชีวิตการทำงาน บางคนไม่ได้ทำงานตามที่ฝัน และไม่รู้จะเปลี่ยนงานยังไงในวัย 30 กว่าๆ หรือบางคนได้ทำงานที่ตัวเองเคยคิดว่าชอบ แต่ความจริงแล้ว เขาชอบแค่บางส่วนของงาน ไม่ได้ชอบทำตัวงานทั้งหมด เช่น เขาชอบทำอาหาร ก็เลยไปเปิดร้านอาหาร แต่พบว่าตัวเองไม่ได้ชอบขายอาหารด้วย ทำบัญชีด้วย และไม่ได้ชอบการทำธุรกิจ นี่คือแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนเริ่มเขียน เริ่มบอกเล่าถึงวิธีการ หรือเครื่องมือการออกแบบบางอย่างที่ช่วยให้เราได้"ค่อยๆสร้างแนวทางชีวิตของตัวเอง"ที่ใช้คำว่าสร้างเพราะแนวทางที่เราวาดฝันไว้อาจจะไม่มีอยู่จริง แต่เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง
กลับเข้ามาสู่ห้องเรียนในวิชา Life design อย่างแรกที่วิชานี้บอกเราก็คือ เนื่องจากแนวคิดในการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นการออกแบบชีวิตของแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป อาจารย์จึงบอกว่าไม่ต้องเชื่อแนวทางนี้ทั้งหมดก็ได้แต่ให้ลองทำดูแล้วคุณอาจจะเจออะไรที่นำไปปรับใช้กับชีวิตคุณได้
ในวันแรกอาจารย์ให้เริ่มจากจุดที่เราอยู่ในปัจจุบันโดยไม่สนใจว่าแต่ละจะมีอดีต มีพื้นเพยังไง ครอบครัวคาดหวังยังไง โดยจะมีกิจกรรม ให้ลองวิเคราะห์สถาณการณ์ในชีวิตตัวเองในปัจจุบันว่าเป็นยังไงบ้างในด้านต่างๆ โดยการให้คะแนนตั้งแต่ 0-100 คะแนน
ซึ่งมีทั้งด้านสุขภาพ(Health): สุขภาพกายและสุขภาพจิต ตอนนี้เป็นอย่างไร ได้ดูแลตัวเองในด้านนี้มากแค่ไหน และพอใจกับมันรึยัง จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้คะแนนเท่าไหร่?,
ด้านการทำงาน(Work): มีความสุขกับการทำงานมั้ย ได้รายได้หรือผลตอบแทนตามที่ตั้งใจไว้มั้ย หรือกำลังเรียนอยู่ แล้วทำงานโปรเจคต่างๆได้ดีมั้ย จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้คะแนนเท่าไหร่? ,
ด้านการได้เล่น(Play): มีงานอดิเรกมั้ย ได้ทำสิ่งอื่นๆที่นอกจากเรียน หรือทำงานอย่างเพียงพอมั้ย จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้คะแนนเท่าไหร่? ,
และด้านความรัก(Love): รู้สึกเป็นที่รักมั้ย มีความสุขในทุกๆความสัมพันธ์รึยัง? จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้คะแนนเท่าไหร่?
[ประเมินชีวิตตัวเองตอนนี้ในด้านต่างๆ]
พอได้วิเคราะห์ตัวเองกันบ้างแล้ว เพื่อนๆในคลาสส่วนใหญ่ก็จะเขินๆหน่อย เพราะการบอกว่าชีวิตของตัวเองมีปัญหาจนขนาดต้องมาเขียนๆ มันเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน เพราะเราชอบชิวๆกับชีวิต พอเจออะไรเข้ามาก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมากเป็นประเด็นจนถึงขนาดต้องเขียนออกมา แต่คราวนี้อาจารย์ให้ลองคิดเป็นว่าชีวิตเราจะเป็นอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มั้ย? ดีได้มากขึ้นอีกมั้ยในอนาคต? แล้วช่องว่างระหว่างอนาคตที่คิดไว้กับตอนนี้มันต่างกันเยอะมั้ย? ถ้าอนาคตเต็ม 100 คะแนน ตอนนี้ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ ก็เขียนให้คะแนนไป จากการลองทำพบว่า ถ้าเป็นโจทย์แบบนี้รู้สึกว่าเขียนง่ายขึ้น เพราะไม่ได้มองว่าชีวิตเรามีปัญหาอะไร(ซึ่งคนจะมองว่าเป็นคำถามในแง่ลบ ไม่อยากตอบ) แต่ให้มองว่าชีวิตจะดีได้มากขึ้นกว่านี้อีกมั้ย พอเขียนเสร็จแล้วก็จะมาเลือกว่าเราสนใจจะปรับปรุงด้านไหนของชีวิตก่อน เราเลือกงาน และเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆก็เลือกงาน เพราะเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด และเหมาะกับช่วงเวลานี้ที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากการเป็นนักศึกษา ไปสู่การเป็นคนทำงาน
อาจารย์บอกว่าพอรู้แล้วว่า เราอยู่ที่ไหน ก็ต้องกำหนดปลายทางว่าเราจะไปที่ไหน ซึ่งหลายๆคนรวมถึงเราจะมาตายเอาตรงนี้ เพราะเราก็ไม่แน่ใจในอนาคตแบบแน่ชัดว่าจะเป็นอะไร จะทำอะไร ก็เลยทำให้ล้มเลิกการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองไปด้วย แต่ในคลาสก็แก้ปัญหาด้วยการเขียนเป้าหมายแบบกว้างๆโดยใช้ชื่อว่า Work view และ Life view ซึ่งเป็น มุมมองต่อชีวิต และต่อการทำงานในอุดมคติว่า งาน หรือชีวิตที่เราอยากทำควรเป็นแบบไหน จะมีหรือไม่มีอะไรบ้างแบบกว้างๆและไม่ต้องยึดจากความจริงทั้งหมด ให้ยึดจากตัวเราเป็นหลัก ในขั้นตอนนี้จึงไม่เรียกว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายแต่เป็นการสร้างเข็มทิศของตัวเอง ที่ไว้คอยนำทางในเชิงว่า “ปลายทางอยู่ที่ไหนไม่รู้ละ แต่ว่าเรามาถูกทางแล้ว”
[เขียนสะท้อนตัวเองในเรื่อง Work view และ Life view ] แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าจะทำอะไร ไม่มีเป้าหมายไม่มีแผนการณ์ก็ทำอะไรกับอนาคตไม่ได้น่ะสิ ก่อนที่ทุกคนจะรู้สึกไม่แน่ใจกับวิชานี้ไปมากกว่านี้ว่าจะช่วยเขาได้จริงๆรึป่าว อาจารย์ก็ได้บอกว่า “เด๋วพวกคุณจะได้เขียน 5 years plan ในอีกสองถึงสามสัปดาห์ต่อมาแน่ วางใจได้ผมจะให้คุณเขียนแผนการณ์แน่นอน แต่ก่อนอื่น ผมรู้ว่าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองน้อยมาก”
ซึ่งอันนี้ทุกคนก็ยอมรับว่า เขารู้แค่ตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไรแต่ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร ซึ่งวิธีการที่ให้ได้มาซึ่งการรู้จักตัวเองในระดับลึกคือ การให้การบ้าน ให้ทุกคนไปจดบันทึกตัวเอง และไปทำแบบทดสอบหาว่าคนแบบเราถูกผลักดันด้วยอะไร
เนื่องจากอาจารย์คนนี้ ชื่นชอบเกมส์ ในแง่ที่มันทำให้คนติดเกมส์ หลงใหลไปกับมัน อาจารย์จึงให้แบบทดสอบที่สังเกตพฤติกรรมการเล่นเกมส์ของเรา เพื่อนำมาแปลงผลว่าเรามีแรงผลักดันอะไรบ้างในการทำหรือไม่ทำสิ่งใด
อันนี้เป็นแบบทดสอบ
https://gamified.uk/UserTypeTest2016/user-type-test.php#.W0szydIzbIU
และ อันนี้เป็นบทวิเคราะห์
https://gamified.uk/user-types/
นอกจากทำแบบทดสอบแล้ว อาจารย์ให้เราทุกคนไปจดบันทึกตัวเอง แต่ถ้าเป็นแบบไดอารี่ไปเลย ก็คงอาจจะไม่ได้อะไรมากขึ้น อาจารย์เลยแนะนำให้ประเมินกิจกรรมที่ตัวเองทำในแต่ละวันด้วย ความหมายคือเมื่อเราทำอะไรบางอย่างให้เราประเมินความรู้สึก ความนึกคิดของตัวเองด้วยว่าเราคิดยังไงกับมัน
[การวัดผลกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันด้วย Engagement gauge และ Energy gauge]
โดยมีหลักการประเมินอยู่สองอย่างง่ายๆคือ Engagement และ Energy โดย Engagement คือความรู้สึกมีสมาธิ สนอกสนใจเรื่องใดเรื่องนึง ซึ่งจุดสูงสุดของภาวะนี้คือการลืมวัน ลืมเวลาไปเลย หรือที่เรียกกันว่า Flow ส่วนอีกตัวคือ Energy สิ่งที่ทำอยู่นี้หลังจากทำเสร็จแล้ว มันให้พลังเรามั้ย ให้เรามีแรงไปทำอย่างอื่นต่อมั้ย ตัว Energy เป็นตัวความรู้สึกล้วนๆ ว่าเราทำเสร็จรู้สึกเบื่อ เหนื่อย หมดแรงอะไรแบบนี้มั้ย ซึ่งไม่ได้จำกัดในกรณีแค่เล่นกีฬาแล้วเหนื่อยอย่างเดียวนะ แต่เป็นการคุยกับคนแล้วเหนื่อย หรือแก้ปัญหางานแล้วหมดไฟทำงานเป็นวัน เรื่องแบบนี้คือเรื่อง energy ทั้งหมดเลย พอสั่งการบ้าน ได้งานแล้ว เรากับคลาสนี้ก็จะมาเจอกันอีกทีในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า... เพื่อให้เวลาให้เราและเพื่อนๆในวิชาได้ลองไปสำรวจตัวเองก่อน..............
...
..
.
3 สัปดาห์ผ่านไป ไวเหมือน 3 บรรทัด ทุกคนกลับมาในคลาสด้วยหน้างงๆ คุยกันในกลุ่มเพื่อน แล้วตั้งคำถามว่า แล้วแบบยังไง? ฉันชอบเล่นเกมส์แต่ไม่มีคนจ้างฉันเล่นเกมส์นิ อีกคนชอบเป็นพิธีกร เป็นคนตัดต่อวีดีโอ แต่ก็ไม่เก่งพอที่จะไปทำงาน บางคนที่รู้จักตัวเองมาระดับนึงแล้ว ก็จะไม่ค่อยแปลกใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นซักเท่าไหร่
[การจดบันทึกในช่วง 3-4 สัปดาห์] ส่วนเรา จากการที่ไปลองเขียนบันทึกเพื่อสำรวจตัวเองมา ถึงแม้เราจะรู้จักตัวเองมาบ้าง แต่มันก็ทำให้เห็นอะไรมากขึ้น ทั้งในแง่กิจกรรมที่เราชอบ กิจกรรมที่เราทำได้ดี และกิจกรรมที่เราไม่รู้ว่าตอนเราทำ เรามีสมาธิกับมัน หลงไหลไปกับมันมากขนาดนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่จดบันทึกนั้น ก็ได้มีโอกาสลองทำกิจกรรมใหม่ๆเข้ามาด้วย มันก็เลยทำให้ได้เห็นหลายๆมุมของตัวเอง พอทำบันทึกแบบนี้แล้ว ผลข้างเคียงคือ มีสมาธิมากขึ้น(จากการสังเกตตัวเองเพื่อบันทึก)
หลังจากที่ได้รู้จักตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการยำๆสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งที่ตัวเองมีออกมาสร้างเป็นอาชีพใหม่โดยให้ลองคิดไอเดีย Job description ของตัวเองออกมา จากสิ่งที่เราเป็น แบบที่ไม่ต้องยึดหลักความเป็นจริงมาก โดยใช้หลักการ Ideation วิธีการทำคือหยิบกระดาษใหญ่ๆมาหนึ่งใบ แล้วเขียนคำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเป็นจากกิจกรรมที่เคยได้ทำก่อนหน้านี้ แล้วพยายามคิดคำที่เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงแตกออกมาจาก คำตรงนั้นในลักษณะ Mind map เขียนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำให้ ทำอย่างนี้ 3 วง แล้วเอาคำข้างนอกสุดที่เตะตาเรา 3 คำรวมกันมาเป็น keyword ในอาชีพของเรา ข้อแนะนำคือคิดโดยไม่ต้องยึดหลักความเป็นจริง จะแปลกจะพิสดารยังไงก็ได้
ซึ่งเราก็ได้ลองทำกิจกรรมนี้แล้ว ปรากฏว่าได้เป็นอาชีพ นักเล่าข่าวร้าย เพราะข่าวร้ายมันเล่ายาก จะพูดก็ลำบากใจ เราจะเป็นคนช่วยบอก ช่วยเล่าข่าวร้ายให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด สร้างความหดหู่เศร้าหมองน้อยที่สุดเป็นต้น การทำกิจกรรมนี้ทำให้เพื่อนๆหลายคนได้แชร์อาชีพแปลกๆของตัวเองกันเช่น Story designer ,Collector เป็นต้น
หลังจากทุกคนเริ่มมองโลกในแง่บวกเกี่ยวกับความสามารถ ความชอบของตัวเอง ว่าจริงๆแล้วก็ยังพอจะไปทำอะไรได้อยู่บ้าง อาจารย์ก็พลิกมู้ด แล้วบอกให้เรามาเขียนแผนการณ์ 5 ปีของตัวเองกัน
และช่วงต่อไปนี่ล่ะที่จะเป็นของจริงของวิชานี้ โดยกติกาของการเขียนแผนการณ์ 5 ปีของวิชานี้คือ คุณจะหยิบอาชีพที่คุณคิดขึ้นมาเมื่อกิจกรรมที่แล้วก็ได้ หรืออาชีพที่คุณสนใจอยู่แล้วมาใส่แผนการณ์ 5 ปี ของคุณ โดยเราเรียกมันว่า Odyssey plan เป็นการเขียนสิ่งที่เราวางแผนวาดฝันไว้ในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า(โดยจะเน้นไปที่การทำงาน)
การเขียนแผนแบบนี้ทำให้เราไม่เพ้อฝัน และพยายามคิดว่าจะทำปัจจุบันยังไงเพื่อไปถึงอนาคตแบบที่วาดไว้ โดยอาจารย์ไม่ได้ให้เราเขียนแค่ 1 แผนการณ์แต่ให้เขียนถึง 3 แผน!! โดยแต่ละแผนการณ์ต้องเป็นแผน A (Plan A) ทั้งหมด หมายความว่าแผนที่ 2 และ 3 จะไม่ใช่แผนสำรอง แต่เป็นแผนดีๆเหมือนกันแบบที่สมมติว่าเรามีสามชีวิต เราก็จะมีอนาคต 3 แบบที่ไม่เหมือนกัน และแต่ละแผนก็ดีที่สุดในแบบของมันเอง จุดนี้เป็นแก่นของวิชานี้เลยก็ว่าได้ ที่ไม่ยอมให้เรามีคำตอบที่ดีที่สุดคำตอบเดียว และนี่ก็ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงแบบที่ถ้าไม่ได้ A แล้วจึง B แต่เน้นให้เราสำรวจความเป็นไปได้ของชีวิตเราในอีก 5 ปีข้างหน้าของเราทั้งหมด และในตอนทำกิจกรรมนี้จำได้ว่าเป็นช่วงที่ต้องให้เวลากับตัวเองมากในการคิดแผนที่ 2 และแผนที่ 3 อาจารย์แนะนำเพิ่มเติมว่า สมมติว่าถ้าคุณอยากทำงานธนาคาร แต่ปีต่อมา ธนาคารล้มละลาย คนไม่ได้ใช้เงินสด และไม่ได้ฝากเงินอีกต่อไป อาชีพการทำงานธนาคารหายไปจากโลก ถึงตอนนั้นคุณจะทำอะไร? หรือถ้าคุณได้พรวิเศษที่จะทำให้คุณทำอะไรก็ทำสำเร็จ คุณอยากทำอะไร
[แผ่นสำหรับเขียน Odyssey plan ]
พอเขียนแผนการณ์ 5 ปี ออกมา 3 แผนแล้ว เราก็จะมาวิเคราะห์แผนการณ์ที่ตัวเองเขียนด้วยหัวข้อดังนี้ เราชอบแผนนี้มากแค่ไหน(Like it)
เรามีพื้นฐานหรือ ความสามารถพอที่จะทำแผนนี้ให้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน(Resource)
เรามั่นใจกับแผนนี้มากแค่ไหน(Confidence)
และแผนนี้มันสัมพันธ์กับเข็มทิศของเรามากแค่ไหน(Coherence)
พอประเมินแล้วเราก็จะมาเขียนคำถามที่เราไม่แน่ใจ กังวลใจ หรืออยากได้คำตอบเพื่อจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะไปต่อกับเส้นทางนี้หรือไม่ไปต่อ คำถามพวกนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งมาสังเกตสิ่งที่ตัวเองก็จะพบว่ามันเป็นความกังวล กังวลว่าพอไปทำงานจริงๆแล้วจะไม่เหมือนภาพในหัวที่เราคิดว่าอาชีพนี้มันจะดียังงั้น ดียังงี้
หลังจากที่เราเริ่มรู้จักตัวเอง และขมวดประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเรามาสร้างเป็นแผนการณ์ 5 ปีจำนวน 3 แผนแล้ว และมีการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นต่างๆแล้ว ต่อไปจะเป็นกิจกรรมยาวๆ 3 เดือนเลย
3 เดือนที่เราจะลองไปทำแผนการณ์เหล่านั้นกัน!!
แต่เด๋วก่อนๆนี่มันแผน 5 ปีไม่ใช่แผน 3 เดือน ต้องมีการเข้าใจผิดกันแน่ๆ เพราะปกติแนวทางการตั้งเป้าหมายชีวิตคือกำหนดเป้าหมายว่า 3-5 ปีข้างหน้าว่าเราอยากเป็นอะไร(5 Years plan) แล้วค่อยกำหนดแผนปฏิบัติการ(Action plan) ในปีที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม และมีการวัดผลเรื่อยๆ นี่เป็นวิธีปกติ แต่ทำไมอาจารย์ถึงให้เวลาแค่ 3 เดือนในการลงมือทำล่ะ?? แถมมีถึง 3 แผน
ซึ่งคำตอบก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจเหมือนกัน อาจารย์บอกว่าคอนเซ็บของวิชา Life design นี้ เขามีความเชื่อว่า เราคาดการณ์อนาคตไม่ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นแผนการณ์ที่เราเขียนขึ้นมา จะไม่มีทางเหมือนที่คิดไว้ 100% และถ้าเกิดทำตามแผนไป 3 ปีแล้วพบว่าไม่ใช่ล่ะ? จะทำยังไง? วิธีที่ทำได้คือทดสอบแผนการณ์ซึ่งในภาษาการออกแบบเรียกว่า Prototype หลังจากเรามีแผนการณ์แล้ว เราต้องคิดวิธีการทดสอบ คำถามสามคำถาม ที่เป็นพวกความกังวล ความไม่แน่ใจ หรือคำถามที่อยากได้คำตอบเพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้น
"เราไม่รู้มีทางรู้หรอกว่างานที่เราทำจะชอบมั้ยจนกว่าจะได้ไปลองทำ" แล้วก็มีเพื่อนในห้องแย้งขึ้นมาว่า อาจารย์ผมอยากเป็นนักบินอวกาศ แล้วผมจะลองเป็นลองทำได้ยังไง? อาจารย์ก็แนะนำว่าเราสามารถทดสอบแผนการณ์ได้หลายแบบ ทั้งเข้าไปลงมือทำเลย การไปฝึกงาน หรือวิธีที่ง่ายที่สุดคือ คุยกับคนที่เก่งๆในสาขาวิชานั้น คุยเพื่อให้รู้จักตัวอาชีพเขา วิธีการทำงาน รวมถึงวิถีชีวิตด้วย อาจารย์บอกว่า มีหลายคนที่ได้ทำงานที่ชอบไม่นาน เพราะเขาไม่ได้ชอบวิถีชีวิตแบบที่งานนั้นบังคับให้เป็น เช่น การเป็นฟรีแลนซ์ คุณอาจจะทำงานไม่เป็นเวลานะ คุณรับได้มั้ย คุณอาจจะต้องทำงานข้ามวันเลยนะ คุณรับได้มั้ยเป็นต้น
มีคนถามว่าจะหาคนเหล่านั้นจากไหน? อาจารย์ก็ตอบว่าให้ใช้วิธีให้คนอื่นแนะนำให้เราไปรู้จักกับอีกคน(referral) หรือเราจะตัดแค่ส่วนๆหนึ่งของหน้าที่ในงานนั้นมาลองทำก็ได้ ตัวอย่างเช่น เพื่อนอยากเปิดร้านขายเค้ก นอกจากจะไปถามเจ้าของธุรกิจร้านเค้ก ให้ลองถามตัวเองดีๆ ส่วนที่เป็นแก่นของอาชีพนั้นคืออะไร ที่ทำให้อาชีพนั้นมีคุณค่า เช่นแก่นของธุรกิจร้านเค้ก คือการขายเค้กเป็นหลัก ให้เราพอได้แก่นมา ที่เล็กพอที่เราจะลองทำอะไรกับมันได้ อย่างในตัวอย่างนี้คืออยากเปิดร้านขายเค้ก ก็อาจจะลองทำเค้กไปฝากร้านขายก่อน หรือขายเพื่อนก่อนโดยที่ยังไม่มีหน้าร้าน เท่านี้ก็ทำให้เราพอรู้ และได้ข้อมูลมามากพอแล้วที่จะบอกได้ว่าแผนการณ์ในอนาคต ของเราใช่เราหรือไม่
ซึ่งการทำในแต่ละครั้ง ให้เอาความรู้สึก ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้มาปรับปรุงแผนการณ์ของเราให้เข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้นๆ หรือเหมาะกับตัวเรามากขึ้น ซึ่งอาจารย์บอกว่าทำใจหน่อยนะ คุณอาจจะต้องผิดหวังกับแผนของคุณ และคุณจะต้องเจอคนมากมาย แต่ทั้งหมดก็เพื่อให้คุณไม่ต้องไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่ในชีวิตของคุณ..
สุดท้ายก่อนที่จะแยกย้ายกันไปลุย"สนามจริง" อาจารย์ได้เล่าอะไรให้ฟังอย่างหนึ่ง "เอาจริงๆแล้วงานดีๆที่คุณตามหาไม่ได้อยู่ในอินเตอร์เน็ต ไม่ได้อยู่รอบตัวคุณ แต่มาจากคนที่คุณรู้จักมากกว่า งานบางอย่างเขาไม่ประกาศหาคนตามที่ทั่วๆไป แต่เขาหาจากการให้คนแนะนำต่อๆกันมา ซึ่งในสังคมไทยอาจจะมองว่าเส้นสาย แต่การทำแบบนี้ก็เพราะมันเป็นการคัดคนได้ในระดับหนึ่งจากคนที่มีอยู่มากมาย ก็คนที่เก่ง คนที่มีความสามารถมักมารวมตัวกัน และรู้จักกัน แต่คุณดันไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มนั้นก็เท่านั้นเอง" เรื่องนี้อาจารย์ก็ท้าพวกเราไปเหมือนกัน เชื่อมั้ย จะมีคนบางคนได้งานที่ตัวเองสนใจจากการทำกิจกรรมแบบนี้
ในเวลา 3 เดือนจะเป็นเวลาที่เราได้เจอความจริงในโลกความจริง
เราเขียนแผนการณ์ 5 ปีของเรา โดยแผนแรก เราอยากทำธุรกิจ เราอยากเปิดบริษัทของตัวเอง
สำหรับแผนนี้ เราชอบ 80% เรามีฐานกับเรื่องนี้ 70% เรามั่นใจกับแผนนี้ 80% แต่แผนนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องเข็มทิศที่เราเขียนไว้แบบเป้ะๆ 50%
สำหรับแผนการณ์นี้ สิ่งที่เรากังวลใจ หรือคำถามที่เราอยากหาคำตอบก็คือ เรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตนี่ล่ะ เราได้ยินว่าคนทำธุรกิจเครียดมาก นอนไม่ค่อยหลับ คิดๆๆตลอดเวลา และเป็นหนี้หัวโต เราอยากรู้ว่าจริงมั้ย? และจะจัดการความเสี่ยงพวกนี้ยังไง ไม่ให้กระทบชีวิตด้านอื่นๆ และเรื่องที่เราจะเหมาะมั้ย เราจะเบื่อรึป่าว เราได้ยินว่าคนทำธุรกิจต้องไหวพริบดี คุยเก่ง แต่นั่นไม่ใช่เราเท่าไหร่เลยนะ เราต้องเป็นคนแบบนั้นจริงๆหรอ หรือมีวิธีปิดข้อด้อยเหล่านี้มั้ย แค่นี้ละ ที่เรารู้แล้วจะตอบได้ว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากเป็นรึป่าว
แผนการณ์อีกอันนึงคือ เราคิดจากว่าถ้าเราไม่ได้ทำธุรกิจแล้ว ตลาดหุ้นและระบบทุนนิยมล่มสลาย เราไม่สามารถใช้ความสามารถกอบโกยเงินจากตลาดได้เราจะทำอะไร? เราก็คิดแบบที่ไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนจริงๆ
คือเราอยากเป็นนักวางแผนนโยบายประเทศ! ความคิดนี้หายไปจากเรามานานมาก เพราะเรารู้สึกว่าการทำงานภาคสังคมทำได้แค่เยียวยาสังคม แต่ยังไงมันก็จะไม่เปลี่ยนสังคม ภาคเอกชนเท่านั้นที่จะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ถ้าไม่มีธุรกิจ เราจะมาสายการเมืองเลยนี่ล่ะ! ซึ่งแผนนี้
เราชอบแผนนี้นะ บ้าพลังดี 85% เรามีฐานกับเรื่้องนี้น้อยมากๆ แทบไม่รู้เรื่องเลย กระบวนการทางการเมือง การวางแผนนโยบายที่เคยสอนในวิชา สปช.และหน้าที่พลเมืองก็ลืมไปหมดแล้ว 40% เรามั่นใจกับแผนนี้ประมาณ 40% คือไม่ค่อยแน่ใจในหลายๆเรื่องเช่น ต้องมีเส้นสายมั้ย ต้องเป็นคนพูดเก่งรึป่าว ซึ่งแผนนี้ใกล้เคียงกับเข็มทิศของเรานะ 70%
สำหรับเรื่องนี้เรามีความกังวลใจหลายอย่างเลย คือการทำงานด้านการเมืองด้านนโยบาย เข้าใจว่าเราต้องทำงานร่วมกับภาครัฐที่ใครๆก็พูดว่ามันไม่ประสิทธิภาพ มันล่าช้า มีการฉ้อโกงกันเยอะ เราจำเป็นต้องทำงานกับภาครัฐมั้ย หรือมีวิธีอื่นที่เราได้ทำงานนี้โดยไม่ต้องทำงานกับภาครัฐโดยตรง แล้วฉันต้องเตรียมตัว วางแผนอะไรยังไงบ้าง ต้องเรียนอะไรเพิ่มมั้ย หรือต้องมีเส้นสายแบบที่ใครๆก็พูดรึป่าว
ซึ่งในวิชานี้เราลักไก่ ไม่ได้เขียนสามแผน เขียนและทำแค่สองแผน เพราะไม่มีเวลา 55 ในแผนแรก ที่เราอยากเป็นนักธุรกิจ เราเริ่มจากการไป สังเกต และทำงานเป็นลูกมือพ่อที่รีสอร์ท ไปดูสิ่งที่ไม่เคยดู ถามสิ่งที่ไม่เคยถาม เราได้เห็นกิจวัตรของคนทำที่พักต้องเจอคือ มีตำรวจแวะมาเยื่ยมบ่อยๆ มีลูกค้าบ่นในอินเตอร์เน็ต หรือการดูแลบริหารจัดการคนงาน ซึ่งการไปดูครั้งนี้ไม่ได้ช่วยให้เราตอบคำถามได้มากนัก แต่ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าคำว่านักธุรกิจมันกว้างมากเลยนะ มีนักธุรกิจหลายแบบมากทั้งซื้อมา ขายไป ทำสินค้าขาย หรือขายบริการ มันกว้างมากกก
เราเลยทำให้คำนี้มันเล็กลงและเจาะจงมากขึ้น โดยสิ่งที่น่าจะตรงกับเรามากขึ้นอีกนิด คือเราสนใจอยากจะเปิดบริษัท Consultant เราจึงได้นัดคุยกับพี่คนนึงที่ได้ยินว่าเขาเพิ่งจบไป 2 ปีแต่เปิดบริษัท Consult เป็นของตัวเองแล้ว เราจึงทัก facebook ไปหาเขา บอกเขาว่าเราสนใจธุรกิจด้านนี้ ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยได้มั้ย ก็เลยได้คุยกันถึงเนื้องาน วิธีการทำงาน และช่วงแรกๆที่เปิดบริษัท มีช่วงนึงเขาเล่าว่า "จริงๆแล้วคนชอบพูดว่าคนที่จะเป็นที่ปรึกษา ต้องดูมีอายุ ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งเด็กๆอย่างเราก็สามารถทำให้น่าเชื่อถือได้โดยการเปลี่ยนการแต่งตัว ตัดผม และ ตอนให้คำปรึกษาก็ไม่ต้องเป็นคนพูดเก่งก็ได้ แค่ฟังให้เป็น ถามให้ถูกจุดก็พอ" การได้คุยกับพี่เขา ช่วยตอบคำถามให้เราได้บางข้อแล้ว
ต่อมาพี่เขาก็แนะนำให้ลองไปโครงการอบรมผู้ประกอบการที่นึง ที่น่าจะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการความเสี่ยงในธุรกิจได้ดีขึ้น เราสมัครโครงการอบรมไป และไปเข้าร่วมเป็นเวลาสามวันที่สอนแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง Lean start up เป็นแนวคิดและกระบวนในการทดสอบไอเดียทางธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยง และเป็นการปรับปรุงพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็วโดยการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ(build) วัดผลตอบรับ(measure) และเอาผลมาปรับทิศทางธุรกิจ ปรับปรุงสินค้า(Learn) ซึ่งในโครงการจะได้ลองทดสอบไอเดียทางธุรกิจจริงๆ วัดผลและปรับปรุงตัวไอเดียจริงๆ นอกจากนี้ในงาน มีกลุ่มคนหลากหลายที่สนใจธุรกิจ เราได้คุยกับพี่คนนึงที่เขาทำ start up เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เราถามเขาว่าพี่จัดการความเสี่ยงในธุรกิจยังไงไม่ให้กระทบด้านอื่นในชีวิต เขาก็บอกว่า เขาเอาด้านต่างๆในชีวิตมาลงกับธุรกิจด้วยทั้งการหาที่พักใกล้ที่ทำงาน ปรับตัวให้คล่องตัวต่อการมาทำงาน นอนเร็วขึ้น หยุดเล่นเกมส์ เท่านี้ชีวิตด้านอื่นก็ไม่กระทบแล้ว ฟังแล้วดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถามแต่ความหมายของพี่เขาก็คือ น่าจะเป็นว่าให้ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับงาน ฉะนั้นเลือกงานดีๆ ซึ่งพี่คนนี้น่าสนใจมากที่ในทีมธุรกิจมีคนเก่งๆที่อายุมากกว่าเขาหลายคน เขาไปเจอคนแบบนี้ได้ยังไง ชวนเขามาร่วมงานยังไง พี่เขาก็ตอบว่าก็เจอมาจากงานอีเว้น งานอบรมแบบนี้ล่ะ ที่คนสนใจเรื่องธุรกิจมาอยู่รวมตัวกัน มาสัมนา ในงานเราได้เจอกับพี่อีกคนนึง เขารับ consult ธุรกิจอยู่เหมือนกัน เขาบอกว่าธุรกิจ consult นี่คือธุรกิจขายอากาศ เราช่วยแนะนำสิ่งที่เขาไม่มีความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ และบางทีเราอาจจะต้องไปทำให้เขาด้วย คือแทบจะเป็นการจับมือทำเลยทีเดียว พอจบโครงการอบรม พอดีว่าอาจารย์ในคณะเรารู้จัก พี่ที่ทำบริษัท IT consultant พอดี ซึ่งตอนที่ได้คุยกันแรกๆเราก็ประทับใจ ในความคิดทางธุรกิจ ของเขา ทำให้เรามีคำถามในแผนการณ์นี้เพิ่มเข้ามาอีก มีหลักการหรือ ประสบการณ์ทางธุรกิจแบบไหนมั้ยที่เรายังไม่รู้อีก ซึ่งพอได้จังหวะเราจึงขอโอกาสเข้าไปฝึกงานกับพี่เขา ซึ่งเป็นที่ปัจจุบันที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้เอง
และ
ต่อมาเป็นการเริ่มแผนการณ์ที่เรากังวลที่สุดซึ่งเริ่มเวลาใกล้ๆกับแผนการณ์แรก เราเริ่มจากไปลงคอร์สเรียนเรื่องการเมือง การปกครองของมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาโครงสร้าง และกระบวนการทำงานวางแผนนโยบาย ซึ่งพอมีความตั้งใจชัดๆแบบนี้เลยได้รู้อะไรหลายอย่างๆ เช่น
การจะเป็นนักวางแผนนโยบายมีลู่ทางในอาชีพได้สามแบบ
หนึ่งคือเข้าร่วมกับพรรคการเมือง
สองเข้ากับหน่วยงานวิจัยนโยบายเช่น TDRI
หรือทางสุดท้ายคือไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าเขาเห็นเราเก่งด้านไหน เด๋วเขาก็ทาบทามเอง!! แล้วเราก็ได้มีโอกาสไปพูดคุยกับพี่ที่ทำ NGO ซึ่งได้คุยกันก็ทำให้รู้ว่า NGO ไม่ได้มีแต่พวกด่าๆแล้วก็ประท้วงอย่างเดียว แต่มีคนที่ทำเรื่อง human development ด้วย โดยที่นี่ใช้บอร์ดเกมส์สอนเรื่องประชาธิปไตย สอนการสื่อสารอย่างสันติ ทำให้เรารู้ว่าเราสามารถตั้งองค์กรแบบนี้ที่มีส่วนคอยสนับสนุนการทำงานของภาครัฐก็ได้ ต่อมาความสนใจของเรานำพาให้เราไปรู้จักธุรกิจ start up ที่ทำงานกับภาครัฐโดยตรง(Gov tech) โดยเราได้ไปคุยกับพี่คนนึงที่ทำธุรกิจแนวนี้พอดี เราได้ฟังปัญหาการทำงานร่วมกับภาครัฐ ได้รู้เกี่ยวกับสัญญาการทำงานที่เรียกว่า TOR ที่ทำให้การทำงานของเขาเป็นไปด้วยความยากลำบาก รวมถึงสิ่งที่เป็นปัญหาของคนที่อยากจะมาทำตรงนี้ที่ต้องตีโจทย์ให้แตกและคิดให้ออกคือ จะหาเงินมาจุนเจือธุรกิจยังไง ตอนนี้บริษัทของพี่เขา ยังคงต้องหาแหล่งเงินทุนอยู่ นอกจากนี้ เราได้คุยกับอาจารย์ที่ทำวิจัยเพื่อจัดทำแผนนโยบายให้ภาครัฐ เขาก็บอกว่าต้องยอมรับนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังคงเป็น Top down อยู่คือ ทางรัฐอยากได้อะไร เขาก็จะบอกมา แล้วให้ภาคเอกชนมาประมูลกันเพื่อเลือกว่าใครสมควรจะได้งาน
หลังจากที่พบว่าแผนการณ์ที่อยากเป็นนักวางแผนนโยบายช่างยากเย็นนัก แต่เราก็ยังคงพูดคุยกับคนในวงการต่อไปแม้จะเลย สาม เดือนมาแล้ว โดยเราจะไปคุยกับพี่ที่เคยทำงานพรรคการเมืองอยู่ เผื่อจะได้อะไรที่มาปรับแผนการณ์ของเราได้และเข้าใจอะไรมากขึ้น
[บันทึกช่วงเวลาสามเดือนที่ได้ออกไปคุยกับคนต่างๆในแวดวงอาชีพ]
ครบสามเดือนแล้ว! เราจดสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ในสมุด และได้มีโอกาสทบทวนตัวเองถึงข้อคิดที่ได้มา สิ่งนึงที่เรารู้สึกเลยก็คือทัศนคติของคนรอบตัวเรามีผลต่อชีวิตเรามากกก โดยเฉพาะเรื่องอาชีพ หรือการทำงานนี่ละ อย่างเช่น เราก็คิดตามที่เคยได้ยินมาว่า คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ จะได้เป็นนายตัวเอง เลือกเวลาเข้าทำงานได้ ได้ทำสิ่งที่ชอบ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่! นั่นมันคนรวย ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจ เรามักเอาสองคำนี้มาเป็นความหมายเดียวกันเสมอๆ หรือถ้าอยากช่วยคน ก็ต้องเรียน... สิ หรือทำอาชีพ... สิ ซึ่งพอได้ออกมาเจอโลกความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นยังงั้น มันมีทางเลือกเยอะกว่านั้นอีกมาก แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าทางเลือกเยอะกว่า แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นเขาพูดๆกัน บางทีอาจจะไม่เป็นจริงเลยในคนที่เขาทำสายงานนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งนึงที่เตือนใจเราอยู่เสมอสำหรับการเรียนวิชานี้ก็คือ
"Keep update your software"
เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว โอกาสใหม่ๆก็เข้ามา ดังนั้นอย่ายึดติดอยู่กับความคิดความเชื่อเดิม ออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง และทดสอบแผนการณ์ของเรากันเถอะ!!
รำลึกเรียนจบ กับการเข้ามาเรียนที่ DBTM
เรายังจำได้เมื่อประมาณสี่ปีก่อน เรายืนอยู่ที่ลานจอดรถในคอนโด ในใจกำลังลนลานเพื่อจะโทรไปถามรายละเอียดเกี่ยวกับ"โอกาส"กับคนๆหนึ่ง โอกาสนั้นอยู่ในสองกำมือเราแล้ว แต่ด้วยความที่โอกาสเหล่านั้นต้องคว้าเอาด้วยสองมือ จึงไม่เหลืออะไรเอาไว้คว้าจับโอกาสอื่นๆด้วย เราจึงจำเป็นต้องเลือกโอกาสบางโอกาส ในช่วงนั้นอาจเป็นช่วงที่เรียกได้ว่า อนาคตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เสมือนประหนึ่งเป็นยุคเรืองรองของเด็กที่มีความฝันอยู่เต็มตัว
ทางเลือกในการเรียนต่อมากมายประจังหน้าเข้ามา ก่อนหน้านั้นเราได้มีโอกาสไปเข้าอบรมการตลาดมา และก็ได้ยินแนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจ start up มาจากที่ฝึกงาน จึงพบว่า นวัตกรรมน่าจะเป็นสายงานในฝันของเรา ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในไทย ถ้าอยากเรียนอาจจะต้องบินไปเรียนที่ต่างประเทศเลย โชคดีที่ในไทยยังพอมีคณะที่เปิดสอนอะไรแบบนี้บ้างอยู่สองสามที่ให้พอเป็นโอกาสให้กับเรา เราโทรไปคุยหลายที่แล้วแต่ยังไม่เจอที่ๆถูกใจ และนี่ก็เป็นที่สุดท้ายที่เราโทรไป
เรายังคงรอคู่สายให้รับสายอยู่ หลังจากเขาคนนั้นรับสายและเราได้คุยกัน น้ำเสียงเขาดูมั่นใจ เป็นผู้ชายวัยกลางคน เราสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจของอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ไปเรียนเมืองนอกมา และอยากเอาหลักการวิชาบางอย่างที่ได้เรียนที่โน่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในตอนนั้นกลับมาสอนที่เมืองไทย หากไม่ได้คุยกัน เราคงตัดสินใจเลือกโครงการนี้ได้ไม่ดีนัก
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้มาเรียนที่โครงการการจัดการเชิงออกแบบ( DBTM program) ในคณะ สถาปัตยกรรม ในช่วงเวลาสามปีครึ่งที่ได้ร่ำเรียนในระดับปริญญาตรี ก็มีหลายคนที่เข้ามาถามเกี่ยวกับ สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เป็นอยู่ในโครงการของเรา
เรียนอะไร?
จบไปทำอะไร?
เรียนยากมั้ย?
ต้องวาดรูปเก่งรึป่าว?
เราเก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ เพื่อรอวันเวลาที่ความรู้ ความเข้าใจจะตกผลึก
โครงการการจัดการเชิงออกแบบ หรือชื่อย่อ DBTM ย่อมาจาก Design ,Business and Technology management เป็นโครงการที่สอนการสร้างนวัตกรรมให้นำไปใช้กับธุรกิจได้ แต่คำว่านวัตกรรม หรือ innovation มันเป็นคำที่กว้างมากๆ เวลาจะพูดกันต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เพราะไม่มีคำนิยามที่ชัดเจน แต่ในความหมายคำว่านวัตกรรมของโครงการของเราคือ
https://designthinking.ideo.com/?page_id=1542
ไอเดียที่มีความเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี(Feasibility) และสามารถสร้างผลประกอบการในทางธุรกิจได้ ซึ่งการจะสร้างผลประกอบการทางธุรกิจได้ ไอเดียนั้นต้องผลิตมาขายแล้วได้กำไร สร้างผลกำไรในระยะยาวได้ในระดับที่มีคนยอมลงเงินสนับสนุนเรา(Viability) แต่การที่ไอเดียนั้นจะสร้างผลกำไรในระยะยาวได้ โครงการของเราเชื่อว่า ไอเดียนั้นต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนจริงๆ(Desirability) เลยกลายมาเป็นเสาสามเสา ที่ยึดโยงจนทำให้เกิดนวัตกรรมได้ โดยโครงการที่เราเรียนจะเน้นให้ความสำคัญไปตรงที่ Human desire มากที่สุด กล่าวคือ เริ่มที่ความต้องการของผู้คน เพราะถ้าไม่มีคนต้องการ ก็ไม่มีใครจ่ายเงินให้ พอไม่มีเงินสนับสนุนก็ไม่เกิดธุรกิจหรือ อาจจะอยู่ได้ไม่ยั่งยืน พอไม่มีธุรกิจก็ไม่สามารถเอาเงินไปพัฒนาเทคโนโลยีได้ โดยที่เราใช้คำว่าไอเดีย เพราะมันมีหลายรูปแบบมาก เป็นได้ทั้งสินค้า เป็นได้ทั้งบริการ เป็นได้ทั้งระบบการจัดการ เป็นได้ทั้งการใช้สถานที่ หรือเป็นได้ทั้งแผนธุรกิจ ทั้งแผนเลย
บางทีก็อาจจะยึดโยงไปถึงภาพรวมของโลกธุรกิจในตอนนี้ก็ได้ การแข่งขันสูง ลูกค้ามีทางเลือกมากมายในการซื้อสินค้าและบริการ เราต้องแข่งกันเอาใจลูกค้า ใครเข้าใจลูกค้ามากสุดคนนั้นได้เปรียบ การยัดเยียดให้เขา จะไม่ส่งผลให้เขาซื้ออีกต่อไป
"ของดี ที่มีมูลค่าในทางเศรษฐกิจแต่ขายไม่ได้ คนไม่ซื้อ ก็ไร้ประโยชน์ เป็นแนวคิดฝังหัวตลอดการเรียนสามปีครึ่งที่ผ่านมา "
ตัวโครงการ จะเน้นการเรียนแนวคิดการออกแบบโดยยึดความต้องการของผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง(Human center design) ซึ่งขอเรียกสั้นๆว่าแนวคิดการออกแบบไปเลยละกัน เพื่อไปสร้างนวัตกรรมซึ่งมีกระบวนการในการออกแบบดังนี้
https://www.oceanit.com/services/design-thinking Empathize การเข้าใจความต้องการของลูกค้า Define การตีความ และนิยามประเด็นปัญหา Ideate การสร้างแนวคิด ไอเดียใหม่ๆโดยเน้นที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ Prototype การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้ทดลองมีปฏิสัมพันธ์กับไอเดียของเรา Test การนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น
โดยการทำทั้งหมด หัวใจของมันคือการเรียนรู้ลูกค้าให้มากที่สุด ไปพร้อมๆกับการสร้างสินค้าออกมา กระบวนการนี้จะวนลูปไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเป็น continuous improvement
วิชาที่เรียนเรื่องแนวคิดการออกแบบ แบบนี้จะอยู่ในปีสอง ส่วนปีหนึ่งจะเป็นวิชาการเรียนปูพื้นฐานในทางศิลปะ อย่างวิชา DBT212 Aesthetic and form เช่นการใช้เส้น การเข้าใจองค์ประกอบของภาพ ของสี ซึ่งวิชานี้จะมีประโยชน์ในการไว้สื่อสารไอเดียต่างๆ หรือการออกแบบ visual appearance ในปีสูงๆถัดไป (สิ่งที่สามารถเห็นได้ด้วยตา)
และพวกวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ AP165 Value creation economy สอนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ และความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินพื้นฐาน
อีกวิชานึงที่เจอในปีหนึ่งคือ DBT211 Design in everyday life วิชาที่แม้แต่คนเรียนผ่านมาแล้วก็ยังงงๆในตอนแรกว่าได้อะไร ในวิชาสอนถึงการออกแบบที่อยู่รอบๆตัวเรา วิชานี้น่าจะเอาแรงบันดาลใจมาจาก คำพูดที่นักออกแบบบางกลุ่มชอบบอกว่า "ผมเป็นนักออกแบบ ผมออกแบบได้ทุกอย่าง แต่ผมออกแบบชีวิตตัวเองไม่ได้เลย" วิชานี้โฟกัสที่เรื่องง่ายๆคือการจัดการตัวเอง การเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง การจัดการเวลา การพัฒนาตัวเอง และทักษะพื้นฐานอย่างการนำเสนอผลงาน.. ในวิชานี้เราจะได้ศึกษาแนวคิดการจัดการตัวเอง การจัดการเวลาตั้งแต่แนวคิด 80/20 แนวคิด งาน 4 แบบ สำคัญเร่งด่วน สำคัญไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญเร่งด่วน ไม่สำคัญไม่เร่งด่วน เป็นต้น พูดง่ายๆก็คือวิชานี้ อยากให้เราจัดการอะไรกับชีวิตมากขึ้น
พอเข้าสู่ช่วงปีสอง เราจะได้เรียนแนวคิดการออกแบบ แบบจริงๆจังๆสักที โดยที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องเอาแนวคิดนี้ไปใช้ในการออกแบบตลอด สองปีครึ่งที่เหลือ ในรูปแบบของวิชาโปรเจค ที่จะได้เรียนผ่านการลงมือทำงานเป็นทีม โดยอาจารย์ก็จะสอนเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการออกแบบซึ่งเครื่องมือพวกนี้ไม่ได้สอนเยอะ แต่เน้นปล่อยให้ไปลองผิดลองถูกและพัฒนาตามความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนมากกว่า
[ ในวิชาก็เคยมีคนขอร้องให้สอนเครื่องมือที่ใช้ในการออกแบบเพิ่มหน่อย (เช่นโปรแกรมออกแบบสามมิติ) อาจารย์ก็บอกว่าของพวกนี้คุณหาเรียนได้ทางอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว จะเสียเวลามาให้ผมสอนทำไม ในห้องเรียนมาเรียนรู้สิ่งที่ไม่มีในอินเตอร์เน็ตดีกว่า]
ในกลุ่มเลยจะมีบางคนที่ออกแบบเก่ง ทำออกมาแล้วสวย หรือมีคนที่พรีเซ้นท์เก่ง มองภาพธุรกิจออก หรือคนที่ถนัดทำ research และก็จะมีพวกที่ทำได้ทั้งสามสี่ที่พูดนี้ในคนเดียว(เราจะขอไม่พูดถึงคนกลุ่มนี้ เพราะหมั่นไส้ในความเก่ง) ซึ่งโจทย์การออกแบบแต่ละตัววิชาที่เรียนก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างวิชาแรกที่ได้ออกแบบจริงๆจังคือวิชา DBT242 Inclusive design innovation โดยวิชานี้คือการออกแบบเพื่อผู้ที่มีความต้องการพิเศษ เช่นผู้พิการทางสายตา ผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งเนื่องจากเป็นการออกแบบเพื่อผู้ที่มีความต้องการพิเศษ จึงต้องเข้าใจแนวคิดการออกแบบแบบ Inclusive design
http://www.inclusivedesigntoolkit.com/whatis/whatis.html
คือการออกแบบที่คำนึงถึงกลุ่มผู้ใช้กลุ่มอื่นนอกจากผู้ที่มีความต้องการพิเศษด้วย เช่นทางเดินของผู้พิการทางการเดิน ก็สามารถให้คนปกติเดินใช้ได้ ไม่งั้นเราจะต้องสร้างสิ่งใหม่เพื่อคนเฉพาะกลุ่ม แล้วคนส่วนอื่นๆอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงยังทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกระหว่างคนทั่วไป กับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ในวิชานี้หัวข้อที่ได้จะขึ้นอยู่กับโจทย์ของแต่ละปีว่าจะได้ทำกับกลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษกลุ่มไหน ในปีนั้นเราได้ทำโปรเจคเรื่องผู้พิการทางสายตา ก็ได้มีโอกาสไปโรงเรียนสอนหนังสือผู้พิการทางสายตา ไปสัมภาษณ์ผู้พิการทางสายตาถึงทางเลือกในการเข้าถึงความรู้ และโทรไปถามผู้พิการทางสายตาที่ทำงานประจำอยู่เกี่ยวกับ ความฝันของเขาเป็นยังไง? เขากลัวความมืดมั้ย ความกลัวของเขาเป็นอย่างไร การพูดคุยกับเขาทำได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเขามากขึ้น เขาคิดอะไร ทำอะไร เวลาใช้ชีวิตบนพื้นที่สาธารณะเขาอยากให้คนทั่วไปช่วยอะไร หรือเขานอนหลับยังไงเป็นต้น จากนั้นเราจึงมาสร้างตัวสินค้าของเราออกไป แล้วพรีเซ้นท์ในช่วงปลายภาค
วิชาการออกแบบตัวต่อไปคือวิชา DBT244 Eco design innovation ในช่วงปีสอง ซึ่งกว่าจะออกแบบได้ ก็ต้องปูความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับคำว่า ecology และ nature ซะก่อน ซึ่งจะมีวิชาที่บิ้วความรักโลกของเราขึ้นมา วิชา DBT214 Man and ecosystem เราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่จู่ๆก็มาอินกับเรื่องสิ่งแวดล้อมซะเฉยๆในช่วงนั้น เพราะมีอยู่คาบนึงที่เขาเล่าเรื่องเกาะอีสเตอร์ที่มีตัวโมอาย
http://www.worldabandoned.com/easter-island
ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีที่นักสำรวจยุคแรกๆพบเกาะๆนี้ เขาไม่ได้พบแค่ตัวโมอายที่ยืนเรียงรายรอบเกาะอย่างเดียว แต่มีชนเผ่าท้องถิ่นในสภาพอึดโรยใกล้ตาย สภาพเกาะที่เหลือต้นไม้เพียงไม่กี่ต้น หลังจากนั้นพอเกาะได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็ได้มีคนเข้าไปศึกษาถึงปรากฏการณ์ในหายนะในเกาะ ทำไมชนเผ่าพื้นเมืองถึงล้มตายกันหมด จนได้พบความจริงเรื่อง การที่ชนเผ่าพื้นเมืองที่นั่นสร้างตัวโมอายเป็นสัญลักษณ์แทนความรุ่งเรืองของเผ่าตัวเอง โดนการเอาหินจากใจกลางเกาะมาแกะสลัก และใช้ต้นไม้มาวางเป็นล้อลากจำนวนมาก เนื่องจากสภาวะเกาะที่ปิด ทำให้ทรัพยากรหมดลงอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ถูกตัดเพื่อเป็นลากล้อ ระบบนิเวศเริ่มมีปัญหา จนเป็นเหตุให้เกิดการสูญพันธ์ของชนเผ่าในเกาะนั้นอย่างน่าสลดใจ อันเป็นภาพสะท้อนของโลกทั้งใบ ที่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเริ่มใช้ทรัพยากรจนเริ่มหมดโลก พอฟังแบบนี้แล้วเริ่มเข้าใจถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากอาจารย์จะสอนพื้นฐานในการออกแบบโดยการคะนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ทั้งนี้อาจารย์ได้สอนแนวคิดเรื่อง gamification มาช่วยให้เราจูงใจพฤติกรรมคนให้ทำตามเราได้ด้วย เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพ และยอมเปลี่ยนวิถีชีวิต มาทำตาม
http://touchpoint.in.th/gamification/
gamification คือการนำกลไกของเกมส์ เช่นการให้รางวัล การตั้งชื่อตัวละคร การท้าทาย การแข่งขัน มาจูงใจให้คนเปลี่ยนหรือทำพฤติกรรมบางอย่างตามต้องการ จนถึงขั้นทำเป็นนิสัย เมื่อเรามีเครื่องมือในการออกแบบ และทฤษฏีในหัว เราก็พร้อมที่จะทำโปรเจคแล้ว โดย eco design innovation จะเลือกพื้นที่นึงในกรุงเทพฯ(ในปีเราได้ที่สามย่าน) แล้วหาประเด็นที่เราจะสามารถออกแบบสิ่งใหม่ๆได้แล้วใส่ความเป็น eco ลงไป ตัวแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกเรื่องนึงที่ได้เรียนเพิ่มคือ cradle to cradle การออกแบบโดยมองทั้ง Life cycle ของสิ่งที่เราจะทำ
https://dopper.com/updates/dopper-cradle-to-cradle-gecertificeerd/
เช่น ออกแบบจาน ก็ต้องดูกระบวนการตั้งแต่การผลิต จนย่อยสลายว่ามีส่วนไหน หรือกระบวนการไหนที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมั้ย แล้วเราจะปรับให้มันดีขึ้นยังไงได้บ้าง อาจจะเป็นการเปลี่ยนวัสดุ หรือหาวิธีการผลิตแบบใหม่ ซึ่งวิชานี้นับเป็นวิชาที่เหนื่อยเป็นอับดับสองของบรรดาวิชาที่เรียนมาทั้งหมด เพราะมันมีรายละเอียดเยอะมากในการทำโปรเจคตั้งแต่การหาประเด็นในการแก้ไขที่ต้องไปลงพื้นที่บ่อยมาก ตอนที่ทำโปรเจคนี้จำได้ว่า เคยลงพื้นที่ 1 สัปดาห์เต็มๆตั้งแต่ 10 โมงเช้ายันสามทุ่มทุกวันเพื่อดูพฤติกรรมของคนในท้องที่ เขียนแบบแปลนพื้นที่รอบๆ เรียกได้ว่าคุ้นเคยกับที่สามย่านเป็นอย่างมาก พื้นที่สามย่านเป็นรอยต่อของผู้คน ผู้คนที่มาเรียนที่จุฬา, สาธิตฯ, ชุมชนโดยรอบที่อาศัยอยู่ และคนนอกที่เข้ามาซื้อของ มาทำธุรกิจ พอทำโปรเจคไปได้ซักพัก เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อใช้ประกอบในการทำโปรเจค วิชานี้ต้องมีการ pin-up ความหมายคือการปริ้นผลงานลงบนโปสเตอร์ A3 และพรีเซ้นท์ในปลายเทอม ซึ่งงานการทำโปสเตอร์นี้ก็ใช้เวลาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ทำงานช้า จะลำบากตอนท้าย ตรงที่ต้องมาทำโปสเตอร์ใน 8 ชั่วโมงสุดท้าย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการไม่นอน แล้วมานำเสนองานของเพื่อนหลายๆคนในโครงการ
เรียนออกแบบมาก็หลายอย่าง ไม่เห็นเกี่ยวกับธุรกิจบ้างเลย ตอนปีสองก็เลยมีอีกวิชานึงที่เป็นวิชาเกี่ยวกับธุรกิจโดยตรงคือวิชา DBT221 Design business and industry วิชานี้จะได้เรียนเกี่ยวกับการตลาด การบัญชี การบริหารเบื้องต้นโดยอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ และแขกรับเชิญจากข้างนอกในสายงานตรง ซึ่งดีมากๆเพราะเนื้อหาค่อนข้างลึกและช่วยเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับด้านธุรกิจได้ดี
https://www.designspiration.net/save/533736162737/
สำหรับโปรเจคของวิชานี้ก็ท้าทายมากๆเช่นกัน คือการออกแบบแปรงสีฟันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ และเป็นไปได้ในทางธุรกิจ ซึ่งความพิเศษของสินค้าพวกแปรงสีฟันคือแข่งขันกันสูง เป็นสิ่งที่การออกแบบจะไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะตลาดในปัจจุบันแข่งกันที่ราคา และผู้ใช้ก็ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการใช้งานได้ งานนี้จึงต้องหาข้อมูลกันหนักหน่วงมากๆ จนทำให้เราเห็นภาพของการที่สินค้าของเรา จะมีช่องทางแบบไหนในการจะไปแจ้งเกิดในโลกธุรกิจมากขึ้น วิชานี้เป็นวิชาแรกๆเลยที่ต้องฝึกเขียน marketing statement เช่นสำหรับลูกค้าที่........ เรามีสินค้าที่.....โดยที่ไม่เหมือนกับคู่แข่ง...... เพราะเรา....... เป็นต้น
พอเข้าช่วงปีสามหลังจากผ่านปีสองมาอย่างหนักหน่วงแล้ว ปีสามจะเริ่มได้เรียนอะไรที่ใกล้ตัว และเป็นศาสตร์ที่ใหม่ คือแนวคิด service design การออกแบบบริการในวิชา DBT346 Service design innovation โดยการออกแบบบริการให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้ ซึ่งต่างจากวิชาการออกแบบที่เรียนๆมาก่อนหน้านี้ที่เป็นการออกแบบผลิคภัณฑ์ที่จับต้องได้ แต่การออกแบบบริการอาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่อาจจะเป็นระบบ หรือกระบวนการทำงานที่ส่งเสริมประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ในวิชานี้จะได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆในการช่วยวิเคราะห์ความต้องการผู้ใช้ เช่น
persona , https://www.romanpichler.com/blog/persona-template-for-agile-product-management/
user journey,https://www.toptal.com/designers/product-design/customer-journey-maps
และ stakeholder analysis ,https://quod.lib.umich.edu/w/weave/12535642.0001.201?view=text;rgn=main
รวมถึงเครื่องมือในการวิเคราะห์บริการ เช่น
service blueprint,http://www.servicedesigntools.org/tools/35
เป็นตัวเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการบริการทั้งหมด จนสามารถชี้จุดที่เป็นปัญหาได้
business model canvas,https://www.businessmodelsinc.com/tools-skills/tools/business-model-canvas/
ในวิชานี้ตัวโปรเจค เราจะได้มีโอกาสเลือกว่าจะเอาบริษัทอะไรมาเป็นเคสในการวิเคราะห์ และออกแบบ โดยของเราได้เลือกทำเกี่ยวกับท่าเรือด่วนเจ้าพระยา ซึ่งสนุกมากที่ได้ไปคุยกับพนักงานขับเรือ ผู้ประกอบการทางน้ำ คนใช้เรือโดยสารมาเรียน มาทำงาน เป็นต้น จากการทำโปรเจคสังเกตได้ว่าการออกแบบการบริการนั้นเป็นเรื่องที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะทั้งในฝ่ายผู้ใช้บริการเอง และผู้ให้บริการ ฉะนั้นในตอนท้ายของโปรเจคมันไม่ใช่การออกแบบเพื่อผู้ใช้บริการอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องออกแบบผลประโยชน์ หรือแนวทางของบริษัทบางอย่างเพื่อรับรองการทำงานของผู้ให้บริการด้วย ไม่งั้นการออกแบบบริการของเราจะมีช่องโหว่ เพราะถึงแม้เราจะมีรูปแบบการบริการที่ดีต่อลูกค้าสักเท่าไหร่ แต่ถ้าพนักงานไม่เข้าใจ ไม่สนใจจะปฎิบัติตามก็เปล่าประโยชน์ นอกจากเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบบริการในปีสามแล้ว ยังมีการแทรกการเรียนการสอนเรื่อง digital ด้วย เราได้เรียนแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซด์และ การออกแบบ User interface แบบคร่าวๆ วิชานี้เป็นวิชาแรกที่ได้เอาภาคธุรกิจมาเป็นเคสในการทำโปรเจคจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเวลาเราออกแบบ ผู้ใช้ของเรามักจะเป็น ผู้ใช้ปลายทาง (end user) ซึ่งก็คือคนปกติที่ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนภาคธุรกิจ ที่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ ทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ และเสียประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ
ส่วนเรื่องธรรมชาติที่เรียนในปีสองก็ยังคงมาตามหลอกหลอนเราอยู่ แต่มาในวิชาที่ชื่อว่า DBT416 Planet and society โดยวิชานี้ไม่ได้เน้นประเด็นเรื่องคนกับสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่เน้นเรื่องการพัฒนาสังคม โดยอิงตามแนวคิด ความยั่งยืน sustainability ของ UNDP(United Nations Development Programme) การนำนวัตกรรมไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ทางสังคม ในวิชานี้เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ international development ว่ามีที่มาที่ไปยังไง ทำไมแผนฟื้นฟูประเทศ marshall plan ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงไม่เวิร์ค และพวก NGO เกิดขึ้นมาได้ยังไง ตามคอนเซ็บของที่นี่คือ บิ้วให้นักเรียนอินก่อน ค่อยปล่อยให้ไปทำโปรเจค
ในวิชานี้ เราจะได้เลือกประเด็นปัญหาทางสังคมและหาวิธีแก้ไข ซึ่งจะไปโยงกับวิชา Social innovation and enterpreneurship ที่จะเรียนในปีสี่
ส่วนปีสามเทอมสองจะเป็นช่วงตะลุยโลก คือเป็นการไปฝึกงานนั่นละ เราจะได้มีโอกาสได้ลองใช้ความรู้ที่เรียนมาไปลองทำงานจริง ในตอนนั้นเราเลือกบริษัทวิจัยด้านนวัตกรรม เพราะรู้สึกว่าที่เรียนมาในโครงการนี้ สิ่งที่เราอ่อนที่สุดคือการวิจัยความต้องการของลูกค้า เราอยากไปเรียนรู้เพิ่มเติมในตลาดจริง ซึ่งบริษัทที่เราไปก็ตรงกับความต้องการของเรามากๆ เขาทำวิจัยแบบ ethonography methodology คือการวิจัยเชิงชาติพันธุ์ เน้นในการเข้าใจผู้คน ไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการ แต่เป็นบริบททางสังคมและวัฒนธรรมโดยรอบ ที่เหนี่ยวนำให้คนคิดแบบนั้นทำแบบนั้น ประสบการณ์การฝึกงานที่นี่ เป็นประสบการณ์แห่งการสัมผัสชีวิตผู้คน เราได้มีโอกาสไปลงพื้นที่ในฐานะนักวิจัยภาคสนาม ใช้เวลาพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายแบบถึงเนื้อถึงตัว (และบางทีก็ถึงที่บ้าน) ในตอนที่ฝึกงานอยู่ ทางโครงการ ก็จะให้ทำ individual project ไปด้วยโดยสามารถเลือกหัวข้อเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ตัวเองไปฝึกงานได้ เพื่อจะได้ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในวงการโดยตรง
พอขึ้นปีสี่ เป็นเทอมสุดท้ายของการเรียนแล้ว นับเป็นเทอมที่ลำบากมากเป็นอันดับสองรองจากตอนปีสองที่บอกไป หลังจากมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบมาแล้วในระดับหนึ่ง ในเทอมสุดท้าย อาจารย์จะพาเราไปรู้จักการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม หรือ social innovation ในวิชา DBT425 Social innovation and social enterpreneurship ในวิชาเป็นวิชาโปรเจคที่จะมี Mentor หรือคนให้คำแนะนำไปด้วยเป็นอาจารย์จากคณะบัญชี ที่เชี่ยวชาญทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นในลักษณะถาม และให้คำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ ซึ่งยอมรับว่าต้องแก้งานกันไม่ต่ำกว่าสิบรอบ เพื่อให้ตัวผลงานมีความเป็นไปได้มากที่สุด ตัวโปรเจคจะควบคู่ไปกับการเรียนเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม หรือ social enterprise ถึงประวัติความเป็นมา กฏหมาย กรณีศึกษาต่างๆ
และเครื่องมือในการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม เช่น
theory of change,http://learningforsustainability.net/theory-of-change/
และ social impact asessment
นอกจากนี้แล้วเทอมสุดท้ายก็ได้เรียนอะไรที่คลาสิกมากๆซะที ได้เรียนการออกแบบอุตสาหกรรม ในวิชา DBT435 Production design ที่เน้นตัวทฤษฏีและ กระบวนการออกแบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากที่สุด ในวิชานี้จะมีตารางการอัพเดตงาน สิ่งที่ต้องทำ และกระบวนการออกแบบค่อนข้างละเอียด ต่างจากวิชาโปรเจคตัวอื่นๆที่ค่อนข้างมีความยืดหยุ่น
ชีวิตการเรียนในช่วงปีสี่จะไม่ได้เน้นสอนอะไรเยอะแล้ว แต่เน้นให้เวลากับการทำงานมากกว่า ซึ่งจะมาพร้อมกับการอาจจะต้องทำงานข้ามปีเพื่อส่งงานชิ้นสุดท้ายให้เสร็จ
ในวันที่ส่งงานชิ้นสุดท้ายจนหมด เกรดออกครบแล้ว ก็ครบ 4 ปีพอดี
4 ปีผ่านไป ความตั้งใจที่เราจะเรียน human center design เพื่อเป็นผู้นำเทรนด์ในการออกแบบโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ตอนนี้อยู่ในกระแสหลักแล้ว แนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ในสังคมไทยอีกต่อไป คนในภาคธุรกิจพูดถึงเรื่องนี้กันแทบจะ 70% มีการส่งคนออกไปเรียน มีคอร์สเรียนต่างๆมากมาย สิ่งที่ได้ยินจากโลกภายนอกเป็นพลังบวกที่ทำให้รู้สึกถึงโอกาสในอาชีพ ที่มีโอกาสที่จะได้ใช้สิ่งที่เรียนได้อย่างเต็มที่ แต่แล้วความมั่นใจอันเต็มเปี่ยมก็มาสะดุดอยู่ที่หนังสือเล่มนึง หนังสือเล่มนี้ทำให้เราคิดถึงต้นกำเนิดของแนวคิดการสร้างนวัตกรรมที่เรากำลังเรียนอยู่
เรายังจำเรื่องจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่อง human center design ได้ดี อาจจะไม่ใช่ช่วงที่แน่ชัด แต่เป็นช่วงที่แนวคิดนี้ผลิบานและเริ่มเอามาใช้ในธุรกิจ แบบ design driven คือช่วงที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ ธุรกิจยุคใหม่ต้องใช้ลูกค้าเป็นแก่นกลางในการดำเนินธุรกิจ มากกว่าจะเป็นเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจดั้งเดิมที่เน้นความทะเยอะทะยาน หนังสือเล่นนั้น คนเขียนเป็นคนที่ผ่านวิกฤตตรงนั้นมาได้ และเขียนบอกผู้อ่านในหนังสือว่า แนวคิด หรือวิธีการที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจอาจจะเป็นแนวทางที่ผิด ก็ได้ เพราะแนวคิดอันนั้นมีรากฐานมาจากความกลัวความล้มเหลวในอดีต ซึ่งถ้าแนวคิดนี้มันถูกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเกิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจก็ได้นิ นั่นทำให้เราสนใจอีกด้านนึงของเหรียญ แนวคิดการสร้างนวัตกรรมอาจจะไม่ได้มีด้านเดียว
พอได้รู้ความจริงแบบนี้แล้วก็หวาดหวั่นเหมือนกัน ว่าสิ่งที่เราเรียนมาสี่ปี อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จในการทำงานด้านนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงกระตุ้นที่ดี ที่จะทำให้เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้
ภาคต่อไปในชีวิตเรา ถ้าอยากจะเดินทางในเส้นทางการสร้างนวัตกรรมต่อ ก็คงต้องไปดูอีกด้านนึงของเหรียญว่าเป็นยังไง บางทีอาจจะเจอทางเลือกที่เหมาะกับเราก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้
อย่าให้ความรู้เป็นคำสาปที่ทำให้เราไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้อะไรอีกเลย
ใช่ คุณยังต้องเรียนรู้อีกมากเลยละ.....
5 ขั้นตอน เขียนใบสมัครใดใด ให้เข้าตากรรมการ
หากคุณกำลังเขียนใบสมัครอะไรบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการเข้าค่าย ไปเรียนต่อ หรือสมัครเข้าร่วมโครงการอะไรบางอย่าง แล้วไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงให้เข้าตากรรมการ ทักษะการเขียนก็ไม่ค่อยจะมี เนื้อหาที่จะเอาไปเขียนก็คิดไม่ออก แถมแต่ละคำถามในใบสมัครก็ดูเหมือนออกมาเพื่อคนเก่งๆทั้งนั้น อย่างเราจะมีอะไรไปตอบ ลองอ่านบทความของเราดู เราอาจจะช่วยคุณได้
จากประสบการณ์การเขียนใบสมัครลักษณะนี้ มีขั้นตอนง่ายๆ 5 ข้อ ที่จะช่วยให้คุณเขียนได้เข้าตากรรมการมากที่สุด
ขั้นตอนที่ 1 รู้เขา
ก่อนที่จะเขียนอะไรทั้งสิ้น คุณจะต้องรู้จักตัวองค์กรที่คุณจะเข้าไปให้ดีก่อน วิธีการง่ายๆอาจจะเป็นการดูในเว็บไซด์ พูดคุยกับคนที่เคยมีส่วนร่วมกับองค์กรนั้น อ่านบทสัมภาษณ์ ที่สำคัญที่สุดคือต้องจับประเด็นให้ได้ว่าเขามองหาคนแบบไหน เพื่อทำอะไร (อันนี้อาจจะดูได้จากวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์องค์กร ประกอบๆกัน) เช่น
คุณอยากเข้าค่ายธุรกิจ ที่จัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เขามีวิสัยทัศน์ที่จะสนับสนุน กลุ่มธุรกิจเกิดใหม่ หรือ SME เพื่อให้เกิดการเติบโตในระยะยาว และสร้างชุมชนคนทำธุรกิจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
จากการศึกษาตัวองค์กร เขาน่าจะอยากได้ผู้เข้าร่วมค่ายที่สนใจอยากจะทำธุรกิจจริงๆ และหวังว่าผู้เข้าร่วมค่ายจะกลับมาจัดกิจกรรมให้รุ่นต่อๆไป หรือทำกิจกรรมในเชิงที่สนับสนุนการทำธุรกิจให้กับผู้อื่น
เอาล่ะยินดีด้วย หากคุณผ่านขั้นตอนนี้ไป หากคุณรู้ว่ากำลังเจอกับอะไร การหาวิธีการรับมือก็จะไม่ยากเกินเอื้อม
ขั้นตอนที่ 2 รู้จักโจทย์
พอคุณรู้จักภาพรวมของตัวองค์กรที่คุณจะไปแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือ เอาใบสมัครมาออกมาดูอย่างละเอียด สิ่งที่ต้องดูจริงๆคือตัวคำถามทีละคำถามเลย วิธีการนี้อาจจะยากสำหรับมือใหม่แต่ทำๆไปก็จะชิน คือการเดาว่าคำถามนี้ถามเพื่อวัดอะไร อยากรู้อะไร ต้องการอะไร
เช่น
คำถามว่า เป้าหมายชีวิตในอีก 5 ปีของคุณคืออะไร?
ถ้าวิเคราะห์แบบเร็วๆคือ กรรมการอยากดูว่า คุณมุ่งเป้า หรือจะพัฒนาตัวเองไปในทางด้านไหน ถ้าในระยะยาวคุณไม่ได้มีเป้าหมายในภาคธุรกิจจริงๆ การเอาคุณมาเข้าร่วมค่ายคงไม่คุ้ม และถ้าให้ดี การเข้าค่ายของคุณต้องมีส่วนช่วยให้แผนการณ์ในอีก 5 ปีของคุณเป็นจริง หรือเร็วขึ้น และนี่จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายเลย เพราะการเขียนใบสมัครเข้าไป คุณมีเวลาในการวิเคราะห์ และเลือกตอบได้มากกว่า ไม่เหมือนกับการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวที่คุณอาจจะไม่มีเวลามาคิดอะไรมากนัก ฉะนั้นใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจตัวคำถามให้มากที่สุด เอาล่ะ เท่านี้คุณก็พร้อมจะจับปากกาเขียนใบสมัครแล้ว!!
ขั้นตอนที่ 3 รู้เรา
เริ่มร่างคำตอบคร่าวๆไว้ก่อน แนะนำให้ลองนึกถึงประสบการณ์ในอดีต อารมณ์ ความเชื่อ หรือคำพูดในหนังสือเล่มไหนที่น่าจะเอามาตอบคำถามได้ ให้ลิสต์ๆไว้ก่อน แนะนำว่าไม่ต้องคิดว่าจะตอบอะไรให้ดูเลิศเลอ แค่เอาเรื่องที่เรามีประสบการณ์จริงๆ อินจริงๆ มาตอบ ที่สำคัญ คุณต้องคิดเพิ่มต่ออีกหน่อยว่า คุณอยากให้เขาจดจำคุณว่ายังไงบ้าง แต่การจะเขียนตอบไปเลย บางทีถ้าคุณไม่ได้มีประสบการณ์การเขียนมาก หรือไม่ถนัดการเขียนอะไรแบบนี้ ขั้นตอนต่อจะช่วยคุณเอง
ขั้นตอนที่ 4 รู้หลักการเขียน
การเขียนไม่ได้มีแนวทาง สูตรสำเร็จ มันจึงมันเป็นศิลปะการร้อยเรียงคำที่มีความหลากหลายตามแต่ลักษณะผู้เขียน แต่ก็มีหลักการสื่อสารง่ายๆให้ลองนำไปลองใช้ ไปลองเขียนกัน
ในการเขียนตอบคำถามแต่ละคำถาม แนะนำให้เขียนเป็นเรื่องเล่าเพราะมันสอดแทรกความเปนตัวคุณ มันสามารถบอกถึงทัศนคติ วิธีที่คุณคิด แล้วให้คุณเริ่มด้วย ทำไม(Why?) สมมติว่ามีเรื่อง XXY จะเล่าให้เริ่มก่อนว่า ทำไมเราถึงอยากเล่าเรื่องนี้ เรื่องนี้มันสำคัญต่อเรายังไงก็ตามสไตล์แต่ละคนแล้วค่อยมาเล่าตัวเรื่อง(Content) ประสบการณ์อะไรต่างๆนานา แล้วสรุป(Conclusion)ขมวดประเด็นเรื่องเล่าต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อตอบคำถาม
ตัวอย่างเช่น
ทำไมอยากมาเข้าเรียนในโครงการ Young Entrepreneur ?
ตัวอย่างการตอบ
“เรามีความฝันว่าอยากทำธุรกิจตั้งแต่สมัยเด็กเพราะชอบความรู้สึกที่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และชอบฟังเรื่องราวของนักธุรกิจที่เป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้ แต่การจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจของตัวเองนั้นก็มีข้อจำกัดหลายๆอย่าง เช่น เราเคยเริ่มลองทำธุรกิจง่ายๆอย่างทำอาหารส่งขายในคอนโดฯของตัวเอง ซึ่งมีผลลัพธ์ที่ดีในช่วงแรก แล้วยอดขายก็ค่อยๆลดลงอย่างไม่รู้สาเหตุ สิ่งที่ยังคงเป็นความกังวลสำหรับการทำธุรกิจของเราอยู่เสมอๆคือ เมื่อไหร่จะรู้ว่าธุรกิจล้มเหลว เมื่อไหร่ควรจะเพิ่มเงินทุน และเมื่อไหร่ควรเริ่มทำ หรือเลิกทำธุรกิจ? ซึ่งได้ยินว่าหลักการ Lean start up จะมาช่วยตอบคำถามที่สำคัญๆของธุรกิจได้ดี และเป็นหลักการที่ช่วยเราตัดสินใจว่าจะพัฒนาไอเดียต่อ หรือเปลี่ยนไอเดียก็เลยคิดว่าการได้มาเรียนรู้เรื่อง lean start up จะสามารถช่วยให้เราสามารถต้ดสินใจในธุรกิจได้ดีขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มกิจกรรมของตัวเองได้ รวมถึงการมางานนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้มาเชื่อมต่อกับเพื่อนๆที่สนใจธุรกิจด้วยกัน”
จะเห็นได้ว่าเราเริ่มด้วยการเล่าเรื่องตัวเองที่เป็นตัวกระตุ้น หรือประเด็นที่ทำให้เราต้องมองหาการเรียนรู้เพิ่มเติม(WHY?) ต่อจากนั้นเราก็เล่าความตั้งใจ ประสบการณ์ต่างๆ(Content) และจบด้วยการสรุป(Conclusion)ว่าเราจะนำไปต่อยอดยังไง ไปทำอะไรต่อ
ขั้นตอนที่ 5 ค่อยๆทยอยเขียน และตรวจเช็คบ่อย
ถึงแม้จะมีใครหลายๆคน เขียนใบสมัคร 30 นาทีแล้วส่งเลย ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ผิดที่ถูกแต่เราจะแนะนำให้ละเมียดละไมกับมัน ลงรายละเอียดกับตัวใบสมัครหน่อย เพราะมันเป็นตัวกลางเดียวที่ใช้สื่อสารกัน ระหว่างคุณกับตัวองค์กร
คุณอาจจะใช้ร่างๆเขียนๆ 1 วัน แล้วใช้เวลาตรวจเช็ค สักสองสามครั้งค่อยส่งไป
จบไปแล้วกับ 5 ขั้นตอน ก็หวังว่าจะสามารถนำไปใช้ในการเขียนใบสมัครอะไรต่างๆเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองนะ สำหรับตัวผู้เขียนแล้ว การได้เขียนใบสมัครต่างๆ มันคือช่วงเวลาที่ได้ทบทวนตัวเอง ถึงประสบการณ์ ถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา เหมือนเราได้ดูเทปย้อนหลังเกี่ยวกับชีวิตตัวเองที่ผ่านมา ตอนที่คุณได้ลงมือเขียนอะไรบางอย่าง คุณรู้สึกแบบนั้นรึป่าว มาแชร์ให้ฟังได้นะครับ :)
เด็กคนเดิม
จู่ๆก็เห็นภาพตัวเองในอดีตเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน มองหน้าเราตอนนี้และยืนร้องไห้ เราเข้าใจเด็กคนนั้นดี แต่ไม่รู้จะปลอบโยนเขายังไงให้หยุดร้อง เขาบอกว่าเขารับไม่ได้กับอนาคตตอนนี้ เขาบอกว่าเราเปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน เจ้าเด็กคนนี้ก็ยังเหมือนเดิม เขายังอยู่ในตัวเราเสมอ เป็นผู้ที่ไม่ค่อยพอใจในตัวเอง มักจะรู้สึกหวาดหวั่นกับความเป็นตัวเอง ชอบหลีกหนีตัวเอง เพื่อไปเป็นอย่างอื่นทุกๆครั้งไป เพื่อให้รู้สึกดีกว่าตัวเองที่เคยเป็นในเชิงเปรียบเทียบ
คืนหนึ่ง บนหลังรถกู้ชีพ..
แสงอาทิตย์ตอนท้องฟ้าโพล้เพล้ตอนเย็น สีส้มอ่อนๆ เป็นสัญญาณของหลายๆวันของเราว่ากำลังจะหมดวันลงแล้ว แต่วันนี้มันเป็นการเริ่มต้นการไปติดตามอาชีพกลางคืนที่เก็บกวาดความตาย บรรเทาคนเจ็บและช่วยชีวิตคนเป็น เป็นกลุ่มคนที่คอยทำให้รู้สึกว่าเช้าวันใหม่น่าจะเป็นวันที่ดีเสมอ
พอพูดถึงอาชีพกู้ภัย ก็ต้องนึกถึงความตาย อุบัติเหตุ ความเจ็บปวด แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราอยู่ห่างไกลจากความตายมานานเท่าใดแล้วนะ? ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้มานานมากแล้ว ครั้งแรกที่คิดถึงมันคือตอนที่ถามพ่อแม่ ว่าทำไมเราต้องตายด้วย เรามีวันตายด้วยหรอ แต่พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นความตายแบบใกล้ตัวอีกเลย จนลืมไปเลยไปว่าในเมืองที่เราอยู่นี้มีอุบัติเหตุทางรถยนต์บ่อยมากๆ แต่เพราะทุกอย่างมันเกิดช่วงกลางคืน และหายไปแบบไม่มีวี่แววเมื่อถึงเวลาเช้า
คุณเคยเล่นจราจรอัจฉริยะกันบ้างไหม? มันเป็นเกมส์ที่เราต้องเลื่อนรถไปมาเพื่อช่วยรถกู้ภัยออกมาให้ได้ "เล่นแล้วห้ามโมโห" เป็นคำที่ติดตามมากับกล่อง นั่นเป็นการรับรู้แรกของเราเกี่ยวกับรถกู้ภัย ว่ามันดูเป็นรถที่ต้องเร่งรีบตลอดเวลา ต้องรีบออกไปก่อนเสมอๆ และดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการหลีกทางให้รถกู้ภัยจะมีอยู่แค่ในเกมส์
ก่อนจะถึงวันนัดพบ เราได้คุยโทรศัพท์กับพี่เจ้าหน้าที่ถึงการที่จะเข้าไปติดตามวันทำงานหนึ่งวันของพวกเขา
“ถ่ายรูปได้มั้ยครับ?” ปลายสายตอบมาว่า “ก็ได้แต่ระวังให้ดีละนะ เพราะหน้างานมันก็มีแต่คนเจ็บ คนตาย” นั่นคงเป็นการปลอบขวัญของพี่เขาละมั้ง
ในวันนัดพบ เราออกจากบ้านเวลาหกโมงเย็น แสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้โบกมือลาเรา เพราะอาจจะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ไปอีกเกือบๆหนึ่งสัปดาห์
เราเดินทางมาถึงในศูนย์กู้ภัย สภาพบรรยากาศที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คนของช่วงเวลากลางคืน ยิ่งชวนให้ไม่น่าไว้วางใจ ที่ๆเราไปถึง เรียกได้ว่าเป็นย่านเก่า ที่ห้อมล้อมไปด้วยบ้านทรงจีน โรงเจ ตรอกซอยเก่าๆ และศาลเจ้า ตรงซอยที่เป็นศูนย์กู้ภัย จะมีจุดสังเกตคือจะมีรถกู้ภัยคนนึงจอดอยู่ ไม่แน่ใจว่าจอดเป็นเชิงสัญลักษณ์ หรือจอดเพื่อให้ออกไปปฏิบัติงานได้ง่ายกันแน่ เมื่อเข้าไปในซอยนั้น จะเห็นเป็นสำนักงานเปิดไฟอยู่ตึกเดียวในบริเวณตึกแถวทั้งหมด เราแนะนำตัว ทักทายและเข้าไปในห้องรับรอง
เอาจริงๆแล้วจะเรียกว่าห้องรับรองก็ไม่ถูก เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ๆจะมีแขกเข้ามาบ่อย เป็นห้องที่อยู่ของ(พวกเขา)บุคลากรมากกว่า ถ้าให้อธิบายสภาพห้องก็คือ คล้ายห้องเก็บของ เราจะเห็นชุดสีสันแปลกๆวางเรียงรายกันเป็นแถวๆ มีสีส้ม สีเขียว สีน้ำเงิน บรรยากาศคลุกเคล้าไปด้วยเสียงศูนย์วิทยุ ที่รายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกภายนอก ไปพร้อมๆกับการเปิดทีวีที่เบาจนไม่ได้ยินเสียง เพราะอาจจะไปรบกวนการแจ้งภัยเหตุการณ์จากโลกภายนอกของศูนย์วิทยุ
พี่หัวหน้าทีมกู้ภัยแนะนำตัวและ ชวนเราคุย พร้อมบอกว่า พี่ที่เราจะติดรถกู้ชีพไปด้วยคืนนี้กำลังจะมาถึงแล้ว จากการสนทนาช่วงสั้นๆทำให้เราได้ความรู้ใหม่ว่า ที่ศูนย์กู้ภัยที่นี่ ที่คนติดภาพกับการเก็บศพ แต่เอาจริงๆแล้วเขามีหลายหน่วย ทั้งหน่วยกู้ภัย ชุดสีน้ำเงินทำหน้าที่บรรเทาสาธารณะภัยเช่นไฟไหม้ น้ำท่วม หรือแม้แต่ทางศูนย์แจ้งว่าให้ไปช่วยงมหาของก็ต้องไป หน่วยนี้เป็นหน่วยที่ทันสมัยที่สุด มีชุดดำน้ำ ชุดลุยไฟ และหลากหลายอุปกรณ์ต่างๆ หน่วยกู้ชีพเป็นหน่วยที่ต้องพร้อมปฏิบัติการอยู่เสมอๆกับการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยในการช่วยเหลือของเขาก็ครอบคลุมตั้งแต่ช่วยคนที่เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน พาคนท้องไปคลอดที่โรงพยาบาล หรือมีเหตุการณ์ยิงกัน พวกเขานี่ล่ะก็ต้องรีบไปช่วยชีวิตพวกเขาเหล่านั้น กู้ชีพจะแต่งตัวชุดสีขาวแม้ว่าจะต้องเจอกับเลือดสดๆของผู้ได้รับบาดเจ็บก็ตาม พี่เขาบอกว่า”เคยมีคนพูดเหมือนกันว่าเปลี่ยนสีชุดดีกว่ามั้ย เพราะต้องเจอกับเลือด เสื้ออาจจะซักลำบาก แต่ด้วยวัฒนธรรมแบบไทยๆ ทำให้ต้องคง"ความรู้สึกสะอาด"ของสีขาวนี้ไว้ และหน่วย น.เขต หน่วยเก็บศพชุดสีเหลือง พี่ๆหน่วยนี้เขาก็จะเป็นคนเก็บศพที่มีสาเหตุการตายแปลกๆหรือ ไม่มีญาติ อย่างเช่นศพที่ถูกฆ่าทิ้งในน้ำ ศพที่ระบุตัวตนไม่ได้ พี่ๆหน่วยนี้มีความรู้สึกที่พิเศษกับหน้าที่ตรงนี้คือ เขาจะรู้สึกภูมิใจกับการจัดการเคสยากๆ พี่เขาเล่าให้ฟังว่ามีเคสนึงที่ยากมากๆแต่เขาก็ผ่านมาได้ ศพเสียชีวิตในคูคลองมาหลายวันแล้วสภาพเน่าอืดและยังระบุตัวตนไม่ได้ พี่เขาต้องเก็บศพมาให้เหมือนสภาพเดิมที่สุดเพื่อประโยชน์ในทางนิติเวชต่อไป แต่เนื่องจากศพนี้ตายมาหลายวัน เนื้อเยื่อไขมันบางส่วนมันแตกออกมา และพร้อมจะหลุดลุ่ยไป ถ้าเก็บกู้ไม่ดี ตอนนั้นพวกพี่เขาก็พยายามคิดหลายวิธี คิดอยู่นาน จนได้วิธีง่ายๆแค่เอาผ้าขาวยาวสอดไว้ใต้ศพ แล้วค่อยใช้ผ้าอุ้มตัวศพขึ้นมา โดยพยายามไม่ให้เนื้อเยื่อไหลลงน้ำไป วิธีการนี้ทำให้สามารถเก็บศพได้เหมือนสภาพเดิมในน้ำและช่วยให้นิติเวชสามารถระบุตัวตนของผู้ตายได้ การพูดคุยกับพี่เจ้าหน้าที่น.เขต ทำให้เห็นถึงความพยายามจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถถึงแม้ว่าอุปกรณ์ที่มีจะจำกัด..
ประมาณ 19:00 ได้เวลาออกไปทำงานของกะกลางคืนแล้ว พวกพี่ที่เราจะต้องไปกับเขาก็มาถึงพอดี ในคืนนี้เราได้ออกไปติดรถกับรถกู้ชีพ รถสีขาวที่วิ่งไปช่วยคนบาดเจ็บ พี่สองคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำรถ คนนึงเป็นคนขับรถคอยฟังเสียงวิทยุที่บอกสถานการณ์เหตุการณ์ต่างๆ และเอาไว้ติดต่อประสานงานกันระหว่างคนในทีมด้วย และอีกคนเป็นคนที่ต้องลงพื้นที่ ไปรักษาพยาบาล ดูแลคนเจ็บเบื้องต้น ช่วงเวลาที่กำลังออกเดินทางไปที่รถ ไปเจอชีวิตยาวค่ำคืนอีกแบบนึง จู่ๆเราก็เกิดความลังเลขึ้นมา กลัวตัวเองเจอความจริงที่น่ากลัว ตอนที่อยู่ในห้องรับรอง พี่ๆเขาก็แซว “น้องเตรียมถุงไว้ได้เลย อ้วก แน่นอน” ยิ่งทำให้รู้สึกกลัวขึ้นไปใหญ่
เราขึ้นรถตู้สีขาว ที่แปะสติ้กเกอร์ของมูลนิธิ พี่อีกสองคนนั่งข้างหน้ารถ ส่วนเรานั่งในส่วนข้างหลังรถ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ลำเลียงผู้ป่วย เมื่อรถออกเดินทาง เสียงแอร์ที่ดัง เพราะไม่รู้จะพูด จะทำอะไร ยิ่งขับดันให้บรรยากาศทะมึงตึงไปกันใหญ่ ด้วยบรรยากาศแบบนั้นการสำรวจภายในรถคงเป็นทางเดียวที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกตื่นเต้นลงไปได้บ้าง ในรถกู้ชีพเต็มไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และกระเป๋าที่วางเรียงรายดูแปลกตา มีที่ให้คนนั่งได้ สามที่ และเตียงคนไข้อีกหนึ่งอัน ตัดกับพื้นสีขาวของผนังรถด้านใน มันทำให้เรานึกไปถึงห้องในยานอวกาศ ด้านหน้ามีช่องเล็กที่คงเอาไว้เปิดเพื่อสื่อสารกันในรถเพราะส่วนที่นั่งด้านหน้า กับที่นั่งส่วนผู้โดยสารปิดอย่างชัดเจน ในตอนนั้นเราเริ่มใจเย็นขึ้น รับมือได้กับความตื่นเต้น ความรู้สึกไม่แน่ใจ ความกลัวที่อาจจะเกิดขึ้นวันนี้ ตอนนั้นคิดในแง่ดีว่า อยากน้อยตอนที่เราเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยจะได้ไม่วิตก และรู้ตัวว่าต้องขอให้ใครช่วย
ทันใดนั้นพี่เขาเปิดช่องกระจกหันมาพูดกับเรา “แกะดีๆนะครับ มีเคส”
ยังไม่ทันที่จะได้เข้าใจความหมาย เคสคืออะไร? แล้วทำไมต้องแกะ? แกะอะไร? รถก็ออกวิ่งด้วยความเร็วสูง จนกระชากตัวเราให้ติดกับเบาะนั่งรถพร้อมกับเสียงไซเรนแบบที่เราคุ้นเคยในหนังทำให้เรารู้แล้วว่า เคสหมายถึงอะไร แล้วทำไมต้องแกะดีๆ สงสัยเราคงได้ไปที่เกิดเหตุจริงๆแล้ว
หลังจากรถวิ่งด้วยความเร็วสูง ไปพร้อมๆกับการเปิดสัญญาณไซเรน ที่ทำให้บริเวณโดยรอบปกคลุมไปด้วยแสงสีฟ้าสีแดงสลับกัน ราวกับจะส่งสัญญาณความเร่งด่วนอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็มารู้ทีหลังว่าภายใต้เสียงวี้หว่อๆ ยังมีเสียงวี้ๆ ซึ่งแปลความได้ว่าด่วน กับด่วนมากๆๆๆ
รถกู้ชีพนำพาเรามาสู่ซอยลับแล เหมือนเราจะได้ยินจากวิทยุหน้ารถว่า เคสนี้เป็นเคสคนท้องกำลังจะคลอดลูกต้องพาไปส่งโรงพยาบาล ที่ๆเราจะไปน่าจะเป็นหมู่บ้านที่นึง ที่มีทางเข้าทางออกที่คดเคี้ยว บางท้องที่มีหญ้าปกคลุม ถึงขนาดที่พี่สองคนข้างหน้าบ่นกลายๆกันว่า "นี่กูหลุดมาอยู่ที่ป่าแถวไหนวะเนี่ย" แต่สุดท้ายรถก็หยุด เราเจอบ้านของเขาแล้ว เราลงจากรถตามพี่สองคนไป ในสถานการณ์จริง แวดล้อมไปด้วยแสงไฟไซเรน มีรถกระบะอีกสองคันติดป้ายมูลนิธิเหมือนกัน มาอยู่ก่อนแล้ว ทีมที่มาก่อนค่อยๆพาคนท้องมาส่งที่รถเรา พี่คนที่มากับเราก็ถามคนป่วยถึงอาการเบื้องต้นเล็กน้อย แล้วพาเขาและแฟนมานอนในรถตู้โดยพี่เขาก็ตามมานั่งข้างหลังด้วยซึ่งมีที่นั่งยาวๆพอจะให้นั่งได้อีกซักสองสามคน “จำไว้น้องเวลามีแฟน แฟนท้องให้นอนตะแคงขวา เพราะหัวใจอยู่ทางซ้าย” เคสนี้เป็นคนท้องแก่ใกล้คลอด
ในระหว่างการเดินทาง เราช่วยพี่เขาจดชื่อคนป่วยเพื่อเอาไว้รายงานกับศูนย์
หลังจากพี่เขาจัดแจงและรถเริ่มออกเดินทางไปได้สักพักแล้ว แฟนของคนป่วยก็ถาม
“ต้องเสียค่าใช้จ่ายมั้ยครับ?” “ฟรีครับ” แฟนเขายิ้ม
เป็นช่วงเวลาที่เราชอบมากๆ เราสัมผัสได้ถึงความดีใจของพี่เขาผ่านทางแววตา แต่รถคันนี้ไม่ได้วิ่งไปโรงพยาบาลรัฐที่ใกล้ที่สุด ต้องขับไปส่วนชานเมือง เพราะประกันสังคมอยู่ที่นั่น แม้รถกู้ชีพจะส่งผู้ป่วยฟรี แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการทำคลอดก็ยังมีอยู่ หลังจากส่งผู้ป่วยถึงมือโรงพยาบาลแล้ว เราก็แอบแวะไปเข้าห้องน้ำที่โรงพยาบาลซะหน่อย เพราะดื่มน้ำเยอะไปตอนอยู่บนรถ เอาจริงๆคือตื่นเต้น และรู้สึกโล่งอกที่ทุกๆอย่างผ่านไปได้ด้วยดี พอขึ้นรถเสร็จ พี่สองคนก็ขับรถมาจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง
เป็นปั๊มน้ำมันเล็กๆติดถนนใหญ่ พอจอดรถปุ้ป พี่เขาก็ให้ลงมา เราคิดว่าก็คงเป็นช่วงเวลาที่จะได้พักผ่อนของเขาละมั้ง เพราะต้องมีภาระกิจทั้งคืน การพักเก็บแรงก็คงไม่เสียหาย แต่ทำไมต้องเป็นที่ปั๊มน้ำมันด้วยล่ะ? หลังจากลงรถมาได้สักพัก ก็เห็นกลุ่มคนที่เอารถมาจอดมีป้ายโลโก้ตรามูลนิธิของเรา และก็แซมๆด้วยรถแท็กซี่
มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าปั๊มน้ำมันยามค่ำคืนจะเป็นที่ๆทำการชั่วคราวของทีมกู้ชีพ จะเรียกว่าแหล่งกบดานก็ได้ เหตุผลง่ายๆมันไม่จำเป็นต้องเป็นปั๊มน้ำมันหรอก แต่เป็นที่ไหนก็ได้ที่เป็นจุดที่สะดวกต่อการออกไป วิ่งออกได้หลายทางจะได้พร้อมต่อการปฎิบัติการ
พี่เขาบอกว่าจริงๆแล้วพวกเขาไม่ได้ทำงานกันแค่กลุ่มเดียว กลุ่มที่เราเจอตอนนี้อีกกลุ่ม คืออาสาสมัคร เขามีกลุ่มอาสาสมัคร ทั้งอาสาแจ้งข่าว อาสากู้ชีพ โดยคนที่เข้ามาเป็นทีมงานหลักคือคนที่ต้องผ่านการอบรมมาก่อนแล้วถึงจะทำงานได้ ภาพการทำงานก็คือ อาสาตามท้องที่ แจ้งข่าวอุบัติเหตุ หรือสถาณการณ์คับขัน มาที่วิทยุ อาสากู้ชีพจะไปถึงก่อนเพื่อจัดการ ดูแลคนเจ็บเบื้องต้น รวมถึงการต้องจอดรถขวางถนน เพื่อป้องกันอันตรายให้กับทีมกู้ชีพ จนรถของทีมกู้ชีพมา เขาเรียกว่ารถ Basic Life Support พี่ทีมกู้ชีพที่มากับเรา เขาบอกว่า ก่อนที่พี่เขาจะให้ความช่วยเหลือ เขาจะกวาดสายตาดูรอบๆก่อน เพื่อให้ดูว่าปลอดภัย "ผมถือเป็นบุคคลากรทางแพทย์คนนึงซึ่งมีจำกัด เพราะฉะนั้นการเสียบุคคลากรทางการแพทย์ไปก็ใช้เวลานานกว่าที่จะเทรนด์คนใหม่มาแทนได้" แต่ทีมกู้ชีพไม่ใช่หมอ มีกฏหมายบางๆกั้นไว้ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถฉีดยา ให้ยา หรือให้การช่วยเหลือขั้นสูงได้จนกว่า ทีมแพทย์ที่มีรถ Advance Life Support จะมาถึงซึ่งเป็นทีมของโรงพยาบาลอีกที ความน่าเจ็บปวดของพี่ๆเขาก็คือ โรงพยาบาลมีสิทธิปฎิเสธเคสผู้ป่วยได้ พี่เขาเล่าให้ฟังว่าเคยมีเคสคนจรจัดนอนป่วยอยู่ข้างถนน พวกพี่กู้ชีพก็รีบนำตัวไปส่งโรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลไม่กล้าแบกรับค่าใช้จ่ายเพราะกลัวจะเป็นการรักษาฟรี คิดเงินกับใครไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนใครก็ไม่รู้ ไปส่งถึง 4 โรงพยาบาล ไม่มีที่ไหนรับเลย พวกเขาก็เลยต้องจำใจไปวางผู้ป่วยไว้ที่ ณ จุดๆเดิม แล้วพยายามหาคนมาช่วยดูแลไปก่อน ก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เกิดนานแค่ไหนแล้ว บางทีกฏหมายอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้... พอได้เวลาที่จะงีบหลับได้ ต่างคนต่างแยกย้ายไปนอนตามบริเวณต่างๆบนรถ พี่เจ้าหน้าที่สองคน คนนึงนอนที่ตรงที่นั่งคนขับ อีกคนนึงมานอนตรงส่วนท้ายของรถ ส่วนเราได้นอนบนเตียงคนเจ็บที่เพิ่งแบกคนเจ็บไปไม่ถึง 4 ชั่วโมง แต่มันก็สบายใจได้ เพราะพี่เขาฉีดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อไว้เรียบร้อยแล้ว พี่เขาบอก”เราก็นอนบนรถ 15 วัน อีกครึ่งเดือน เราจะได้ไปทำผลัดเช้า ก็จะได้ไปนอนกับเมีย อยู่กับลูก มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก..”
พูดไปหาวไป แล้วราตรีก็ทำหน้าที่ของมันในการกล่อมให้พวกเราหลับไหลแบบวันอื่นๆของชีวิต
จู่ๆเราก็ถูกปลุกให้ตื่น พี่เขาบอกว่ามีเหตุมอเตอร์ไซน์ล้มที่กลางถนน เราหันไปดูนาฬิกาขณะนั้นเวลาตีสาม ก่อนที่จะทันได้สติดี รถก็กระชากตัว ออกไปรับคนเจ็บที่ท้องถนน
บรรยากาศบนท้องถนนตอนตีสามก็พอเดาได้ แสงไฟสีเหลืองแยงตาสว่างตลอดทางกับถนนที่ว่างเปล่า เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุก็พบมีพี่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลถึงก่อนแล้ว
บนถนนมีจักรยานยนต์อยู่คันนึงในสภาพโดนชน และเลือดสดๆที่กองอยู่เต็มพื้น ตอนนั้นที่เห็นสภาพท้องถนนเป็นแบบนี้ก็แอบใจไม่ดีเหมือนกันว่าคนเจ็บจะสภาพดูน่ากลัวขนาดไหน สภาพคนเจ็บเลือดท่วมปาก ดูเหมือนจะยังหายใจรอยรินอยู่ นั่งอยู่ตรงเกาะกลางถนน พี่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาอยู่ก่อนแล้วเล่าให้ฟังว่า เคสนี้น่าจะเป็นการแข่งรถกับเพื่อนแล้วพลาดท่า รถล้ม นี่โชคดี ที่ไปรวบตัวมาไว้ได้ทัน ไม่งั้นรถที่ตามมามองไม่เห็นก็อาจจะเหยียบได้เหมือนกัน พี่เจ้าหน้าที่กู้ชีพที่มากับเราก็รีบทำแผลให้ก่อน ส่วนครั้งนี้เรามีหน้าที่แค่คอยดูรอบๆมากกว่า
ระหว่างที่พี่ๆทีมกู้ชีพกำลังนำตัวคนเจ็บไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้สติ สื่อสารกันไม่ได้ ทีมกู้ชีพต้องโทรไปหาญาติก่อนเพื่อให้เขารู้ข่าว และมารับตัวไป ทางญาติอยากให้ไปโรงพยาบาลแถวๆบ้านมากกว่า ระหว่างนั้นก็มีวิทยุมาบอกว่าให้ทีมเรารีบตามไปดูแลคนเจ็บในอีกที่ ซึ่งตอนนั้นพี่ทีมกู้ชีพก็ขอความร่วมมือญาติอยู่นาน ว่าขอส่งแค่โรงพยาบาลใกล้แล้วไปช่วยคนเจ็บที่อื่นต่อ พี่เขาหัวเสีย ที่ญาติขอโน่นขอนี่มากเกินไป มันเลยเสียเวลาที่จะไปช่วยคนอื่น แทนที่จะให้ไปส่งที่ใกล้ๆไว้ก่อน แต่เพราะเป็นข้อปฎิบัติของทางมูลนิธิเลยเปลี่ยนแปลงไม่ได้
หลังจากส่งคนเจ็บคนที่ 2 ของคืนนี้ก็ใกล้เวลาเช้าแล้ว ทุกคนบนรถกู้ชีพยังตาสว่างกันอยู่ ก็เลยได้มีโอกาสคุยกันอีกเล็กน้อย
“อะไรที่พี่ยังคงต้องต่อสู้ในอาชีพนี้?”
"จริงๆการได้มาทำตรงนี้ มันพาเรามาได้ไกลกว่าที่คิด ในอาชีพนี้ผมได้เป็นครูคน ได้สอนคนให้ดูแลคนเจ็บเป็น สิ่งนึงที่ยังเยียวยาเราอยู่ได้ก็คือ เรื่องเล็กๆที่คนรอบตัวเราทำให้เรา มีอยู่ครั้งนึง เราไปช่วยคนเจ็บที่ร้านก๋วยเตี๊ยวของป้าจุ๊ ในครั้งต่อๆไปป้าจุ๊ แกมักจะเลี้ยงอาหารพวกเราอยู่บ่อยๆ" สิ่งนึงที่เราสัมผัสได้อีกอย่างนึงคือ พี่เขาดูรักองค์กร ภูมิใจในตัวองค์กรมาก พี่เขาพูด พร้อมเปิดเพลงของมูลนิธิให้ฟัง "เงินมูลนิธิก็ไม่ได้รั่วไหลไปไหน เพราะผู้บริหารแต่ละคนๆ เขาร่ำรวยอยู่แล้วเป็นหมื่นๆล้าน เขามาคุมที่นี่ แล้วเงินที่นี่ ถ้าจะใช้ออกไป ก็จะมีกรรมการสิบกว่าท่าน เงินจะออกไปต้องเซ็นให้ครบทั้ง 10 คน เงินเลยไม่รั่วไหลแน่ ไปบอกอาม่า พ่อแม่ได้เลย" เราแปลกใจมาก อะไรทำให้เขามั่นใจในตัวผู้บริหารได้ขนาดนั้น ความกลมเกลียวแนบแน่นของคนทำงานกับ ผู้บริหาร ดูเป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรนี้แข็งแกร่งมั่นคง หลังพูดคุยกันไปซักพัก ก็แยกย้ายกันไปนอน เรายังตาสว่างอยู่จึงนอนไปคิดอะไรไปพลางๆ
ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆหลังจากนั้น รถก็เริ่มออกตัว
เรานอนอยู่ด้านหลังรถ เสมือนคนเจ็บที่นอนเตรียมขนย้าย แล้วพี่เขาก็มาปลุกว่าถึงแล้ว เขามาส่งเราที่แถวๆบ้านเป็นเวลาเช้าตรู่พอดี เช้าที่ดูเงียบสงบกลับมาอีกครั้ง ท้องถนนกลับมาเงียบสงบ ไม่สิเราสัมผัสได้ถึงความเงียบของมันจริงๆ ราวกับเรื่องราวหลายๆอย่าง การเจ็บการตายเมื่อคืน เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นจริง ราวกับมันกลืนกินร่องรอยของเมื่อวานไปจนหมด วันคืนที่โหดร้ายได้จบลงแล้ว เรายกมือไหว้ลา ขอบคุณและกลับบ้านตัวเอง
หลังจากผ่านไปสองสามวัน สิ่งที่ยังติดหูติดตาเราอยู่เสมอ ไม่ใช่ภาพคนเจ็บ คนตายแต่เป็นเสียงรถกู้ชีพ ที่หูเราจะได้ยินไวมาก เราชายตามองตามไปพร้อมกับความทรงจำเดิมๆ ความหวั่นวิตก การสูญเสีย ความมุ่งมั่น ความภาคภูมิใจ และเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในคืนวันนั้น มันทำให้เรารับรู้ความเป็นมนุษย์ของคนในสังคมมากขึ้น
"ขอให้พี่ๆทำงานอย่างปลอดภัยนะครับ"
DBT 242 : Design Process
เราเริ่มคลาสเรียนกันด้วยการพูดถึงนักออกแบบชาวญี่ปุ่นชื่อดังคนนึง
ภาพจาก https://www.dezeen.com/2016/11/11/nendo-oki-sato-worlds-most-popular-designer-dezeen-hot-list/
คุณ Oki Sato บริษัท Nendo
สิ่งที่ข่าวพูดถึงเขาก็คือ เขาสามารถสร้างงานกว่าสามร้อยชิ้นงานได้ในปีที่ผ่าน ห้ะ สามร้อยกว่างาน แทบจะคิดหนึ่งไอเดียได้ในหนึ่งวันเลยนะ ทำงานได้ไงเนี่ย เขาต้องเป็น บ้าแน่ๆเลย ถถถถถถถถถถ
แสดงว่ามันต้องมีอะไรแตกต่างกันแน่ๆละ อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลย คนที่เก่ง ฉลาดในโลกของความคิดสร้างสรรค์คือคนที่คิดไอเดียได้มากในเวลาที่น้อย แนวคิดของเขาคือเขามองว่าการที่เขาได้ทำงานหลายๆงานไปพร้อมๆกัน มันทำให้เขาได้ต่อยอด เชื่อมโยงไอเดียจากงานโน้นมาสู่งานนี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเขาหมกมุ่นอยู่กับงานแค่ 2 งาน ตัวเขาก็จะมีไอเดียอยู่แค่ 2 งานนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้
หลังจากถังแรงบันดาลใจเต็มเปื่ยมแล้ว อาจารย์จึงชวนมาเรียนรู้ขั้นตอนสุดท้ายของ design process กัน
ขั้นตอนสุดท้ายคือการ เทสไอเดีย เปรียบเสมือนตัววัดผลนั่นเอง
ทำไมต้องเทสล่ะ ของบางอันมันเป็นสิ่งแปลกใหม่ เรามีแนวโน้มที่จะต่อต้านมัน เพราะเราไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ เราคงจะเคยเจอของที่ฟังแล้วดูดีน่าใช้นะ แต่พอให้ใช้จริงๆก็ไม่กล้าใช้ มันมีหลายประเด็นเลย เช่นความปลอดภัยกับผู้ใข้ ความเป็นมิตรกับผู้ใช้ ดังนั้นสินค้าที่เป็นสินค้าที่ยังใหม่สำหรับตลาด เขาเลยนิยมเทสก่อน เผื่อว่าจะได้ปรับปรุงได้ดีขึ้น และถ้ามันไม่เวิร์คจริง จะได้ไหวตัวทันไม่เสียเงินมากไปกว่านี้
แล้วชีวิตเราล่ะ ต้องเทสมั้ย ก็มีคนบอกว่าเราออกแบบชีวิตได้ จริงๆแล้วเราก็เทสอยู่แล้ว ทุกการกระทำที่เราตัดสินใจทำลงไป มันก็ไม่ได้เกิดผลลัพธ์ตามที่เราคิดเสมอไป สิ่งหนึ่งที่สมองคนเรายังทำงานไม่ได้ดี คือการเอา feedback เอาบทเรียนที่ได้จากการเทสไปปรับ เพราะมันไม่ได้เกิดอัตโนมัติ มันเกิดจากการที่เราพยายามเอาบทเรียนจากประสบการณ์มาปรับใช้
เราเลยต้องมาพยายาม measure experience ของตัวเองด้วยการทำ reflective jouney หรืออาจจะเป็นวิธีอื่นก็ได้ที่ทำให้เราได้เห็นตัวเอง ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองกระทำ
บทเรียนวันนี้มันดีมากๆ เพราะมันไปไกลกว่าเรื่องการออกแบบสิ่งของ แต่โยงไปถึงการออกแบบชีวิต เราจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ได้ยังไง เราจะไปไกลกว่าสิ่งที่เราเป็นได้อย่างไร..
credit: DBT 242 Inclusive Design innovation
ความสุขสัมพันธ์ ความสุขสัมพัทธ์
จริงๆแล้วเราก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าเราเป็นคนอะไรก็ได้ ไม่ชอบความสุดโต่ง
ตั้งแต่เมื่อไหร่ นานแล้วที่เราไม่ได้รู้สึกชอบไอ้สิ่งนี้มาก เกลียดไอ้นั่นที่สุด มันเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
พอได้ลองทบทวนตัวเองก็ค้นพบว่า เราคงผิดหวังกับความสุขสัมพันธ์แบบที่เราเจอๆมา ความสุขสัมพันธ์คือความเชื่อที่ว่าความสุขของเราจะผูกติดกับอะไรสักอย่าง ทุกอย่างมันมีสูตรสำเร็จ เช่นการได้รับชัยชนะคือความสุข การเป็นผู้ถูกเลือกคือความสุข การได้รับการยอมรับในทางความคิดคือสิ่งที่ดี
เราผิดหวัง เราไม่ไว้ใจในสมการความสุขกลายเป็นว่าอะไรๆมันเลยให้ความรู้สึกไม่แน่นอนไปหมด เราเริ่มมาเชื่อว่าโลกนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิด มันไม่มีอะไรชัดเจนพอจะบอกได้ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ต้องดูกันไปเรื่อย เช่นความขยันนำไปสู่ความสำเร็จ และบางความขยันก็นำพาไปสู่ความล้มเหลวได้เหมือนกัน
พอเวลาเราเลือกข้าง หรือตัดสินใจ จึงมีความเชื่อนี้มาช่วยนำทางเสมอ มันคอยบอกเราว่าไม่มีอะไรแน่นอน และไม่จำเป็นที่ต้องคอยยึดติดสิ่งต่าง ให้เชื่อประสบการณ์ตรงหน้า
ถ้าเราจะมีความสุข มันก็มีความสุขเอง ไม่ใช่เพราะมีตัวแปรอะไรทำให้เกิด เป็นความสุขแบบสัมพัทธ์
ทำไร
ป่าววว
Chiang Rai experience
ตอนนั้นเป็นเวลาห้าโมงกว่าๆ เป็นเวลาที่เราตั้งใจจะมาที่ลานโล่งกว้างแห่งหนึ่ง ที่มีรั้วสีเขียวล้อมรอบในจังหวัด เชียงราย ที่ๆผู้คนในเมืองรู้กันดีว่าที่นี่คือ สถานที่มาออกกำลังกาย พาสุนัขมาเดินเล่นหรือนั่งพักตากอากาศกันตอนเย็น ท่ามกลางคนเมืองผู้กำลังขมักเขม้นอยู่กับการทำกิจกรรมของตัวเองอยู่รอบๆลานนี้ หลังจากเราเดินทางแบกสัมภาระ กับสิ่งของที่จะใช้"ทดลอง"ในวันนี้พร้อมกับเพื่อนอีกสองคน เราวางตะแกรงพลาสติก ผูกกับรั้วทางเข้าลานโล่งกว้าง เอาขนมสุนัขที่แบ่งมาใส่ถุงอย่างดีแล้ว แขวนบนตะแกรงทีละอัน ทีละอัน ท้ายที่สุดแล้วเราจึงแขวนป้ายร้านที่สื่อถึงบริการที่เราจะทำ "Feed your dog from your hand ในราคาชุดละ 5 บาท" เราตั้งใจจะมาลองขายขนมสุนัขแบบแบ่งขายทานได้ทันทีในราคาชุดละ 5 บาท
เราอยากจะลอง อยากจะทดสอบ ถึงความต้องการของคนที่พาสุนัขตัวเองมาเดินเล่นว่าเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะซื้อขนมของสุนัข ให้สุนัขของเขาแก่การพยายามออกมาเดิน และสุนัขก็คงจะหิวในระหว่างที่ออกมาเดินเล่นแบบนี้ เราคิดแบบนั้น ในมุมมองของคนที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัขโดยตรง การที่มีขนมสุนัขแสนอร่อยๆมาล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้า สุนัขคงจะเลียปากแผล่บๆ ร้องหงิงๆขอเจ้าของให้ซื้อให้แน่ๆ เราฝันหวานแบบนั้น แม้ในห้วงคะนึงของความคิดจะมีความลังเลใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่นี้ เรากังวลเรื่องต่างๆมากมาย เช่นเรื่องความสะอาดของอาหาร เขาจะไว้ใจเราหรอ เรื่องคุณภาพล่ะ ถ้าหมากัดคำนึงแล้วไม่กินต่อเขาต้องจ่ายตังมั้ย และถ้าคนไม่ซื้อกันละ ไม่ขาดทุนแย่หรอ เอาจริงๆแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราคงจะคิดรอบคอบกว่านี้ ถ้ามีใครสักคนมาซักถามแต่เราฝืนใจไม่ฟังเสียงการตั้งคำถามของตัวเองมากนัก เราจึงตัดสินใจลองทำออกมา แล้วบอกตัวเองในใจ ว่าขอลองทำดูละกัน แล้วจะได้รู้แบบไม่ต้องมานั่งคิดกังวลว่าสิ่งไหนเวิร์คไม่เวิร์ค
หลังจากตั้งร้านที่รั้วทางเข้าไปได้สักพัก เราลองทำการตลาดแบบง่ายๆ โดยเอาขนมไปให้สุนัขเขาแบบฟรีๆ "ขออนุญาติให้อาหารน้องหมาหน่อยนะครับ" เราพูดกับคนที่พาสุนัขมาเดินเล่นด้วยอาการสุภาพ ในเวลานั้นก็จะได้สอบถามพูดคุยหาข้อมูลบางอย่างเพื่อนำมาพัฒนาไอเดียของเราต่อด้วย หรืออย่างน้อยถ้าคนไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้จริงๆ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเพราะอะไร
"อ๋อ พี่ให้มันกินมาจากบ้านแล้วค่ะ คงไม่ให้มันกินเพราะต้องคุมน้ำหนักด้วย"
"เอ มันคืออะไรอ่ะน้อง ปกติพี่ให้น้องหมากินข้าวคลุกนะ ขนมแบบนี้มันไม่น่าจะกินนะ"
"อ่ะ ให้มันลองกินดูก็ได้ แต่ปกติพี่ก็จะให้มันกินขนมแบบนี้ ก่อนนอนวันละ 3 แท่ง"
"หมาพี่มันกินแต่ทาโร่หมาอ่ะ แต่เดี๋ยวพี่ลองเอาไปให้มันดู"
(ว่าแล้วพี่เขาก็หยิบขนมเราไปให้น้องหมา แต่เจ้าหมาดมๆแล้วก็ไม่กิน)
หลากหลายเสียงบอกกล่าว บอกเล่าความคิดเห็นจากกลุ่มลูกค้า(ในอนาคต)ของเรา ทำให้เราประหลาดใจ เอะใจ กับความจริงอีกฝั่งนึงของผู้ซื้อ การออกไปพูดคุยกับเขา มันทำให้เราพบอะไรแปลกใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นรายละเอียดในมุมที่เราไม่ได้คำนึงถึง
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงที่บริการของเรายังคงขายไม่ออก และเป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืด ด้วยความที่บริเวณนี้เป็นลานโล่งแจ้ง ทำให้ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟเลย กลางคืนจึงมาเยือนบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดวัน จู่ๆเราก็เจอพี่ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดลำลองคาดว่าน่าจะมาออกกำลังกายที่นี่เหมือนกัน กำลังเอาอาหารเม็ดให้สุนัขอยู่ มีคนให้อาหารสุนัขตอนพามันออกมาเดินเล่นแบบที่เราคิดด้วย เราคิดในใจแล้วจึงเข้าไปพูดคุยกับเขา
"อ๋อ นั่นไม่ใช่หมาพี่หรอก พวกเขาเป็นหมาจรจัดแน่ะ ถ้าพี่แวะมาแถวนี้ก็จะซื้ออาหารมาให้พวกเขาด้วย วิธีสังเกตหมาจรจัดง่ายๆเลย เขาจะตื่นคน เวลามีคนเอาอาหารมาให้เขา เขาก็อาจจะไม่กินทันที เขากลัว ต้องรอให้เราเดินออกไปก่อน เขาถึงจะมากิน แต่พวกที่เคยมีเจ้าของและ ถูกเอามาทิ้ง ก็จะไม่ค่อยกลัวคนหน่อย" พี่คนนั้นบอก
ในเวลานั้นเราก็ได้แชร์สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ด้วย เราขอบคุณพี่เขาสำหรับการแชร์แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน
พอผู้คนเริ่มกลับบ้านกันจนหมด ไม่มีคนพาสุนัขมาเดินเล่นในเวลานั้นแล้ว เราเก็บตะแกรงที่มีขนมสุนัข กับป้ายร้าน แยกย้ายเดินทางกันกลับ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า สงสัยจะไม่เวิร์คจริงๆล่ะ เราคิดในใจว่าคงต้องลองมาปรับอะไรๆกันใหม่
ในช่วงเวลาสองทุ่ม ขณะกำลังนั่งกินหมูกะทะริมถนนกันสามคน ย้อมใจจากความผิดหวังจากการขายขนมสุนัขเมื่อตอนเย็น นั่งคิดโน่นนี่นั่น ดื่มด่ำกับบรรยากาศชิวๆไร้เสียงรถบนถนนแบบเมืองกรุงที่เราจากมาทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี
"น้องๆ อันนี้ขาย 5 บาทใช่มั้ย?" มีพี่คนนึงมาสะกิดเราพร้อมถามถึงขนมสุนัขของเรา
ตอนนั้นยังไม่เข้าใจดีว่าเขาจะซื้ออะไร พี่เขาจึงชี้ไปที่ตะแกรงที่เราวางพักไว้กับพนักเก้าอี้โดยบังเอิญ แบบไม่ตั้งใจว่าจะเอามาขายตรงนี้
"พี่ขอชุดนึง ให้หมาพี่หน่อย" พี่คนนั้นบอก แล้วชี้ไปที่สุนัขตัวใหญ่ๆสองตัวที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆร้าน
หลังจากจ่ายตัง ยื่นขนมให้สุนัขของพี่เขากินแล้ว เราก็เริ่มพูดคุยกับพี่เขาด้วยความประหลาดใจ เพราะนี่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เราคาดเดาว่าจะมีคนมาซื้อขนมสุนัขของเรา มันไม่ได้อยู่ในแผนการใดใดของเราเลย
"อ๋อ พี่เป็นเจ้าของร้านตรงนี้ แล้วไอ้หมาสองตัวนี้" หมายถึงพวกเราสามคนรึป่าว เราคิดในใจ
"เขาเป็นเจ้าถิ่นมาอยู่แถวๆนี้ก่อนอยู่แล้ว เขาจะชอบมาป้วนเปี้ยนเดินไปเดินมา ปกติพอพี่ขายหมูกะทะเสร็จ เศษหมูที่เหลือๆก็จะให้พวกมัน" พี่เขาเล่าถึงสุนัขตัวที่เราเพิ่งให้ขนมมันไป
แล้วหลังจากนั้นเราก็คุยกันเรื่อง เมืองเชียงราย ที่นี่มีสถานที่ไหนไปเที่ยวได้บ้าง เจ้าหมาสองตัว ก็ยังอยากกินอีก พี่เขาเลยซื้อไปอีก หลายชุด รวมๆ ประมาณ 40 กว่าบาท
วันนั้นเรากลับหอพักด้วยความรู้สึกโล่งใจ และตื่นเต้น อดใจรอจะให้ถึงที่พักไม่ไหว เพื่อที่เราจะได้ทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ และนั่นก็เป็นตอนจบของเรื่องนี้ ซึ่งเราพึงพอใจกับผลลัพธ์ของวันนั้นทีเดียว เราลงทุนไปกับค่าอาหาร และตะแกรงรวม 100 กว่าบาท เพื่อรู้ว่าวิธีที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับไอเดียของเรา และเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ในภาพใหญ่ ตอนแรกเราต้องการจะทำตู้ขายขนมสุนัขแบบอัตโนมัติที่ๆคนเลี้ยงสุนัขสามารถมาหยอดเหรียญที่ตู้เพื่อจ่ายเงินค่าบริการ แล้วจะมีขนมสุนัขหล่นลงมาที่ช่องด้านล่าง ซึ่งสิ่งที่เราทำก็เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองในพาร์ทที่เล็กที่สุดของไอเดีย หรือสิ่งที่เรียกว่าแก่น เราแค่อยากแน่ใจว่า มีความต้องการขนมสุนัขในบริเวณสถานที่สวนสาธารณะมั้ย สุนัขจะทานขนมแบบนี้ในเวลาเดินเล่นมั้ย หลังจากได้ลองทดสอบแล้ว เราจะได้ความรู้ หรือพูดกว้างๆก็คือประสบการณ์ที่สามารถนำมาพัฒนาไอเดียของเราต่อไปได้
แต่ไม่มีใครคิดได้ตั้งแต่วันแรกหรอก ว่าพอมีไอเดียจะทำอะไรแปลกๆใหม่ๆควรจะเริ่มอย่างไรดี จะพัฒนาไอเดียฟุ้งๆของตัวเองอย่างไร ในวันเวลาที่เรามีไอเดีย แต่ไม่รู้จะผลักมันออกมายังไง แล้วถ้าทำออกมาแล้วมันไม่ดีล่ะ แล้วจะทำยังไงต่อ? กว่าที่เราจะเข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อ
ย้อนกลับไปสามอาทิตย์ก่อนที่เราจะไปปรากฏตัวที่ลานกว้างนั้น ย้อนไปเป็นเวลาเช้าตรู่ ประมาณตีห้าเห็นจะได้ เรากำลังตั้งโต๊ะแบบพกพา ขนของมากมายจากหอพักในเชียงราย ด้วยรถสองแถวเพื่อไปตั้งร้านขายของตรงทางเท้าหน้าเทคนิคแห่งหนึ่งในเชียงราย เราไปขายไข่เจียวเซียมซี ซึ่งเราเกิดไอเดียว่าอยากขายข้าวไข่เจียวแต่ทำยังไงให้มันแตกต่างดี เราเลยเอาเซียมซีมาให้คนเขย่าเล่นเป็นการเสี่ยงโชคกับเรา ซึ่งในเซียมซีจะมีตัวเลข 1-24 โดยที่ถ้าเขาเขย่าแล้วได้เลขบางตัว เราก็จะมีรางวัลให้ เช่นถ้าเขาเขย่าได้ 3 กับ 13 เขาจะได้ข้าวไข่เจียวเพิ่มไข่พิเศษหรือ ถ้าเขาเขย่าได้เลข 5 เราจะแถมไส้กรอกให้หนึ่งชิ้น ตามที่เราคำนวณแล้วว่าจะได้กำไรแน่ๆ หลังจากสำรวจสถานที่มาอย่างดี บริเวณตรงนั้นมีแค่ร้านขายหมูปิ้ง กับร้านน้ำแข็งไสที่เขาขายอยู่ และตรงนั้นเขาก็อนุญาตให้ขาย มีหรือข้าวไข่เจียวเซียมซีอย่างเราจะขายไม่ออก ด้วยความมั่นใจ จึงลงทุนซื้อของมาเต็มที่สำหรับพอที่จะขายไปได้หนึ่งเดือนเต็มๆ เราตั้งร้านเสร็จเรียบร้อย นี่เป็นการขายอาหารแบบจริงๆจังๆครั้งแรกของเราเลย การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ มักให้ความรู้สึกกระตือรือร้น มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมอยู่เสมอๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ที่หน้าร้านไข่เจียวเซียมซีของเรา ที่ๆผู้คนมากมายเดินผ่านร้านของเราไป นักเรียนยืนออๆกัน มาซื้อหมูปิ้งหน้าเทคนิคฯ ในขณะที่ร้านของเราว่างเปล่า เราได้แต่ฉงนสงสัยถึงสูตรสำเร็จที่เคยทำตามๆกันมาตอนอยู่มหาลัยฯ ทำไมกลับมาทำซ้ำที่นี่ไม่ได้ อะไรทำให้คนที่นี่ไม่กินไข่เจียวของเรากันน้า ข้อเท็จจริงที่เกิดตรงหน้าทำลายข้อสันนิษฐานได้เสมอๆ ในวันนั้นและอีกหลายๆวันต่อมาเราก็ยังขายไข่เจียวเซียมซีไม่ค่อยดีเลย ไม่เหมือนที่คิดไว้
หลังจากถูกโลกแห่งความจริงหักหลัง ไม่สิอาจจะเป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสม ทำให้เราหยุดการตั้งร้าน หยุดขายและมานั่งทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เราจะจัดการรับมือกับความล้มเหลวอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ความล้มเหลวสอนเราคือ เรื่องที่แย่ที่สุดคือ ผลลัพธ์ของการกระทำที่พอผ่าน แต่ไม่รู้จะปรับปรุงให้ดีขึ้นยังไง จะพัฒนาตรงไหน สิ่งที่เราในกลุ่มสามคนเห็นพ้องต้องกันคือ ที่เราทำที่ผ่านมา มันวัดผลไม่ได้! สิ่งที่วัดผลของเราที่ผ่านมามีเพียงแค่ยอดขาย ซึ่งไม่ละเอียดพอที่จะบอกเราว่า มีส่วนไหนควรปรับปรุงบ้าง เราพร้อมจะล้มเหลวหลายๆครั้ง ถ้ารู้แน่ชัดว่าต่อไปจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร ตรงไหนคือสิ่งที่เป็นปัญหา แต่พอเป็นธุรกิจอาหาร ที่อะไรๆก็เป็นมาตรฐานในตัว เราแทบวัดผลไม่ได้เลยว่า เขาไม่ซื้อเราเพราะ แพคเกจ รสชาติ การตั้งร้าน การตลาด หรืออื่นๆ ยังไม่นับรวมเหตุผลแปลกๆอย่างเช่น เราซึ่งเป็นคนขายไม่ใช่คนท้องถิ่น
อาจเป็นเพราะหลายๆเหตุผลนี้ล่ะมั้ง ที่เป็นสาเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ในตลาดที่แข่งขันสูง ต้องลงทุนสูงให้ทันมาตรฐานตามปกติ หรือไม่ก็ต้องทำอะไรที่แตกต่างไปเลย ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าอะไรผิดพลาด ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกหลงทางในกลางป่า การได้มาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาก็น่าจะคล้ายกับการที่เราสุมกองไฟในป่า ฟังเสียงลม สังเกตพืชพันธุ์รอบตัว ก่อนจะเริ่มออกเดินทางต่อพร้อมแผนการใหม่โดยไม่ลืมบทเรียนที่ผ่านมา
หลังจากพักผ่อน เที่ยวทั่วเมืองนี้จนหายเหนื่อยแล้ว ตลอดช่วงเวลาที่พักผ่อนก็ได้มีความคิดไอเดียใหม่ๆเพิ่มเข้ามา แต่จากที่เมื่อก่อนเราจะรีบวิ่งออกไปทำเลย แต่ตอนนี้เรามีสติมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น ลองเขียน ลองร่างภาพวาดไอเดียคร่าวๆก่อน การจะทำอะไรสักอย่าง ต้องเป็นอะไรที่วัดผลได้ แค่รู้ว่าจะพัฒนา ปรับเพิ่มอะไรยังไงต่อ อย่างน้อยที่ทำมาก็จะได้ไม่สูญเปล่า เป็นบทเรียนที่ถอดออกมาได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองของเราต่อโลก ที่เราพยายามมองโลกแบบที่ไม่ได้อนุมานมาจากในสื่อต่างๆที่เราเสพ เราเริ่มไม่ไว้ใจโลกความจริงที่ผู้ใหญ่เคยบอก
การคุยกันแบบมัวเมาทำให้เราอยากหาเครื่องมือหรือวิธีการอะไรก็แล้วแต่ที่ช่วยให้เราวัดผลสิ่งที่เราทำ มันทำให้เรานึกไปถึงการทดลองในห้องแลบ สมัยตอนเรียนมัธยม ที่เราเคยต้องมานั่งลอกใบผลการทดลองของเพื่อนเพราะเรียนไม่เข้าใจ ในใบนั้นจะต้องมีเขียนตัวแปรต่างๆเสมอ ตัวแปรต้นคือ สิ่งที่เราจะศึกษา ตัวแปรตามคือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่ใช้ชี้วัดผลการทดลอง ตัวแปรควบคุมคือ สิ่งที่เราต้องควบคุม เพื่อให้ผลการทดลองไม่เบี่ยงเบน นั่นคือสิ่งที่เรายังพอจำได้ แม้ไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนักพอนึกย้อนไปคิดถึงวิธีการเหล่านี้ ทำให้คิดว่าเราน่าจะเอามาปรับใช้กับสิ่งที่เราทำได้โดยมองว่าการขายของแต่ละครั้ง ก็เหมือนการทดลองอะไรบางอย่าง ที่เราจะให้ความสนใจกับการวัดผล เลือกสิ่งที่เราอยากจะวัดผลออกแบบการทดลอง และบันทึกผลมาสร้างไอเดียที่ซับซ้อนขึ้น โดยสิ่งแรกที่เราสนใจมากคือ สินค้าหรือ ปัญหาที่เราจะแก้ นี้เป็นปัญหาจริงๆรึป่าว มีคนต้องการสิ่งนี้จริงๆ ใช่มั้ย สิ่งนี้เป็นแก่นหรือใจความสำคัญของสิ่งที่เราจะทำ
ซึ่งไอเดียที่แล่นผ่านมาในหัวเราตลอดช่วงที่ผ่านมามันช่างซับซ้อนจนเรามองไม่ออกว่า มันแก้ปัญหาอะไร แก่นของมันคืออะไร เราจึงจำเป็นต้องแยกเลเยอร์ของความซับซ้อนออกมา และเลือกเอาแก่นมาลองทดสอบดู ในมุมมองของเรา เราคิดว่า ถ้าแก่นมีคนซื้อ มีความต้องการอยู่จริง มันก็น่าจะพัฒนาต่อ ก็น่าจะขายได้ แต่ถ้าแก่นมันไม่ใช่ ไม่ว่ามันจะน่าสนใจแค่ไหน คงไม่มีประโยชน์
ตอนนั้นมีหลายไอเดียที่เราอยากจะไปลองทำ เช่น
ไอเดียตั้งร้าน"จิบชาเล่าเรื่อง" ร้านที่ขายชาร้อนพร้อมเสริฟที่ชวนคุณมานั่งพูดคุยในประเด็นต่างๆ ผ่านกระบวนการที่เราออกแบบ
ไอเดีย"Secret place" ชวนให้นักเดินทาง มาเขียนแนะนำสถานที่ที่เป็น Secret ในแบบของตัวเอง แล้วเราจะใส่ซองขายแบบสุ่มเป็น Random tour guide ที่เป็นการส่งต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวด้วยกันแบบไม่แมส
ไอเดียตู้ขายขนมสุนัขอัตโนมัติที่ๆคนเลี้ยงสุนัข ที่พาสุนัขมาเดินเล่นสามารถมาซื้อขนมสุนัขแบบแบ่งขายได้ด้วยตัวเอง
เราหยิบเรื่องตู้ขายขนมสุนัขมาทำต่อ ตัวไอเดียคือ ขนมสุนัขพร้อมรับประทาน กับเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ แก่นของไอเดียนี้คือ ขนมสุนัขที่ถูกขายที่สวนสาธารณะ ลานว่างที่คนพาสุนัขมาเดินเล่น
โดยหลังจาก เจอแก่นของไอเดียแล้ว สิ่งที่เราต้องไปทดลอง ไปพิสูจน์ให้ได้คือ คนที่พาสุนัขมาเดินเล่น เขา(หรือสุนัขของเขา) ต้องการ อยากที่จะทานขนมสุนัขมั้ย การทำให้เรียบง่ายที่สุด จะทำให้เราวัดผลได้ง่าย เพราะฉะนั้นการออกไปทำครั้งนี้ เราจะไม่ทำกล่องใส่อาหารสุนัข ไม่ซื้ออาหารสุนัขหลากหลาย ไม่ซื้อของมาตุนไว้เยอะๆ แต่จะทำง่ายๆแค่ซื้อตะแกรงมาห้อยขนมสุนัข และป้ายร้าน ในราคาลงทุนรวมๆ 100 กว่าบาท นี่คือการขายของที่เล็กแบบติดดินสุดๆ แล้วค่อยๆพัฒนาต่อยอดแบบค่อยเป็นค่อยไป
ใครกันนะที่ชอบพูดว่า Think big, Act small นี่คงเป็นความหมายของคำพูดนี้ในแบบของเรา
ผลลัพธ์ของการที่เราไปทดสอบครั้งนั้นคือ พฤติกรรมของคนเมืองที่เลี้ยงสุนัข มักจะให้อาหารมาก่อนแล้วก่อนออกจากบ้าน น้อยครั้งนักจะให้สุนัขของเขากินจุกจิก หรือความที่คนที่นั่นยังคงให้สุนัขทานข้าวคลุกอยู่ ขนมสุนัขแบบแท่งจึงไม่ใช่ของที่สุนัขทานประจำ แต่คนที่กะจะซื้อให้สุนัขแน่คือคนที่เห็นสุนัขจรจัด ทีนี้การพัฒนาไอเดียต่อก็อาจจะเปลี่ยนไป อาจจะไม่ได้เป็นตู้ขายอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญเหมือนที่เคยคิดไว้ เพื่อนในกลุ่มพูดเอาเล่นๆว่า งั้นลองไปขายในวัดมั้ย ขายให้ฝรั่งไงแบบ ซื้อขนมสุนัขไว้คอยป้องกันตัวจากสุนัขเจ้าถิ่น แล้วคุณจะเข้าไปเขตวัด โดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวหมาวัด แค่คิดก็สนุกแล้ว กับการทำน้อยๆ ความเสี่ยงต่ำ แต่ทำได้ทุกวันแล้วรู้ว่าจะพัฒนาเป็นไปในทางไหนต่อ
เพราะชีวิตคือการทดลอง อะไรที่ไม่ทำให้คุณตาย มันสอนคุณเสมอ คำพูดที่ฟังดูเท่ๆเมื่อก่อน ตอนนี้ฟังแล้วอินกับมันมากขึ้นจากการได้ลองทำจริงๆ
เมื่อจบเดือนของภารกิจ 1 เดือนที่เชียงราย พอมองย้อนไปถึงความล้มเหลวที่ซ่อนเรื่องราวบางอย่าง บนเส้นทางแห่งความผิดหวังนี้ จากการลองผิดลองถูกในแบบของเรา เรื่องราวทั้งหมดก็ยังตอกย้ำสิ่งเดิมๆว่า เราเป็นแค่เพียงกลุ่มเด็กโง่ๆกลุ่มนึง ผู้ไม่เจนจัดต่อโลก ผู้ไม่เข้าใจชีวิต สิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตเราจริงมีแค่ความฝัน ไอเดีย ความคิดที่จะทำโน่นนี่นั่นต่างๆ เราเชื่อว่าการมีอยู่ของเราก่อให้เกิดผลผลิตทางความคิดต่างๆมากมาย เราหวังแค่ว่าสักผลผลิตทางความคิดนึงของเราจะส่งผลในแง่ดีต่อโลกใบนี้ แต่วิถีของโลกใบนี้ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เราอ่อนต่อโลกเกินไป เปราะบางเกินไป ความคิดของเราจึงถูกสกัดกั้นโดยผู้เจนจัดต่อโลกด้วยความหวังดี
บทเรียนในช่วงนั้นทำให้เรามีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยตั้งไข่ บ่มเพาะ ขัดเกลาและสรรสร้างเมล็ดพันธุ์ทางความคิด ให้มันแข็งแรงพอที่จะยืนหยัด เติบโตขึ้นมาบนโลกแห่งความเป็นจริงได้ ความล้มเหลวขนาดที่พอเหมาะพอดี จะทำให้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดของเราเติบโตได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะความล้มเหลว ความผิดหวังที่มีคุณค่า คือความล้มเหลวที่เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
เอาล่ะ! พร้อมจะเดินออกไปข้างนอกกันรึยัง? :)