ร้อยหนังคือปณิธานที่ตั้งไว้ตอนปีใหม่ว่าจะดูหนังให้ครบร้อยเรื่องก่อนสิ้นปี ผ่านไปเดือนนึงก็นึกได้ว่าควรเขียนบันทึกไว้
เราจะไม่สปอยล์ (แต่ถ้าไม่ได้ดูเรื่องนั้น ๆ มาก่อนอาจจะอ่านไม่เข้าใจ) ยกเว้นบางเรื่องซึ่งเราจะเตือนไว้ตัวหนา ๆ ว่ามีสปอยล์เลอร์
อ้อ อ่านร้อยหนังของเดือนก่อน ๆ ได้ที่ spurofmoment.tumblr.com/100
67. Good Will Hunting (1997)
หนังแบบนี้คือเหตุผลหลักที่เราเริ่มโปรเจคร้อยหนัง
“หนังแบบนี้” คือหนังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เราก็รู้จักมาตั้งนานแล้ว ชาวบ้านชาวช่องเขาก็ดูกันหมดแล้วแต่เราดันไม่เคยดู พอตั้งใจจะดูก็ขี้เกียจบ้างล่ะ ไม่รู้จะหาดูจากไหนบ้างล่ะ ขี้เกียจบ้างล่ะ ติดซีรี่ส์บ้างล่ะ
ก็เลยบอกกับตัวเองว่า ปีนี้แหละ จะเอาหนังที่อยากดูแต่ไม่ได้ดูซักทีมากองรวม ๆ กันแล้วไล่ดูให้หมด และ Good Will Hunting ก็เป็นหนึ่งในนั้น
พอดูจบแล้วก็ อือ สมแล้วที่เป็นหนังคลาสสิก
ตอนเราดู A Beautiful Mind เราคิดว่าจะเป็นหนังคณิตศาสตร์เกี่ยวกับนักคณิตศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ พอมาเรื่องนี้เราก็คิดว่าจะเป็นหนังคณิตศาสตร์เกี่ยวกับนักคณิตศาสตร์ แต่พอดูจบแล้วก็ไม่เชิง
Good Will Hunting คือดราม่าที่มีคณิตศาสตร์เป็นฉากหลังเห็นอยู่ไกล ๆ ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวเลขก็คงเหมือนกับบอกว่า The Social Network เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
หนังทั้งเรื่องคือความเก็บกดของ Will Hunting (เล่นโดย Matt Damon) เพื่อมาปลดปล่อยในสองสามฉาก เห็นได้ว่าแทบทั้งเรื่อง Will ได้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวเองไว้อย่างแน่นหนา และหลายคนที่พยายามจะทำลายมัน (อาจารย์ที่ MIT, จิตแพทย์สองสามคนแรก, Skylar) แต่ก็ล้มเหลว
แต่พอกำแพงนั้นพังทลายลง อารมณ์ที่ถูกเก็บล้อมไว้ก็ไหลบ่าออกมา ทำให้หนังมีฉากที่เข้มข้นรุนแรง พอมาสะท้อนกับตัวละคร Sean (เล่นโดย Robin Williams) ก็ยิ่งทำให้การโต้ตอบนั้นปะทุดุเดือดเข้าไปใหญ่
เพราะทั้งสองคนเล่นดีมาก (แหงล่ะ ระดับนี้แล้ว)
ก็คงจะเหมือนหนังคลาสสิกเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยเขียนถึง คือมันดีไปหมด ไม่มีอะไรต้องพูดมากยกเว้นว่าถ้ายังไม่ได้ดูก็ไปดูซะนะ
68. Kubo and the Two Strings (2016)
เราเขียนรีวิว (แหม รีวิว พูดแล้วกระดากปาก) ไว้ที่มินิมอร์แหละ ไปอ่านกันได้ไม่มีสปอยล์
สรุปง่าย ๆ ว่าเป็นแอนิเมชั่นที่ภาพสวยมากกก อลังการสุด ๆ
เป็น stop motion ที่บ้าพลังทำ particle มาเยอะแยะ (ถ้าใครทำ 3d จะรู้ว่าการทำ particle system ที่มันซับซ้อนจะยากมาก แล้วนี่ต้องมาทำในโลกจริง ดูไปก็เหนื่อยแทนคนสร้างหนัง)
ที่แย่คือ ณ วันที่เขียน (15 กันยายน) หนังเรื่องนี้ทำรายได้ทั่วโลกไปแค่ 49 ล้านเหรียญ ต่ำกว่าทุนสร้างที่ 60 ล้าน ยังไม่นับค่าโฆษณา (ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่คิดรวมอยู่ในทุนสร้าง ถึงเรื่องนี้จะไม่โฆษณามากแต่ค่ามาร์เก็ตติ้งก็คงสูงอยู่) ปกติเราจะไม่ค่อยสนใจตัวเลขพวกนี้ แต่คือหนังเรื่องนี้มีทีท่าว่าจะขาดทุน แล้วถ้าขาดทุน ในอนาคตสตูดิโอก็จะไม่ค่อยอยากสร้างหนังแนวนี้ ซึ่งน่าเสียดายมาก
69. Crazy, Stupid, Love (2011)
พอมีข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่อง La La Land ที่จะเข้าฉายปีหน้า ซึ่งร้อยทั้งร้อยคนที่ดูแล้วบอกว่าหนังดีเลิศมาก เสียงชมกันไม่ขาดสาย ยกยอกันซะจนอยากตีตั๋วไป Toronto Film Festival ให้รู้แล้วรู้รอด
คำชมของหลายคนบอกว่า Emma Stone กับ Ryan Gosling มีเคมีเข้ากันได้ดีเหลือเกิน เราเลยไปหาหนังเรื่องอื่นที่สองคนนี้แสดงด้วยกัน
Crazy, Stupid, Love คือรอมคอม คือหนังที่ประกาศตัวเป็น chick flick อย่างโจ่งแจ้ง
แต่เราก็ไม่อายที่จะบอกว่าเราชอบหนังเรื่องนี้
โอเค อายนิดนึง แต่ก็ชอบอะ
หนังเรื่องนี้ไม่จริงจังกับตัวมันเองมากเกินไป (จริง ๆ ก็ไม่จริงจังเลยแหละ) เป็นหนังตลกที่ดูเพลิน เราจัดให้อยู่ในคลาสเดียวกับ Easy A (คือดีกว่าหนังตลกฝรั่งทั่ว ๆ ไป ซึ่ง 99% ของหนังแนวนี้เราไม่ชอบ)
Ryan Gosling กับ Emma Stone เข้ากันได้ดีจริง ฝั่ง Steve Carell ก็โอเค ไม่ได้ดีถ้าเทียบกับ The Office ไรงี้ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร
ชอบสุดคือฉาก “หักมุม” ฮามาก เหมือนกับผูกเรื่องทุกอย่างให้เข้ากันกลายเป็นพล็อตเดียว ฮาแบบไร้เหตุผล ยิ้มไม่หุบเลย ว่อออ
ตอนจบค่อนข้างคลิเช่ ฉากพิธีจบการศึกษาเราว่าแย่สุดในเรื่องละ แต่โดยรวมสนุกมาก
ไม่ใช้เพราะงง แต่เพราะเครียด เพราะเนื้อหาหนักมาก
Short Term 12 ว่าด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่สถานบำบัดเด็กและวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงด้านจิตเวช
เราสังเกตว่าหนังไม่ได้สนใจจะพูดถึงเด็กแต่ละคนว่าโดนอะไรมาบ้างถึงถูกส่งเข้ามาในสถานบำบัด แต่เน้นไปที่ผลกระทบกับตัวเด็ก และพฤติกรรมที่เด็กเหล่านั้นแสดงออกมา ช่วงแรกสุดของหนังเราเห็นเด็กคนหนึ่งพยายามวิ่งหนีออกจากสถานบำบัดพร้อมกรีดร้องโวยวาย เด็กบางคนก็เก็บตัวเงียบ บางคนมีพฤติกรรมรุนแรง แต่หลายครั้งเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านั้น ซึ่งส่วนนี้เราว่าหนังจงใจ
ความจงใจอีกอย่างคือการที่หนังบอกเรา ผ่านคำพูดหรือท่าทางการกระทำของตัวละคร ว่าตัวละครนั้น ๆ มีมิติลึกกว่าที่เห็นมาก แต่หนังยังไม่บอกว่าความลึกของตัวละครนั้นคืออะไร แล้วค่อย ๆ ปล่อยความหลังออกมาทีละน้อย ๆ ทำให้ในแต่ละฉากเรารู้จักตัวละครเหล่านั้นมากขึ้น
อย่างเช่นความแตกต่างระหว่าง Grace (เล่นโดย Brie Larson) กับ Nate (เล่นโดย Rami Malek) ที่แสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นว่า Nate เป็นเด็ก “สมบูรณ์” คือมาจากครอบครัวที่ดี จบมหาวิทยาลัยแล้วอยากมีประสบการณ์ทำงานกับ “เด็กด้อยโอกาส” (ในหนัง Nate ใช้คำว่า underprivileged) การแสดงออกก็จะเก้ ๆ กัง ๆ ส่วน Grace จะมีประสบการณ์มากกว่า เข้าใจเด็กมากกว่า คุยเล่นกันได้
ความแตกต่างนี้ตอนแรกก็ให้เหตุผลได้ว่า Nate นั้นเพิ่งเริ่มงาน อาจจะยังไม่คุ้นชินกับการโต้ตอบกับเด็ก แต่พอดูไปเรื่อย ๆ หนังก็ค่อย ๆ เปิดเผยว่า ความแตกต่างระหว่าง Grace กับ Nate นั้นมีมากกว่านั้นมาก แล้วตัวละครของทั้งคู่ (แต่โดยเฉพาะ Grace) ก็ซับซ้อนมาก ๆ
ซึ่งก็ต้องชมว่า Brie Larson นั้นแสดงความซับซ้อนนั้นออกมาได้ดี จนหายสงสัยเลยว่าทำไมเจ๊แกได้รับบทนำใน Room
ความกดดันของหนัง บางส่วนก็มาจากภาพ ที่พออารมณ์ของหนังเริ่มเครียดขึ้น ภาพโคลสอัพก็มีให้เห็นมากขึ้นและใกล้ขึ้น ใกล้จนอึดอัด จนหลายครั้งมองไม่เห็นอย่างอื่นนอกจากแววตาของตัวละคร ทำให้ฉากแบบนี้มีพลัง มีความเข้มข้น
แล้วก็ตัดไปที่ฉากเต็มตัวให้พักหายใจ
เป็นหนังอีกเรื่องนึงที่ดูแล้วชอบ แต่คงไม่ดูอีกแล้ว เหนื่อย
71. The Royal Tenenbaums (2001)
เราไม่เก็ต The Royal Tenenbaums
แบบ เราเข้าใจว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร แต่ไม่เข้าใจว่าหนังต้องการสื่ออะไร หรือต้องการสื่ออะไรนอกจากการเล่าเรื่องรึเปล่า เราชินกับธีมครอบครัวแตกแยกพ่อลูกไม่ถูกกันในหนัง Wes Anderson เพราะมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ทั้งใน The Darjeeling Limited, Fantastic Mr. Fox, The Life Aquatic, แม้กระทั่ง Moonlight Kingdom ด้วยหน่อย ๆ
...เดี๋ยวดิ มันมีธีมนี้ทุกเรื่องเลยนี่หว่า เพิ่งสังเกต
แต่นั่นแหละ เราพอจะเข้าใจข้อความโดยรวมของหนัง แต่มันถูกสื่อออกมาอย่างพิลึกกึกกือ ฉากที่ดูเหมือนจะไม่มีความสัมพันธ์กับฉากก่อนหน้าหรือฉากต่อไป คำพูดที่บางทีก็เสแสร้ง บางทีก็ดูเป็นมนุษย์มนา ตัวละครที่เหมือนนักแสดงยืนอ่านบทเฉย ๆ บางทีก็กลายเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวาซะอย่างงั้น
หลายครั้งก็พอจะเข้าใจได้ว่านี่มันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ หลายครั้งเราก็แก้ตัวแทนหนังได้ว่าตัวละครเหล่านั้นก็คือการกลั่นกรอง (abstraction) ของบุคคลในโลกจริง นำมาพาโรดี้เป็นบทละครว่าชีวิตเราหนอ แท้จริงแล้วก็เป็นแค่ความบ้าบอโต้ตอบกันไปมา
แต่หนังเรื่องนี้มันบ้าบอไป
ขนาดเอามาตรฐานของ Wes Anderson มาวัด The Royal Tenenbaums ก็ยังดูหลุดโลก
เพราะฉะนั้นเราเลยเสียใจเล็ก ๆ ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกของ Wes Anderson ที่เราเฉย ๆ ด้วย ไม่ถึงกับไม่ชอบนะ เพราะหลายฉากในหนังก็ทำให้เราหัวเราะได้ และหลายฉากก็มีความเฉลียวฉลาดในตัวของมันเองอยู่
เราเฉย ๆ กับหนังเรื่องนี้โดยยอมรับเต็มที่ว่า เราไม่เก็ต
เรา... เราสร่างเกินกว่าจะดูหนังเรื่องนี้รู้เรื่อง
ถ้าใครเคยอ่านหนังสือชื่อ “ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล” ของวินทร์ เลียววาริณ (เราชอบมาก แต่ไม่ได้อ่านมาหลายปีแล้วเพราะเคยอ่านบ่อยจนเล่มขาดยับเยินหมด) Waking Life ก็จะเหมือนหนังสือเล่มนั้นเอามาทำเป็นหนัง บวกความเซอร์เรียลเข้าไปสามกระปุกเน้น ๆ
คือเป็นหนังที่เซอร์เรียลที่สุดเท่าที่เราเคยดู ไม่เคยดูอะไรที่อาร์ตเท่านี้มาก่อน
เราเตรียมรับมือกับความอาร์ตไว้แล้วเพราะ Richard Linklater เป็นคนกำกับ คิดว่าน่าจะเพ้อเจ้อ ๆ เรื่อยเปื่อยแบบ Before Trilogy (Linklater กำกับเหมือนกัน) แต่ อื้อหือ คิดผิด
Waking Life มีสิ่งที่คล้าย ๆ Before Trilogy อยู่บ้าง เช่นการที่ทั้งเรื่องแทบไม่มีพล็อตเลย เป็นแค่บทสนทนาของตัวละครต่าง ๆ โดยที่บทสนทนาเหล่านั้นก็พูดถึงเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ
มีคนอธิบายว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนปืนกลที่กราดคอนเซ็ปต์ทางปรัชญาใส่คนดู
ก็จริง เพราะแต่ละเรื่องที่ยกขึ้นมาพูดถึงก็น่าสนใจทั้งนั้น แต่ก็พูดถึงแค่ข้าม ๆ แล้วก็ไปพูดเรื่องอื่นต่อ อย่างมีฉากนึงที่พูดถึงกรอบของภาษา ว่าภาษาจะสื่อถึงความรู้สึกได้อย่างไร ในเมื่อภาษาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความอยู่รอด เช่นสมัยโบราณเราต้องใช้ภาษาในการเตือนคนอื่นว่ามีสัตว์อันตรายกำลังย่างกรายเข้ามา แต่พอเราวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน เราก็เอาภาษาแบบเดียวกันนี้มาสื่อถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรู้สึก ความดีใจ เสียใจ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาเราพูดถึงความสุข คนอื่นจะเข้าใจแบบเดียวกับเรา
คือมันเป็นสิ่งที่หลายคนคงเคยคิดผ่านสมองกันมาบ้างแหละ ไม่มากก็น้อย
บางเรื่องที่พูดถึงก็เป็นวิทยาศาสตร์เชิงอภิปรัชญา อย่างเจตจำนงอิสระ ว่าด้วยการที่จักรวาลถูกกำหนดไว้แล้วผ่านกลไกที่เดินไปตามแรงกระทบของอะตอม ถ้าเรารู้ว่าอะตอมก้อนนี้จะสั่นไปทางไหน เราก็สามารถทำนายได้ว่า ในอีกห้านาทีจะเกิดอะไรขึ้น หรืออีกห้าปี ห้าร้อยปีจะเกิดอะไรขึ้น แล้วตั้งคำถามว่านั่นหมายความว่ามนุษย์เราไม่มีเจตจำนงอิสระใช่หรือไม่ เราไม่สามารถเลือกที่จะทำอะไรได้เลยรึเปล่า เพราะทุกความคิด ทุกการตัดสินใจมันก็เป็นแค่แรงกระทบ แล้วหนังก็เลยไปพูดถึงควอนตัม ถึงความไม่แน่นอนในตำแหน่งและความเร็วของอนุภาค
สำหรับเราที่ชอบเรื่องอะไรพวกนี้อยู่แล้วก็ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ เคยอ่านมาแล้ว เคยคิดมาแล้ว แต่ก็อาจจะจุดประกายให้คนที่ไม่สนใจหันมาลองอ่านดู
อันนี้เป็นบทสนทนาที่ต่อจาก Before Sunrise คือเรื่องการกลับชาติมาเกิด พูดถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรในโลกว่า ถ้าแต่ก่อนมีคนบนโลกน้อยกว่านี้ แล้วทุกคนตายแล้วไปเกิดใหม่หมด แล้วทำไมถึงมีคนเพิ่มขึ้นได้ “วิญญาณ” ใหม่ ๆ มาจากไหน หรือจำนวนของวิญญาณมีเท่าเดิม แต่คนสมัยนี้มีวิญญาณแค่ครึ่งเดียวของคนเมื่อสี่สิบปีก่อน เพราะประชากรตอนนี้เทียบกับปี 1970 เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนอีกคนก็ตีความว่าการกลับชาติมาเกิดนั้นเป็นแค่คำเปรียบเปรยที่หมายถึงความรู้ที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราเกิดมาเราก็สามารถเข้าถึงความรู้องค์รวมของมนุษยชาติ
อย่างที่บอกแหละว่าเรื่องที่หนังพูดถึงแต่ละเรื่องมันอาจจะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ อาจจะไม่ได้เจาะลึก แต่ก็น่าสนใจดี
73. X-Men: Apocalypse (2016)
ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับ Apocalypse แล้ว (มีหนังหลายเรื่องที่เราดูเอาสนุก พอดูจบก็ไม่มีอะไรให้เขียนเลยข้ามไป) แต่พอเห็นคนพูดถึงมาก ๆ เข้าเลยอยากบ่นนิดนึง แต่เราดูมาหลายเดือนแล้ว บางอย่างอาจจะลืมไปบ้าง แล้วก็ ถ้าอินเนอร์มากไปหน่อยก็ขออภัยล่วงหน้า อิ
สิ่งที่อยากบ่นคือ หนึ่ง Bobby Drake หายไปไหนนนน ทำไม original 5 คนอื่นมากันครบหมด Beast, Cyclops, Jean Grey, ขนาด Angel ยังโผล่มา แล้วทำไม Iceman ถูกลืม ไม่เข้าใจจจ หรือเอฟเฟกต์น้ำแข็งมันแพงไปหรือไง เอา Angel ออกไปก็ได้ ขอ Bobby เหอะะะ
แล้วพูดถึง Angel นี่มายังไง เป็นนักสู้กรงเหล็กงี้เหรอ มาด Warren Worthington III หายไปไหน ทั้งเรื่องเป็นแค่ลูกกระจ๊อก ไม่มีบทอะไรเลย บ้าจริง แล้วทำไมอยู่ดี ๆ งอกปีกเหล็กกลายเป็น Archangel ซะงั้น (รึเปล่า) ไม่มีพัฒนาการอะไรเลย
ส่วน Mystique ก็เลือกที่จะปลอมตัวเป็น Jennifer Lawrence ทั้งเรื่อง คือเข้าใจนะว่ามีเหตุผลอธิบายไว้ในเรื่อง แต่มันไม่ใช่อะ มันตรงข้ามกับจุดประสงค์ของตัวละครของ Mystique อะ คือต้องภูมิใจในตัวตน ในความเป็น mutant ของตัวเองดิ blue and proud ไรงี้ดิ แถมมาอยู่ในบทผู้นำทีม ซึ่งมันไม่ใช่ปะ ทำไมไม่ให้ Cyclops นำ ให้ Beast หรือ Xavier นำ เพราะนักแสดงไม่ดังเหรอ แล้วยิ่งบทพูดแบบ “Forget everything you think you know” โอ้โหจะคลิเช่ไปไหน บทพูดเห่ยมาก
Beast ก็มาแนวเดียวกัน ฉีดยาเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนปกติ ง่ายเนาะ เป็น mutant ที่เป็นคนปกติ แล้วกลายเป็นเฟอร์บี้ได้ตามใจชอบ อืม โอเค
แต่ที่แย่ที่สุดคือชุดดดดดด จะมาชุดสีดำทะมึนทึนทึกอะไร ทุกเรื่องที่ Bryan Singer กำกับเลย จะตัวละครไหนก็ใส่ชุดดำ ๆ เชย ๆ ไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ (ซึ่งเป็นจุดเด่นของ X-Men คือการเชิดชูความแตกต่าง be together, not the same งี้) ถ้าบอกว่าชุดสีเหลืองมันดัดแปลงมาใส่ในหนังไม่ได้ก็ดู Deadpool ดิ๊ ทั้ง Colossus ทั้ง Negasonic ใส่ชุดแบบในคอมิก แล้วก็ออกมาดูดีได้อะ
โฮ่ย บ่นล้วน ๆ เลย ฮ่า ๆ พอละพอ
74. The Art of Getting By (2011)
หนังแนว coming of age ที่เล่าถึงตัวเอกที่มีอุปนิสัยผิดแผกไปจากสิ่งที่สังคม (วัยรุ่น) ทั่วไปยอมรับ แล้วไปประสบพบเจอเหตุการณ์หรืออุปสรรคบางอย่างที่ทำให้ตัวตนของเขาหรือเธอเปลี่ยนแปลงไปจากตอนต้นเรื่อง มักจะจบได้สองทาง คือหนึ่ง ตัวเอกกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ถ้ามีจุดบกพร่อง จุดบกพร่องนั้นก็อาจจะถูกแก้ไป เช่น ถ้าเป็นตัวละครที่ชอบรังแกคนอื่น ตอนจบเรื่องก็อาจจะสำนึกผิด รู้จักเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น
อีกทางหนึ่งคือตอนจบที่ “ไม่สวย” คือจบเรื่องแล้วตัวเอกกลับมาอยู่ที่เดิม (ในเชิงพัฒนาการของตัวละคร) หรือยิ่งไปกว่านั้นคือแย่ลงกว่าเดิม เช่นถ้าต้นเรื่องตัวเอกเป็นคนขี้อาย เข้าสังคมไม่เป็น หนังอาจจะจบด้วยการที่ตัวเอกอยู่เหงา ๆ คนเดียวเหมือนเดิม
และเราก็คิดมาตลอดว่า ตอนจบแบบ “ไม่สวย” นั้น มีเมตตาต่อคนดูมากกว่าแฮปปี้เอนดิ้งหลายเท่านัก
เพราะมันสื่อถึงความเป็นคนได้ดีกว่า เนื้อเรื่องในหนังอาจจะกินเวลาสองสามเดือน เหตุการณ์ในหนังอาจจะมีผลกระทบต่อตัวละครจนทำให้เขาหรือเธอได้มีมุมมองต่อชีวิต ต่อตัวเองและคนอื่นที่เปลี่ยนไป แต่สำหรับคนดูแล้ว ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงของการดูหนังเรื่องนึงมันไม่พอสำหรับความเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น
ถ้าคนดู relate กับตัวละครตอนต้นเรื่อง แล้วปลายเรื่องตัวละครนั้น ๆ เกิดบรรลุสัจธรรมอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วเปลี่ยนไปเป็นคนที่ “ดีขึ้น” ก็เท่ากับว่าหนังได้ทรยศความ relatability ในตอนแรกไปรึเปล่า ?
ถ้าเราดูหนังแล้วฉากสุดท้ายเป็นภาพของตัวเอกที่มีความสุข พอเครดิตขึ้นแล้วเรามองเห็นตัวเองผ่านเงาสะท้อนของจอ พบว่าตัวเราเองยังอยู่ที่เดิม ชีวิตของเราก็เหมือนเดิม มันเหมือนโดนทอดทิ้งไหม
เราเลยชอบตอนจบแบบ bad ending เพราะมันปลอบใจเราว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว
แต่ The Art of Getting By จะจบยังไงนั้นไปดูกันเอาเอง พูดถึงตอนเริ่มเรื่องดีกว่า
หนังเล่าถึง George (เล่นโดย Freddie Highmore) เด็กมอปลายผู้มีแนวคิดสุญนิยม (nihilism — แนวคิดที่ว่าทุกอย่างไร้ความหมาย สิ่งที่อยู่ระหว่างการเกิดและความตายคือมายาคติ... ประมาณนั้น) เมื่อไปเจอกับ Sally (เล่นโดย Emma Roberts) ก็ได้อาจจะหรืออาจจะไม่ทำให้เขาได้รู้ถึงความหมายและความสวยงามของชีวิต
แต่นั่นก็ — เหมือนวัยรุ่นทั่วไป — คือตัวตนที่ George ต้องการนำเสนอต่อชาวโลก
จุดที่เด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้สำหรับเราคือ characterisation ของ George ออกแบบมาได้ดีมาก เข้าใจและเข้าถึงมาก เป็นตัวละครที่เราจะไม่สงสัยเลยถ้าบอกว่ามีคนแบบนี้อยู่จริงในโลก และคำพูดพวกนี้ การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างมันสมจริงมาก อาจจะเป็นแค่เราก็ได้ แต่เราเห็นตัวเราเองใน George ทั้งความ (พยายามจะ) edgy ไม่แคร์ใคร ไปจนถึงการนั่งวาดรูปในห้องเรียน ไปจนถึงทัศนคติคิดมากที่ก็ เหมือนเดิม เป็นด้านที่หันสู่ชาวโลก
ส่วนลักษณะตัวตนที่แท้จริงก็เห็นได้แว้บ ๆ อย่างการที่ George จะเข้าไป “เกาะ” กับคนที่ตัวเขาเองคิดว่าคูล เช่น Sally หรือ Dustin ที่เป็นเหมือนบุคคลต้นแบบในสายตาเขา เป็นคนที่เขาอยากจะเป็น ถึงแม้ว่าตัว George เองจะบอกกับ Sally ว่าเขาเป็น misanthrope (คนที่ไม่ชอบมนุษย์มนา) ก็ตาม
เป็นหนังที่ปั้นตัวละครได้เก่งมาก และน่าเอามาทำ character analysis อย่างยิ่งยวด
หลาย ๆ ฉากถูกคั่นด้วยช็อตของถนนเมืองนิวยอร์ก ที่สร้างบรรยากาศให้กับหนังทั้งเรื่อง แถมหนังชอบเอาตัวละครมาไว้ตรงริมเฟรม แล้วปล่อยที่เหลือว่าง ๆ อย่างในรูปข้างบน บางทีเวลาเราถ่ายรูปเราก็ชอบเว้นที่ไว้แบบนี้เหมือนกัน ชอบ สวยดี
หนังแทบทั้งเรื่องถูกถ่ายในช่วงเวลาโพล้เพล้ไปจนถึงดึกดื่น มันเลยมีสีฟ้าหม่น ๆ ครอบอยู่ คือแค่สีก็เหงาแล้วอะ
เรายกให้หนังเรื่องนี้อยู่ระดับเดียวกับ The Perks of Being a Wallflower เลย คือระดับสูงสุด อยากดูอีกหลาย ๆ รอบ