Mirkwood, The another story (The Hobbit fanfiction) [Chapter 1]
เด็กน้อยเฝ้ารอ เนิ่นนานหลายวัน จนล่วงเลยเป็นหลายสัปดาห์ เลโกลัสมักจะนั่งเฝ้ามองอยู่ที่ระเบียงเสมอ ระเบียงที่สามารถมองเห็นได้ทั้งอาณาจักร ไกลไปจนถึงผืนป่าภายนอก เด็กน้อยผู้เผชิญการลาจากเป็นครั้งแรก แม้จะผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ แต่สำหรับเจ้าชายน้อยช่างดูเนิ่นนานเหมือนชั่วนิรันดร์
“เจ้าไม่ออกไปวิ่งเล่นบ้างรึ เลโกลัส” เอลรอนด์ผู้เป็นสหายของบิดาเอ่ยถาม เอล์ฟลอร์ดแห่งริเวนเดลรับหน้าที่ดูแลเจ้าชายน้อยตามคำขอของกษัตริย์เอล์ฟ
“ท่านแม่….ท่านพ่อ” เลโกลัสตอบพร้อมสีหน้าหงอยเหงา เขาห่างจากครอบครัวนานเกินไป
“อีกไม่กี่วันพ่อแม่เจ้าก็กลับมาแล้วเด็กน้อย”
แต่เอลรอนด์รู้ดีว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น แม้ทุกคนจะบอกเลโกลัสว่าบิดามารดาของเขาเดินทางไปต่างเมือง แต่แท้ที่จริง องค์กษัตริย์และราชินีได้นำทัพไปสู่สงครามใหญ่ ซึ่งไม่อาจบอกได้ว่าทั้งสองจะกลับมาได้อย่างปลอดภัย
เอลรอนด์ถอนหายใจพลางลูบหัวเอล์ฟตัวน้อยอย่างปลอบประโลม
“เจ้าอยู่แต่ในห้องมาหลายวันแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นในป่า ตกลงมั้ย?“
“ป่า?” เด็กน้อยเอียงคออย่างสงสัย
“ข้างนอกประตูไงล่ะ เจ้าไม่เคยออกไปใช่มั้ย ข้าจะพาเจ้าไปเอง”
เอลรอนด์รู้ดีว่าการออกนอกประตูเมืองไปไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ชายป่าได้รับการปกป้องอย่างดีจากหน่วยลาดตระเวร แต่ภายในป่าลึกมืดมิดก็ยังมีอันตรายแฝงเร้นอยู่ แต่เมื่อเทียบกับการที่ต้องปล่อยให้เด็กน้อยผู้ห่างไกลจากครอบครัวต้องอยู่คนเดียวในห้อง การออกไปข้างนอกคงจะดีกว่า แม้ว่าป่าภายนอกจะอันตราย แต่ก็งดงามนัก คงจะไม่เป็นไรหากเขาพาเลโกลัสออกไปพร้อมกับทหารอีกสองสามคน
เด็กน้อยคว้ามือเอลรอนด์ ราวกับว่าการออกไปข้างนอกจะร่นเวลาให้เขาได้เจอกับพ่อแม่เร็วขึ้น เอลรอนด์ยิ้มตอบ
เจ้าชายเอล์ฟผู้ไม่เคยออกนอกเขตกำแพงกำชายเสื้อของเอลรอนด์แน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ออกมาสู่โลกภายนอก เด็กน้อยประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะตื่นเต้นดีใจหรือหวาดกลัวกันแน่
"ไม่ต้องกลัวนะเลโกลัส ป่าแถบนี้ไม่อันตรายหรอก"
เอลรอนด์ไม่ได้โกหก ชายป่าส่วนที่ใกล้กับเขตอาณาจักรได้รับการพิทักษ์จากหน่วยลาดตระเวณอย่างแข็งขัน
“เจ้าเห็นหรือได้ยินอะไรบ้างล่ะ?” เอล์ฟลอร์ดลองถาม ถึงแม้จะเป็นเด็ก แต่เอล์ฟมีความสามารถในการมองเห็นและได้ยินมากกว่ามนุษย์มากนัก
“เลโกลัส..ได้ยิน..นก..ต้นไม้” เด็กน้อยมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น
แม้ผืนป่าตอนนี้จะถูกปกคลุมไปด้วยเงามืด แต่ก็ยังคงเห็นร่องรอยความงดงามในกาลก่อน ก่อนที่ กรีนวูด จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมิร์ควูด ในยุคที่ผืนป่าอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ต้นไม้น้อยใหญ่ผลิใบสะพรั่ง และชื่อของเจ้าชายน้อยก็มีที่มาจากผืนป่าแห่งนี้ ‘เลโกลัส ใบไม้สีเขียว’ ธรันดูอิล กษัตริย์เอล์ฟ ตั้งชื่อให้บุตรชายนี้ด้วยความหวังที่ว่า เจ้าชายน้อยจะนำพาความสุขสงบและผืนป่าอันงดงามกลับคืนมาสู่เมิร์ควูด
แน่นอนว่าเจ้าตัวเด็กเกินไปที่จะรู้ที่มาของชื่อนี่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาเป็นคนตั้งชื่อให้เขาเอง เจ้าชายตัวน้อยแทบจะไม่ได้พูดคุยกับบิดา จะเห็นก็เพียงแผ่นหลังของผู้เป็นกษัตริย์และกองเอกสาร กับเหล่าทหารที่ผลัดกันเข้ามารายงานผลหรือส่งข่าวสาร เด็กน้อยมักจะแอบอยู่ที่หลังเก้าอี้ที่กษัตริย์นั่งทำงาน น้อยครั้งที่บิดาจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กน้อย เลโกลัสจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับมารดา เด็กน้อยคิดว่ามารดารักเขามากกว่าบิดาที่จมอยู่แต่กับกองเอกสาร
และแน่นอนว่าเรื่องนี้นี้ติดอยู่ในใจของเด็กน้อยตลอด
"เอลรอนด์…ท่านพ่อ รัก…กระดาษ?“
"หืม?” หลังจากเลิกคิ้วให้กับคำถามของเด็กน้อย เขาก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ เลโกลัส"
“ท่านพ่อ เล่นกับกระดาษ….ไม่เล่น..กับเลโกลัส"
เอลรอนด์หัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของเจ้าชายน้อย ก่อนจะลูบหัวอย่างเอ็นดู
"ถึงพ่อเจ้าจะไม่มีเวลาเล่นกับเจ้า แต่พ่อเจ้าก็รักเจ้ามากนะเด็กน้อย สักวันเจ้าจะได้รู้เอง"
เอลรอนด์รู้ดี เพราะเขาเองก็อยู่ด้วยวันที่เลโกลัสเกิด กษัตริย์ผู้มีสีหน้าเฉยชากลับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเด็กน้อยในอ้อมแขน ด้วยแววตาและสีหน้าที่หาได้ยากจากสหายคนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขารักบุตรชายแค่ไหน
กษัตริย์เอล์ฟโหมทำงานเพื่อให้ตนมีเวลาว่างให้บุตรชายบ้าง แต่งานของกษัตริย์นั้นมากมายนัก แม้จะโหมงานหนักเขาก็ยังไม่มีเวลาว่างให้เลโกลัส องค์กษัตริย์ทำได้เพียงไปหาบุตรชายเป็นครั้งคราว ซึ่งทุกครั้งเจ้าชายน้อยก็ผลอยหลับไปแล้ว
“ท่านพ่อ..รัก..เลโกลัสเหรอ" เด็กน้อยถามตาเป็นประกาย
"ใช่แล้วเด็กน้อย มากกว่าใครเลยล่ะ….“ เอล์ฟลอร์ดชะงักไป
"เอลรอนด์….เสียง?” แม้แต่เด็กน้อยก็ได้ยิน เสียงเหมือนกองทัพใกล้เข้ามา กองทัพแห่งเมิร์ควูดเดินทางกลับมาแล้ว
เอลรอนด์รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงจากกองทัพ ทว่าเสียงเหล่านั้นกลับฟังดูเหนื่อยล้าและสิ้นหวังนัก
“เอลรอนด์?” เลโกลัสกระตุกแขนเสื้อเขาเบาๆ ปลุกเอลรอนด์จากความคิดฟุ้งซ่าน เขาได้แต่หวังว่าจะไม่ได้ยินข่าวร้ายจากการศึกครั้งนี้
“ขอโทษเด็กน้อย ข้า…เหม่อไปหน่อย ไปเถอะ ออกไปรับพ่อแม่เจ้ากัน” ได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ใช่แล้ว พ่อแม่เจ้ากลับมาแล้วเลโกลัส” เอลรอนด์ยิ้มให้เด็กน้อย
เร็วกว่าความคิดใดๆ เจ้าชายน้อยก็ออกวิ่งนำไปพร้อมกันรอยยิ้มที่ไม่ได้ผู้ใดได้เห็นมาหลายสัปดาห์
แต่ฉับพลัน ลูกธนูพุ่งมาอย่างรวดเร็ว เฉียดขาเจ้าชายเอล์ฟไปเพียงเล็กน้อย
“หยุดยิงเดี๋ยวนี้!…นี่เจ้าชายเลโกลัส” เอลรอนด์วิ่งเข้าไปขวางระหว่างเหล่าทหารกับเลโกลัส เด็กน้อยวิ่งไปหลบหลังเอล์ฟลอร์ด
เกิดอะไรขึ้น ทำไมเหล่าทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีจึงลนลานยิงธนูอย่างไม่ยั้งคิดจนเกือบโดนเลโกลัสเข้า
“ข..ขออภัย ข้าคิดว่าเป็นแมงมุม ก็เลยยิงออกไป” เสียงของทหารผู้นั้นสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำจากการไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันหลุบลงอย่างกลัวความผิด เขาอยู่ในสงครามมานับเดือน ต้องอยู่ในเงามืดอันน่าหวาดกลัว ต่อสู้กับศัตรูจำนวนมาก เห็นเพื่อนพ้องตายไปต่อหน้า ไม่แปลกนักที่เหล่าทหารเอล์ฟหวาดระแวงเช่นนี้
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นเบื้องหลัง
ธรันดูอิล กษัตริย์เอล์ฟแห่งเมิร์ควูดก้าวเข้ามา กษัตริย์เอล์ฟสวมชุดเกราะสีเงินซึ่งตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีเข้ม เรือนผมสีทองยุ่งเหยิงจากการขี่ม้าเป็นระยะทางไกล ดวงหน้าเย็นชาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาสีฟ้าซีดกวาดไปรอบๆเพื่อหาคำตอบ
“ฝ่าบาท…ข้าได้ยินเสียงจากเงามืด ข้าไม่ได้ตั้งใจ..” ทหารเอล์ฟอธิบายด้วยเสียงสั่นเครือ
ก่อนที่กษัตริย์เอล์ฟจะได้ถามอะไรต่อ สายตาสีฟ้าซีดก็เหลือบไปเห็นลูกธนูที่ตกอยู่เบื้องหน้าเอล์ฟลอร์ดและบุตรชายของเขาเองที่หลบอยู่ด้านหลัง สีหน้าเด็กน้อยดูตื่นกลัว เลโกลัสกำชายเสื้อของเอลรอนด์แน่น เห็นดังนั้นกษัตริย์เอล์ฟก็เข้าใจเรื่องทุกอย่าง
“บอกเหตุผลที่จะทำให้ข้าไม่ต้องลงโทษเจ้าที่เกือบจะสังหารเจ้าชายองค์เดียวของอาณาจักรมา”
นั้นเสียงนั้นเย็นชา ทว่าแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเจือไปด้วยความเจ็บปวด มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
“ท่านพ่อ!” เสียงเล็กดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เด็กน้อยวิ่งมาเกาะชายผ้าคลุมของบิดา
“เลโกลัส…ไม่เป็นอะไร…” เจ้าชายน้อยว่าพลางเงยหน้ามองบิดาผู้ซึ่งตอนนี้สีหน้าหม่นหมอง
ดวงตานั้นทำให้กษัตริย์เอล์ฟหวนนึกถึงดวงตาสีฟ้าใสอีกคู่หนึ่ง ดวงตาอ่อนโยนที่เขาจะไม่มีวันได้เห็นอีกแล้ว เพียงแค่นึกถึงนางผู้เป็นที่รัก ความเจ็บปวดที่เก็บซ่อนเอาไว้ก็ค่อยๆเอ่อล้นออกมา เขาไม่อาจปิดบังเรื่องนี้กับบุตรชายได้ เรื่องที่มารดาของเขาตายในสนามรบ
กษัตริย์เอล์ฟจ้องหน้าบุตรชายพักใหญ่ ก่อนจะสั่งให้ทหารทั้งหมดเดินทางกลับเข้าตัวเมือง จนเหลือเพียงตัวเขา เอลรอนด์ และเลโกลัส
เอลรอนด์มองธรันดูอิลเงียบๆ เขาได้คำตอบที่สงสัยทุกอย่าง จากทั้งเหล่าทหารที่แลดูเสียขวัญจากสงคราม และจากสหายของเขา ซึ่งตอนนี้ไม่มีภรรยาอยู่เคียงข้าง กษัตริย์เอล์ฟในเวลานี้ช่างดูเหนื่อยล้าและเปราะบาง
ร่างสูงนั่งลงเพื่อให้อยู่ในระยะสายตาเดียวกับบุตรชาย
“ขอโทษ?” เด็กน้อยเอียงคออย่างงุนงง
“ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า…”
กษัตริย์เอล์ฟนิ่งเงียบไป เขาไม่อาจพูดออกไปได้ มันเจ็บปวดเกินไป ทั้งสำหรับตัวเขาเองและบุตรชายตัวน้อย
“ท่านพ่อ..เจ็บ?” เจ้าชายน้อยตบเบาๆที่แขน เดินไปมาเพื่อสำรวจว่ามีบาดแผลที่ไหนบ้าง
“ข้าไม่เป็นไร เด็กน้อย” บิดาตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย
จู่ๆเจ้าชายน้อยก็ผละออกไปหลังจากได้เห็นสีหน้าของผู้เป็นบิดา ร่างเล็กหายไปหลังต้นไม้ใหญ่ และกลับมาพร้อมกับดอกไม้สีขาวเล็กๆในมือ
“ท่านพ่อ” เลโกลัสยื่นดอกไม้ให้กษัตริย์เอล์ฟ ดอกไม้สีขาวที่ภรรยาของเขามักจะเก็บมาฝากเมื่อออกไปลาดตระเวร นางมักจะกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มและดอกไม้สีขาวนี้เสมอ
เขาไม่สามารถเก็บความรู้สึกนี้ได้อีกต่อไป น้ำตาไหลรินเป็นสายจากดวงตาสีฟ้าซีด มือกุมมือคู่เล็กของบุตรชายและดอกไม้สีขาว ไหล่กว้างสั่นสะท้าน
“ท่านพ่อ…ไม่ชอบดอกไม้?” เด็กน้อยเบ้หน้า เจ้าชายน้อยก็กำลังจะร้องไห้เหมือนกัน
“เปล่าเลย ลูกข้า ข้ารักดอกไม้นี่มาก”
ธรันดูอิลลูบหัวบุตรชายอย่างปลอบโยน เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า เขาแทบจะไม่เคยอุ้มเลโกลัสด้วยซ้ำ เขาไม่รู้ว่าต้องปลอบลูกอย่างไร
เจ้าชายน้อยขมวดคิ้วยุ่ง จ้องดวงตาที่พราวไปด้วยน้ำตาของบิดา เขาไม่เคยเห็นผู้เป็นบิดาร้องไห้มาก่อน เด็กน้อยหวนนึกถึงคำพูดของมารดา
“ท่านพ่อ…เข้มแข็ง เลโกลัส..อยู่กับ ท่านพ่อ” เด็กน้อยใช้มือทั้งสองแตะเบาๆที่ใบหน้าของบิดา ราวกับเป็นการปลอบโยน
“ท่านแม่ ก็..อยู่กับ..ท่านพ่อ"
ธรันดูอิลหลุบตาลง คงถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะต้องบอกความจริงกับบุตรชาย
“เลโกลัส..” กษัตริย์เอล์ฟสูดหายใจก่อนจะเอ่ย
“ตาย?” เด็กน้อยเอียงคอ เขาไม่เข้าใจความหมายของคำๆนี้ เขาเคยเห็นคนมากมายเศร้าเสียใจเมื่อได้ยินว่ามีใครสักคนตาย แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“แม่เจ้าจากไปแล้ว เลโกลัส…ไปสู่ที่ๆจะไม่สามารถกลับมาหาเจ้าได้อีก” ธรันดูอิลเอ่ย น้ำตายังคงไหลริน
“ไปแล้ว?…แต่ ท่านแม่บอกว่า…จะกลับมา”
“แม่เจ้ากลับมาหาเจ้าไม่ได้อีกแล้ว ลูกข้า”
กษัตริย์เอล์ฟกัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวด นางจากไปแล้ว นางผู้เป็นที่รักซึ่งเขาไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้
“ท่านแม่…..” น้ำตาเอ่อล้นจากดวงตาสีฟ้าใส เด็กน้อยสะอื้นจนตัวสั่นระริก
เสียงร่ำไห้ของบุตรชายกรีดลึกในโสตของกษัตริย์เอล์ฟ เขาปกป้องนางผู้เป็นที่รักไว้ไม่ได้ ทำให้บุตรชายผู้ยังคงอ่อนเยาว์เจ็บปวดจากการสูญเสียผู้เป็นมารดา คงไม่มีเรื่องใดทำให้เขาเสียใจได้มากเท่าเรื่องนี้อีกแล้ว
กษัตริย์เอล์ฟโอบบุตรชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน
เขาไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ บรรยากาศรอบๆเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นไห้ของเจ้าชายน้อย
“ท..ท่านพ่อ…อย่าทิ้ง..เลโกลัส…เลโกลัสจะเป็นเด็กดี…”
เด็กน้อยเกาะแขนบิดาแน่น ราวกับหากปล่อยไปบิดาจะจากเขาไปเช่นมารดา
“ข้าไม่ไปไหนหรอกเด็กน้อย..”
เขาจะไม่ยอมเสียใครไปอีก ไม่ใช่เด็กคนนี้
ธรันดูอิลกระชับอ้อมแขนแน่น ลูบหัวเด็กน้อยอย่างปลอบโยน
เสียงสะอื้นไห้ยังคงดังต่อเนื่อง จนผ่านไปหลายชั่วโมง เลโกลัสร้องไห้จนหลับไปในอ้อมแขนของบิดา ใบหน้ายามหลับยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยของความโศกเศร้า เสียงเล็กยังคงละเมอเรียกหามารดา
“ข้าขอโทษ ลูกข้า” น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้งจากดวงตาสีซีด
“เจ้าควรจะ..เลิกโทษตัวเอง ธรันดูอิล เจ้าไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้นางตาย” เอลรอนด์พูดขึ้นหลังจากยืนเงียบมานาน
“ข้าเข้าไปช่วยนางไม่ทัน ข้าควรจะอยู่ข้างนาง ข้า…ทำอะไรไม่ได้เลย ดูเลโกลัสสิ เพราะข้าปกป้องนางไม่ได้เขาถึงร้องไห้หนักขนาดนี้ ข้าปลอบให้เขาหยุดร้องไม่ได้ด้วยซ้ำ” คำพูดพรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตา
“ถึงเจ้าจะโทษตัวเอง เจ้าก็กลับไปแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ เจ้าควรจะ..ใช้ชีวิตต่อไป ถึงนางจะจากไปแล้วก็ตาม เจ้าจะโทษตัวเองไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก ถ้าเจ้ามัวแต่จมอยู่กับความทุกข์ใครจะอยู่กับเลโกลัสล่ะ ลูกเจ้าก็เศร้าโศกไม่ต่างไปจากเจ้า เพื่อนข้า และนางคงไม่ปรารถนาให้พวกเจ้าใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเศร้าโศก เรามิใช่มนุษย์ ยังต้องอยู่ไปอีกหลายร้อยหลายพันปี ดังนั้น จงเข้มแข็งเถิด ธรันดูอิล"
แม้ผู้เป็นสหายจะกล่าวเช่นนั้น แต่กษัตริย์เอล์ฟก็ยังคงนั่งอยู่เช่นนั้น เนิ่นนานจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือด เขาก้มลงมองบุตรชายผู้นิทราอยู่ในอ้อมแขน นิ้วเรียวปาดน้ำตาจากใบหน้าของเด็กน้อย
“กลับกันเถอะ ลูกข้า” กษัตริย์เอล์ฟยืนขึ้น ละทิ้งความโศกเศร้าไว้เบื้องหลัง
“จากนี้ไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง"
-------------------------------------------------------------------------------------------
เริ่มตอนที่ 1 แล้วเนอะ ที่จริงแล้วตอนที่เริ่มเขียนเรื่องนี้เพราะมานั่งคิดหลังจากดูฮอบบิทว่า เลโกลัสตอนเด็กกับเตี่ยนี่เป็นยังไงกันนะ? ก็เลยลองเขียนออกมาค่ะ (เขิน)
ที่จริงอยากให้มีโมเม้นของคุณแม่มากกว่านี้ค่ะ แต่เพราะว่าแทบจะหาข้อมูลของคุณแม่ไม่ได้เลย เราจึงทำการสร้าง(มโน)คุณแม่ขึ้นมาค่ะ
เนื้อเรื่องจะมีอิงจากในหนังและนิยายเป็นบางส่วนค่ะ ส่วนที่เหลือมาจากการจิ้นของเราล้วนๆ 5555555
จะพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ~ <3