Start it Up, Power it Up #1 "Startup ไทย ก้าวไกลระดับโลก"
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามีงานอีเวนท์เกี่ยวกับสตาร์ทอัพอีกแล้วครับ จะเห็นได้ว่าช่วงนี้วงการสตาร์ทอัพบ้านเราครึกครื้นกว่าเดิมมากๆ นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีไอเดียหรืออยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองครับ ภายในงานวันนี้ก็คึกคักเป็นอย่างมาก ผู้เข้าร่วมงานแน่นขนัดเลยครับ อ้อ งานนี้จัดที่ Hubba ซึ่งเป็นออฟฟิศที่ให้บริการ Coworking Space เปิดพื้นที่ให้มานั่งทำงานได้ เน็ตพร้อม สภาพแวดล้อมดี และที่สำคัญยังมีโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่อีกด้วย อยู่ที่เอกมัยซอย 4 ใครอยากนั่งทำงานชิวๆก็ลองมาดูได้ครับ กลับเข้าเรื่องงานต่อ งานในวันนี้แบ่งเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ โดยมีทีม thumbsup เป็นพิธีกรและผู้ดำเนินรายการ รายละเอียดแต่ละช่วงมีดังต่อไปนี้ครับ
ช่วงที่ 1 (กล่าวเปิดงาน)
ช่วงนี้ @tuirung มาเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ thumbsup.in.th และแนะนำทีมงานให้ได้รู้จักกัน thumbsup.in.th นับว่าเป็นเว็บสื่อด้านธุรกิจดิจิตัลที่ให้ความสนใจด้านธุรกิจสตาร์ทอย่างจริงจังมาก และภายในระยะเวลา 1 ปีของเว็บนี้ thumbsup ก็ได้เติบโตไปมาก มีพันธมิตรเป็นสื่อสตาร์ทอัพต่างประเทศอย่าง e27 และ Tech in Asia และยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ Disrupt University อีกด้วย ล่าสุดก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการ iSpring ซึ่งออกอากาศทาง Spring News ในช่วง Thailand can do ซึ่งเป็นช่วงที่ทางทีมงานจะมาแนะนำธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจในบ้านเรา นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ผมเองก็ติดตาม thumbsup มาตลอดตั้งแต่วันแรก ได้เห็นความสำเร็จของทีมงานก็รู้สึกดีใจไปด้วยครับ อ้อ ทาง Spring News ยังแง้มๆมาด้วยว่าเรตติ้งของช่วง Thailand can do ดีมาก ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นรายการของสตาร์ทอัพเต็มรูปแบบเร็วๆนี้ก็เป็นได้
ช่วงที่ 2 (สนทนาในหัวข้อ “Startup ไทยจะก้าวไกลระดับโลกได้อย่างไร”)
แขกรับเชิญภายในช่วงนี้มี 3 คนคือ Dr.Jay Jootar (Founder and CEO, The VC Group) กับ Mr. Kanadej Thamanoonragsa (Fund Manager of Shinapanja Corp.) เป็นแขกรับเชิญที่มาพูดในมุมมองของนักลงทุน ส่วนฝั่งผู้ประกอบการก็ได้ Mr.Patai Padungtin (Principal Evangelist from Builk Asia) หรือคุณโบ๊ท ผู้ประกอบการไทยที่เพิ่งไปคว้ารางวัลชนะเลิศจากงานสตาร์ทอัพ Echelon 2012 ที่สิงคโปร์นั่นเอง เนื้อหาของช่วงนี้สรุปได้ตามนี้ครับ
องค์ประกอบที่จะผลักดันให้วงการสตาร์ทอัพเกิดคือโปรแกรมเมอร์ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
เมืองไทยมีโปรแกรมเมอร์เก่งๆมากมาย แต่ขาดคนฝั่งผู้ประกอบการที่จะทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและเติบโต
คนเก่งที่มีสามารถเป็นผู้ประกอบการได้โดนดึงไปทำงานสายอื่น เช่น ข้าราชการ ผู้บริหาร นายธนาคาร ฯลฯ เพราะมีรายได้ดีและความเสี่ยงน้อยกว่า
ส่วนคนที่มาเป็นผู้ประกอบการทำบริษัทสตาร์ทอัพก็ลำบาก ตลาดไม่เอื้ออำนวย คนไทยนิยมใช้บริการของเมืองนอกมากกว่า จะทำธุรกิจกับราชการก็มีปัญหาใต้โต๊ะ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้เองการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการของตัวเองก็กลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก สตาร์ทอัพไทยสายเทคโนโลยีหลายๆที่เลยเป็นลักษณะรับงานเป็นโปรเจคท์นอกของลูกค้าเพื่อความอยู่รอด
นักลงทุนในไทยไม่ค่อยเข้าใจโมเดลการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ เพราะส่วนใหญ่นักลงทุนจะมาจากสายลงทุนหรือการเงิน ไม่ใช่นักลงทุนที่เคยเป็นผู้ประกอบการอย่างที่ Silicon Valley
นอกจากเรื่องเงินแล้ว สตาร์ทอัพไทยก็ยังขาดคนที่จะมาให้ความช่วยเหลือด้าน Mentorship ด้วย
หากจะเริ่มทำสตาร์ทอัพ ให้มองตลาดอย่างน้อยระดับภูมิภาค โอกาสอย่าง AEC กำลังมา
ภาษาอังกฤษสำคัญมาก อย่าให้ภาษามาเป็นอุปสรรคในการขยายธุรกิจของเรา
เทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังหาไอเดียทำสตาร์ทอัพ - Social Network ข้อดีคือเป็นกระแสที่คนให้ความสนใจมาก ข้อเสียคือคู่แข่งเยอะ - E-commerce เป็นรูปแบบที่คุ้นเคยและลูกค้าเข้าใจง่ายแต่ข้อเสียคือคนไทยยังติดซื้อออฟไลน์ - Software as a Service (SaaS) เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ มีขอบเขตการใช้งานกว้าง ทำเงินได้ - TV น่าสนใจ ยังมีพื้นที่และแนวทางสำหรับการพัฒนาอีกมากมาย - เรื่องพลังงานทดแทนก็เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจเช่นกัน - Embedded Computer เดี๋ยวนี้ต้นทุนไม่สูงเท่าแต่ก่อนและยังมีโอกาสด้านการพัฒนาสูง
ช่วงที่ 3 (แนะนำ e27 และสนทนาอัพเดตทิศทางล่าสุด startup ในภูมิภาคเอเชีย)
Mr. Gabriel Yang (Media & Events Manager of e27) เป็นตัวแทนของ e27 มาพูดในช่วงนี้โดยมี @chyutopia และ @mimee เป็นผู้ดำเนินรายการและแปลใจความเป็นภาษาไทย คุณ Gabriel ได้เล่าความเป็นมาของ e27 ให้เราฟัง e27 เกิดขึ้นในยุคที่ Ecosystem ของสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ยังไม่เกิดเป็นรูปเป็นร่าง จากบล็อกเฉพาะกลุ่มค่อยๆพัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็นเว็บสื่อด้านสตาร์ทอัพและอีเวนท์รายใหญ่รายหนึ่งของสิงคโปร์ ซึ่งบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ได้จากเรื่องราวของ e27 คือเรื่องของความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เขาเล่าให้เราฟังว่าครั้งหนึ่งทีม e27 เคยมีช่วงที่ท้อแท้เป็นอย่างมาก ทำมานานแต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่จะหารายได้จริงจัง ทีมเคยคุยกันว่าจะแยกย้าย แต่ในวันถัดมาก็เปลี่ยนใจและสู้ต่อ จากนั้นไม่นานก็ท้อแต่ก็เปลี่ยนใจในวันถัดมาอีกเช่นเคย เป็นอย่างนี้อยู่ 6 เดือนจนเริ่มตั้งตัวได้ ถ้าพวกเขายอมแพ้ไปตั้งแต่ตอนนั้นเราก็คงไม่มี e27 และงานสตาร์ทอัพดีๆอย่าง echelon ในวันนี้ ส่วนเนื้อหาอื่นๆสรุปได้ดังนี้ครับ
เป็นผู้ประกอบการต้องรู้จักเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ในวงการที่ตัวเองอยู่เท่านั้น หาความรู้ให้รอบด้าน ความรู้จากวงการอื่นจะช่วยให้เรามีไอเดียมาประยุกต์กับธุรกิจเราได้มากขึ้น
ภูมิภาคเอเชียกำลังโต โอกาสระดับภูมิภาคมีมากกว่าเมื่อก่อน
Connect yourself to the right people ทำความรู้จักกับคนที่ใช่ ในที่นี้หมายถึงคนที่จะเปิดโอกาสใหม่ๆให้กับคุณได้ ถ้าได้เจอขอให้รักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ดี
English is extremely important ทั้งๆที่ตลาดญี่ปุ่นก็ใหญ่มากอยู่แล้ว คนญี่ปุ่นเองยังศึกษาภาษาญี่ปุ่นเพื่อขยายโอกาส ไทยเราเองก็ต้องให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษเช่นกัน
อย่าหลับหูหลับตาตามไอเดียแรกของคุณ มันอาจไม่ได้เป็นไอเดียที่ดีที่สุด พูดคุยกับคนให้เยอะ ปรับตัวตามที่เหมาะสม ธุรกิจจึงจะประสบความสำเร็จได้
การขอคำแนะนำจากนักลงทุนจะทำให้แนวทางธุรกิจของเราชัดเจนขึ้นได้
ช่วงที่ 4 (เปิดให้มีการสนทนากันโดยมี thumbsup เป็น moderator)
ช่วงนี้แบ่งเป็น 2 session ย่อย คือ ทิศทาง startup ไทย ทำอย่างไรให้เติบโต? (Moderator : @jakrapong) และ Business Model Startup แบบไหนถึงเวิร์ค? (Moderator : @charathbank) โดยผู้เข้าร่วมงานต้องเลือกฟังหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ซึ่งผมได้เลือกเข้าฟังหัวข้อเกี่ยวกับ Business Model ครับ Session นี้เน้นการ Discussion กันเป็นหลักซึ่งนอกจากคุณแบงค์แล้ว คุณโบ๊ทแขกรับเชิญจากหัวข้อแรกก็มาร่วมดำเนินรายการด้วยครับ ซึ่งใจความก็สรุปมาได้ดังนี้
ผู้ประกอบการจำนวนมากมักเริ่มจากการสร้างฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลักในการสร้างก็ยึดจากความคิดของตัวเองทั้งหมด ทำให้พอ launch ออกไปแล้วหลายรายประสบกับปัญหาของขายไม่ได้
และแม้ว่าบางทีคนรอบข้างจะบอกว่าไอเดียเราดีแล้ว แต่ถ้าคนที่บอกว่าดีไม่ใช่ลูกค้าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ที่เราจะทำ โอกาสขายไม่ออกก็ค่อนข้างสูง
การจับจุดเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของคนก็สามารถนำมาทำธุรกิจได้ เช่น ธุรกิจขายถุงยางออนไลน์ คนสั่งซื้อถุงยางอันเดียวและยอมเสียค่าส่งเพราะว่าเขิน ไม่กล้าไปซื้อที่ร้าน
รูปแบบธุรกิจแปลกๆในวงการเกม เช่น เปิดเกมออนไลน์ให้คนเล่นฟรีจนได้ฐานข้อมูลผู้เล่นเยอะแล้วจึงปิดตัวและนำฐานข้อมูลผู้เล่นไปขายต่อกับบริษัทอื่น (หมิ่นเหม่เรื่องกฎหมายมากๆ)
ระวังเรื่องงบประมาณบานปลายให้ดี ถ้าไม่คุมดีๆก็เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก
รูปแบบธุรกิจที่ดีต้องชัดเจนและคิดถึงผู้ใช้ให้มากๆเข้าไว้
Localization ในแบบคุณโบ๊ทไม่ได้มีแค่มิติเรื่องภาษาเท่านั้น การศึกษารูปแบบธุรกิจจากวงการอื่นและนำมาประยุกต์ใช้ในวงการของตัวเองก็ถือว่าเป็น Localization อีกวิธีหนึ่ง
โดยรวมแล้วงานนี้จัดขึ้นมาได้น่าพอใจมากและเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ทำให้คนในวงการสตาร์ทอัพได้มาพบปะทำความรู้จักกัน สำหรับคนที่พลาดงานครั้งนี้ไป ทาง thumbsup ก็ได้แจ้งว่าจะมีงานแบบนี้เกิดขึ้นอีกในไม่ช้านี้แน่นอน ต้องขอบคุณทางทีมงานที่ช่วยผลักดันให้เกิดงานดีๆแบบนี้ทุกท่านครับ และสำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องราวของงานนี้ในอีกมุมมองหนึ่งก็ไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บล็อกของคุณตอง (oxygenyoyo) ได้เลยครับ เขียนไว้ได้ละเอียดมากๆครับ










