AnasAbdin
tumblr dot com
Sade Olutola

oozey mess

pixel skylines
NASA
RMH
Keni

tannertan36

blake kathryn
d e v o n

Andulka

#extradirty
Claire Keane

Discoholic 🪩

Janaina Medeiros
Show & Tell
"I'm Dorothy Gale from Kansas"
Today's Document

Kiana Khansmith
seen from Spain

seen from Peru

seen from United States
seen from Brazil

seen from United States

seen from United States
seen from United States
seen from Colombia

seen from Denmark

seen from Türkiye

seen from Colombia
seen from United Kingdom
seen from United States

seen from United States
seen from United States

seen from Malaysia

seen from Germany

seen from Bangladesh
seen from China

seen from Germany
@ilovegengchul
Yes, we should do something about it. 😢
Super Junior Sungmin Stays
I usually stay away from issues like this but I think enough is enough. I have been an ELF since i was 14 years old and now I am 25. I have spend my teens and twenties with SUJU, so I can proudly state that the boys have been a huge part of my life. This discussion of whether Sungmin should stay or leave is disheartening for me. Elfs and Suju are known to be family and understanding of one another. The fact that K-Elfs want to kick Sungmin out of the group because of his “unexpected marriage” is insanely immature. Who are we to dictate his marriage life? If suju have moved on, why aren’t we? Super junior always mention that even though they are missing members they are still family. Why are we forcefully taking away one of their family members? Why are we creating pain for them, when it is supposedly to be a time of happiness for them? Do you really think taking away Sungmin will make the boys happier?I can’t imagine the boys standing on stage knowing that Sungmin was kicked out because of their fandom who they praised and always felt grateful to. So K-Elfs i hope you think about the boys feelings before taking away something precious to them. Stop thinking that you own them and start treating them as human beings. Also we are older shouldn’t we be more mature?
#protectsungmin #sungminstays #prom15seto13elieve
MC: What is Heechul’s American name?
Heechul in TVN 꽃할배 수사대 drama asked by anon.
Henry gave a semi-stranger (Zico) a house tour [x]
รักแรก เมื่อปีนั้น
บทความนี้นำมาจากหนังสือครบรอบ 10 ปี ‘Geng Three’ ของหานเกิง
แปลไทยโดย Hankyungclub Thailand
*หากจะนำบทแปลนี้ไปเผยแพร่ต่อ กรุณาขออนุญาต Hankyungclub ก่อน*
รักแรก เมื่อปีนั้น ผู้เขียน: หานเกิง
ผมลืมเวลาไปแล้ว แต่กลับยังคงจำคุณได้ ผมลืมความงดงามไปแล้ว แต่กลับยังคงจำท่าทางของคุณได้ ตอนนี้ผมคิดถึง อดีตทีผ่านพ้นไปเหมือนดั่งหมอกควัน
1. ใครคือผู้ฟังที่ดีที่สุดของผม
ผมสามารถ พาคุณไปดูดวงดาวได้ ผมสามารถพาคุณไปยังสุดขอบโลกได้ ผมยินดีที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีที่สุดของคุณ
ตอนที่อยู่โรงเรียน สำหรับความรู้สึกตื่นเต้นในตัวเธออาจเกิดขึ้นเพราะเธอเรียนเก่ง หรือไม่ก็เพราะเธอเต้นเก่ง และอาจเพราะดวงตาโตๆและผมสีดำสนิท แต่ก็รู้สึกประทับใจในตัวเธอ แม้จะมีลักษณะหน้าตาอันน่าดึงดูดเพียงแค่สักจุดเดียวก็สามารถทำให้หัวใจของเด็กน้อยสั่นไหวได้ ทุกๆอย่างมันเรียบง่ายมาก เรียบง่ายมากจริงๆ เหมือนกับในหนัง “You Are the Apple of My Eye” ที่ทั้งงดงามและบริสุทธิ์
จากนั้นก็ค่อยๆเติบโตขึ้นมา โตขึ้นอย่างสง่างาม รูปร่างได้สัดส่วน ขายาว กิริยาอันเหมาะสมของเธอยามสนทนาสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้ผม แถมผมยังจะชอบโชว์ออฟให้ผู้หญิงที่ชอบเห็นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธออีก พอตอนนี้มาคิดๆดูถึงการกระทำเหล่านั้นแล้วรู้สึกว่ามัน 'งี่เง่า’ และตลกสิ้นดีเลย คงเพราะแต่ก่อนยังเป็นแค่เด็ก อายุน้อย ความคิดยังเป็นเด็ก ก็เลยคิดอะไรง่ายๆแบบนั้น
2. ความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก
ในขณะที่เราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ประสบการณ์ชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นตาม ความคิดก็จะเป็นผู้ใหญ่ ในตอนนี้ก็เริ่มที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่ารักแล้ว ความรัก คือความรู้สึกอันมหัศจรรย์ มันถูกสร้างขึ้นจากความพึงพอใจในตัวของอีกฝ่ายและความคิดที่ดึงดูดซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันนั้น มันก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นก็หลงเหลือเพียงแค่ความรู้สึก สำหรับคนทั้งสองแล้ว เพื่อให้ความรักยังคงอยู่จะต้องเข้ากันให้ได้และเชื่อใจกัน
ความรักไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การแต่งงานก็ไม่ใช่ของเด็กเล่น การแต่งงาน มันไม่ใช่การตามหาเจ้าหญิงที่แสนสวยอีกต่อไป คุณจะต้องดูแลเธอทุกๆวัน แต่ไม่ใช่ดูแลเพราะกลัวว่าจะต้องเลิกกัน การพรรณนาถึงความรักในเทพนิยายนั้นงดงามแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่ความเป็นจริง และมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง
ตามงานต่างๆ ในที่สาธารณะ มีคนเคยถามถึงมุมมองความรักของผมด้วย จริงๆ แล้วผมคิดว่าความรักเหมือนความรับผิดชอบมากกว่า คุณค้นพบคนที่คุณอยากจะอยู่ด้วย คุณทั้งสองคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งสองต่างก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ที่ใช้เวลานานนั้นไม่ใช่เพราะว่าทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่เป็นเพราะเกิดความรู้สึกที่ห่างเหินกันต่างหาก
มาจนถึงอายุในตอนนี้แล้ว ผมเจอกับความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ มามากมาย พูดได้เลยว่าในแต่ละแบบนั้น ความรู้สึกคือการเติบโตของประสบการณ์ ค่อยๆเข้าใจแล้ว ว่าในโลกของความรู้สึกนั้นไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะ ชัยชนะคือความรู้สึก ความพ่ายแพ้ก็คือความรู้สึก ไม่ใช่ว่าความรักทุกแบบจะต้องมีจุดเริ่มต้น มีผลลัพธ์ ความรักไม่ต้องการการทดสอบ รักก็คือรัก ไม่ต้องวิงวอน ทุกครั้งที่มีความรัก เราต้องทุ่มทั้งหมดที่เรามี ใช้ทั้งใจไปกับมัน
ในเรื่องความรักในตอนนี้ ดูเหมือนจะค่อยๆจืดจางลงไปมากแล้ว ปรัชญาความรักที่ผมชอบคือ ความรักจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพ ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนฟรีๆ ไม่ใช่การยอมรับแบบไม่เต็มใจ คือการตามหาคนที่ใช่ หาคนที่โชคชะตากำหนด สุดท้ายแล้วจึงจะกลายเป็นคู่กันได้ ถ้าได้เจอกันก็คือได้เจอ ถ้ายังไม่เจอก็รอต่อไป เพราะประโยคนั้น ผมเลยค่อนข้างก็เชื่อในพรหมลิขิต พรหมลิขิตที่จะพาความรักมาหาผมตามธรรมชาติ
เมื่อก่อนผมมีความคิดที่จะแต่งงานก่อนอายุ 30 แต่ตอนนี้ที่อายุเลย 30 มาแล้วกลับไม่มีความคิดนั้นหลงเหลืออยู่เลย บางครั้งคุณแม่ก็จะคอยเตือนผมเสมอ ที่ซีเรียสมากที่สุดคือเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา จนตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้เตือนเท่าไหร่แล้ว ความคิดของคุณแม่ในตอนนี้กำลังสอดคล้องกับผมแล้ว
การเป็นโสดนานๆ จะทำให้เหงา รู้สึกเหมือนว่าที่บ้านมีใครซักคนหายไป ทำอาหารกินเองและไม่รู้ว่าจะกินกับใคร จะรู้สึกว่าบ้านนั้นว่างเปล่า ทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัย
ถึงแม้ว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวมาก แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความสนุกสนานด้วย ในพจนานุกรมความรักของผม คือผมต้องตามหาใครซักคนที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ดังนั้นมันจึงคุ้มค่ากว่าที่จะหาคนที่เข้ากันได้
ผมเชื่อในคำพูดที่ว่า 'บุหรี่รักไม้ขีด ถึงแม้ว่าจะถูกลิขิตให้ต้องเจ็บปวด (จากเปลวไฟ)ก็ตาม’ มาตลอด การที่คนสองคนจะมาอยู่ด้วยกันได้นั้นจะต้องเหมาะสมกัน ซึ่งความเหมาะสมกันนี้ไม่ได้หมายถึงว่าทั้งคู่จะต้องมีฐานะเท่าเทียมกัน แต่ลักษณะนิสัย มุมมองชีวิต ค่านิยม แนวคิดการใช้จ่าย และงานอดิเรกของทั้งคู่จะต้องเข้ากันได้
3. ความคิดในอีกด้านหนึ่ง
แน่นอน ผมคาดหวังความรักของตัวเองจะสมบูรณ์แบบ ด้วยเพราะสถานะพิเศษของผมที่เป็นศิลปิน ผมหวังว่าเธอในอนาคตจะเข้าใจและเข้ากับคนอื่นๆได้ รู้ถึงวิถีของความรัก รู้วิธีปูทางในอนาคต ที่ดีที่สุดคือเมื่อผมกำลังต่อสู้อยู่เบื้องหน้า เธอจะสามารถช่วยผมดูแลสิ่งอื่นๆ อยู่เบื้องหลังได้ หน้าที่การงานของผมกำลังขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจก็กำลังเติบโต ยิ่งหวังเป็นอย่างมากว่า เธอจะเป็นผู้หญิงที่สามารถทำงานด้วยตัวเองได้ จุดที่สำคัญที่สุดก็คือเธอจะต้องเป็นคนใจดี!
สำหรับอีกครึ่งหนึ่งของผม หวังว่าเธอจะเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ต้องเป็นศิลปินเหมือนกับผม เป็นดารามันยุ่งมาก เดินทางทุกวัน ถ้าดาราสองคนมาคบกันก็จะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย อย่างถ้าเธอเป็นนักแสดง ผมออกไปถ่ายหนัง เธอก็ออกไปถ่ายหนัง ครอบครัวของเราก็จะไม่เรียกว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ และถ้าเธอเป็นนักแสดง เธอก็จะใช้เวลาและทุ่มเทให้กับนักแสดงด้วยกันมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเธออาจจะยึดในการเป็น 'ดารายอดเยี่ยม’ มากกว่าจะกลับบ้านด้วยซ้ำ สิ่งที่ต้องเสียสละก็คือละเลยครอบครัว ทอดทิ้งลูก ยอมเสียเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันไป ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ชีวิตครอบครัวที่ดีที่สุดเลย
ผมหวังว่าอีกครึ่งหนึ่งของผม จะไม่ใช่คนแข็งแกร่งจนเกินไป จริงๆแล้วผู้หญิงที่แข็งแกร่งเกินไปมันไม่ดีเลย พวกเธอจะใช้เวลาส่วนมากไปกับการทำงาน แต่จะใช้เวลาส่วนน้อยดูแลครอบครัว โป๋หยากับจื่อขี * คือคนที่รู้ใจกันตลอดกาล เสียงฉินอันชัดเจนของโป๋หยา จื่อชีเข้าใจมันดีที่สุด ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมายเลย ผมคิดว่าความรักก็เช่นกัน ถ้าหากเปรียบเทียบโป๋หยาเป็นผมแล้วล่ะก็ ผมก็ต้องตามหาคู่ชีวิตที่เหมือนกับจื่อขีนั่นเอง
• อวี๋โป๋หยา(俞伯牙) เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในการดีด 古琴 (กู่ฉิน) ค่ะ โดยโป๋หยามีเพื่อนรู้ใจ ชื่อจงจื่อชี (钟子期) ซึ่งเป็นชายที่ชอบฟังดนตรีมาก ทั้งสองสามารถเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยใดๆ เพียงแค่ฟังเสียงกู่ฉินโป๋หยา จื่อชีก็สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ จนวันหนึ่งที่จื่อชีเสียชีวิตไป โป๋หยาที่ไร้ซึ่งคนรู้ใจแล้วถึงกับตัดสินใจตัดสายเครื่องดนตรีของตนและไม่ไม่เล่นมันอีก
จริงๆแล้วผมเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ถ้าในอนาคตผมเจอจื่อชีแล้ว เราจะคิดใช้เวลากับครอบครัวให้มาก ๆ ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกันทั้งครอบครัว ในวันหยุดยาวก็จะไปปั่นจักรยานเล่น ตกปลานอกเมือง ทำกิจกรรมที่ธรรมดาแต่โรแมนติกที่สุดที่คนทั้งโลกเขาทำร่วมกัน
หวังว่าคนคนนั้นที่เป็นคู่ชีวิตของผม จะไม่ให้ผมรอนานเกินไป
4. ขอบคุณ คนที่เข้ามาในโลกของผม แล้วเร่งรีบเดินผ่านออกไป
ท่ามกลางผู้คนนับพัน จะได้เจอคนๆนั้นเพียงคนเดียว ไม่มีก้าวที่เร็ว และไม่มีก้าวที่ช้า เพียงแค่คว้าเอาไว้เลย
เพื่อนที่อยู่ข้างกายผมอกหักอีกครั้ง ความรักของเธอ จากจุดเริ่มต้นถึงจุดจบ พวกเราต่างก็เป็นพยานในช่วงความรู้สึกนั้น หลังจากที่อกหัก เธอหดหู่มาก แล้วก็ทำอะไรบ้าๆ ไม่ไปทำงาน ดื่มเหล้าจนเมาที่บ้านทุกวัน ชวนพวกเราเพื่อนๆไปร้องคาราโอเกะที่ KTV เลือกร้องเพลงเศร้าๆ พูดได้เลยว่าหลังจากที่เธออกหัก เหมือนกับว่าได้ถูกดึงวิญญาณออกจากร่างไป
เธอดื่มเมาแล้ว ก็เอาแต่เรียกร้องจะโทรศัพท์หาแฟนเก่า เพื่อนๆต่างก็เกลี้ยกล่อมเธอว่าไม่ต้องโทรแล้ว โทรไปเขาก็ไม่รับหรอก พอมาคิดในตอนนี้แล้ว เธอโง่มากจริงๆ
พอเห็นเธอแล้ว มันช่วยไม่ได้เลยจริงๆที่จะต้องนึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองอกหัก ทุกๆช่วงที่ความรู้สึกมันจบลง ผมจะรู้สึกหดหู่ไปช่วงนึง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีในการรักษาจิตใจเพื่อที่จะสามารถเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ได้ มีบางครั้งที่เกิดความรักครั้งใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีความรู้สึกเก่าๆหลงเหลืออยู่และไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้ แน่นอน นี่มันไม่แฟร์กับคนที่คนที่คุณกำลังมีความรักอยู่ด้วยเลย
หลังจากนั้น มนุษย์เรามีความรู้สึกของสัตว์อยู่ในตัว หัวใจของคนเราเติบโตมาจากชิ้นเนื้อ ทุกๆครั้งที่มีการเลิกรา จะมีความรู้สึกเหมือนเพิ่งจะถูกโจรขึ้นบ้านและโดนขโมยของไปจนบ้านไม่หลงเหลืออะไรอยู่อีกเลย เวลาไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้อีกแล้ว
หลังจากความรู้สึกช่วงนั้นจบลง ผมยังสามารถอยู่ที่เดิมเพื่อรอ ในช่วงเวลาที่เรามั่นใจในกันและกันว่าจะอยู่ด้วยกัน หรือจะเป็นทุกวันที่อดคิดถึงไม่ไหว คิดถึงเมื่อก่อนที่เราพูดว่าจะอยู่ด้วยกัน คิดถึงสถานที่ที่เราเคยไปด้วยกัน คิดถึงสถานที่พวกนั้นที่สำหรับผมยังจำได้และเคยไป
หลังจากที่เลิกกันแล้ว ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปสัมผัสมันอีกเลย ผมกลัวกลัวว่าจะเจ็บจากมัน บางครั้งผมก็คิด ว่าถ้ามียาที่ทำให้สูญเสียความทรงจำในช่วงหนึ่ง ลบเลือนอดีตในช่วงหนึ่งไป คงจะดีมาก แบบนี้ก็ไม่ต้องคั้นสมองให้ลืมแล้ว จนถึงวันนี้ ตอนที่ภาพของเธอฉายขึ้นมาในหัวผม หัวใจผมก็จะเจ็บ ผมเพิ่งตัดสินใจได้ ถึงเวลาปล่อยวางแล้ว ถึงเวลาที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว
ถึงแม้หัวใจจะบอกว่าควรลืมเรื่องในอดีตไปได้แล้ว แต่บางครั้งจิตใต้สำนึกก็มีพลังเหนือกว่า ตอนนอนฝันถึงเธอเสมอ ฝันถึงเธอที่กลับมาอยู่ข้างๆผม ดวงอันอ่อนโยนคู่นั้นที่มองมาที่ผม เธอไม่ได้พูดอะไร ผมเห็นสิ่งที่สะท้อนชัดอยู่ในดวงตาของเธอ ในหัวใจเธอนั้นมีเพียงผมคนเดียว
ไม่รู้เลยว่าในความฝันนั้นผมยิ้มรึเปล่า รู้แค่ว่าพอตื่นขึ้นมา พบว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน ผมเคยผิดหวัง เดินไปที่กระจก มองเห็นแค่ตัวผมเองที่อิดโรยและตาของผมที่หย่อนคล้อย
เพื่อนร่วมงานต่างก็บอกกันว่าอาการอกหักของผม ออกจะขี้โมโหอยู่หน่อยๆ และบางอย่างก็อธิบายไม่ได้ พวกเขารู้จุดระเบิดของผม ผมจะจำกัดมันไว้ ไม่ปล่อยออกมาให้สัมผัสได้อีก
คุณแม่จะมองอารมณ์ของผมออก ท่านเป็นคนแรกที่มองคนอื่นได้อย่างเข้าใจ ท่านจะไม่มาสอนผม ท่านเพียงแค่พูดกับผมประโยคหนึ่งเท่านั้นคือ 'ลูกทำยังไงมันก็ไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะลูกรั้งมันไว้ยังไงก็รั้งไม่อยู่’ (TN: น่าจะกล่าวถึงความรัก)
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นแค่ประโยคธรรมดา แต่มันเป็นหลักปรัชญาความรักที่ฉลาดมากจริง ๆ เรื่องนี้ได้พิสูจน์แล้ว คนที่ต้องจากลาไปนั้น เป็นเพียงแค่แขกที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณเท่านั้น และคุณ ก็เป็นแค่แขกที่ผ่านเข้าไปในชีวิตเธอ
เมื่อแขกคนหนึ่งเดินจากไป หัวใจของคุณก็จะได้รับบาดแผล และสำหรับความรู้สึกที่กำแน่นไม่ปล่อยวาง ก็เหมือนการเอาเกลือมาโรยบนบาดแผลนั้นอยู่อย่างนั้น สิ่งคุณต้องทำ คือดูแลตัวเองให้ดีๆ รีบรักษาแผลให้เร็วที่สุด ยิ้มรับผู้คนใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิต
ช่วงเวลาความรักนั้นจากไปไกลแสนไกลแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือต้องทำคือปล่อยวาง ปล่อยให้มันผ่านไป ปล่อยอดีตไป ปล่อยเธอไป แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันยอดเยี่ยมขนาดไหน
เหมือนกับที่คนอื่นๆ พูดกันไว้ 'การปล่อยวางไม่ได้เป็นแค่ความรู้รูปแบบหนึ่ง แต่มันคือขอบเขตชนิดหนึ่ง’
ตอนที่เรายังเป็นเด็ก หัวใจมีอำนาจมาก อำนาจนั้นบางทีก็ไม่ขึ้นอยู่กับความมรู้สึก อำนาจนั้นมากจนเกินทุก ๆ อย่าง แม้จะไม่เข้าใจจนสามารถปล่อยวางได้อย่างพอเหมาะ ไม่ใช่เพราะความดื้อรั้น แต่มันคือความหวาดระแวงแบบหนึ่ง ในเวลาที่ความรักจากไปไกลแสนไกล เราก็ยังกำมันแน่นอยู่ในมือ ไม่ใช่ความสุข แต่คือความโศกเศร้า ผู้คนมากมายตกอยู่ในภวังค์แห่งความทรงจำ จดจำได้เพียงความงดงามของความรัก ยังคงปล่อยวางอย่างอาลัยอาวรณ์ ในความเป็นจริงแล้วมันคือการหลอกลวงตัวเองอีกทางหนึ่ง
ช่วงเวลาแห่งความรู้สึก จากจุดเริ่มต้นที่สวยงามเดินทางไปถึงจุดจบที่แปลกประหลาด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณ แต่เป็นการเลี่ยนแปลงด้านคุณภาพ เคยรัก เคยเสียใจ เคยเสียน้ำตา เคยเจ็บปวด มันจะค่อย ๆ จางหายไป สุดท้ายแล้วก็ปล่อยวางได้
เมื่อปล่อยวางแล้ว หัวใจกลับคืนสู่สภาพที่เป็นศูนย์ ไปพบเจอสิ่งใหม่ ไปรับความรู้สึกใหม่ๆ ไปเริ่มชีวิตใหม่ ในที่สุดแล้วคุณก็จะค้นพบ ว่าความสุขจริงๆ แล้วคือการที่เรามองทุกอย่างในแง่บวก
เวลาชีวิตของมนุษย์จริงๆแล้วมีผลอยู่ไม่มากนัก ไม่มีเวลาและแสงอาทิตย์ที่มากขึ้นเพื่อให้เราใช้จ่ายอย่างอย่างสุรุ่ยสุร่าย ให้เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความทรงจำที่ผ่านไปแล้ว ที่มันพัวพันกันอุตลุด อะไรพวกนี้มันจะทำให้เรายิ่งกลายเป็นคนที่ซึมเศร้า ยิ่งเสียใจ มีความสุขก็วันหนึ่ง ไม่มีความสุขก็อีกวันหนึ่ง แล้วทำไมถึงไม่มีความสุขไปทุกๆวันล่ะ? ไม่มีอะไรที่ไม่สามารถปล่อยวางได้ อย่าให้จิตใจของตัวเองผ่านพ้นไปกับของที่ผ่านไปไม่ได้ ต้องปล่อยวางซะ ถึงจะมีโอกาสทักทายอนาคตมากขึ้น ถึงจะมีทัศนคติดีๆ ที่จะไปวิ่งไล่ตามความสุขได้ ผมเคยมีความรักหลายครั้ง และเคยอกหักหลายครั้ง แต่ว่า ผมก็ยังคิดว่า ในทุกช่วงของความรัก ล้วนเป็นช่วงที่ผมเติบโตขึ้นอีกครั้ง ขอบคุณทุกคน คนที่ไม่ใช่เหล่านั้น ที่เข้ามาในโลกของผมและเร่งรีบเดินจากไป
5. เพราะโลกใบนี้มันเล็กนัก จึงทำให้เราได้พบกันแบบนี้
ความรักในช่วงแรกรักคือช่วงเวลาอันล้ำค่าที่สุด เพราะมีการสูญเสีย ดังนั้นจึงยิ่งเพิ่มความคิดคะนึง เราทุกคนต่างก็ต้องคำนึงถึงความทรงจำที่งดงามในช่วงแรกรัก ครุ่นคิดถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความชอบพออันลึกซึ้ง
พูดกันว่าในชีวิตของเราทุกคนจะต้องมีคนๆนั้น ตราตรึงอยู่ในหัวใจลึก ๆ ของคุณ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ในความทรงจำของคุณสิ่งที่ยังคงอยู่เสมอมาก็คือความจริงเกี่ยวกับเธอ
สำหรับผมแล้ว รักครั้งแรกคือการที่คนสองคนอยู่ด้วยกันจริง ๆ มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องในอนาคต มันถึงจะเรียกว่ารักแรกที่แท้จริง และรักแรกของผม มีเวลา 4 ปี
ครั้งแรกที่ผมได้เจอเธอคือในงานรวมรุ่น วันนั้นเราไปทานอาหารกันที่บ้านเพื่อน ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลินกันสุดๆ เว้นแต่เธอแตกต่างจากคนอื่นๆ ตอนที่มองเธอครั้งแรก เธอกำลังอยู่ในห้องครัว ทำอาหารเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ครั้งแรกที่เจอเธอ แค่เห็นเสี้ยวหน้า ก็รู้สึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่าง ขณะที่ผมดูตะลึง เธออาจจะรับรู้ถึงสายตาที่ผิดปกติของผม เลยหันหน้ามา และตอนที่สายตาของพวกเราสบกัน ผมตะหนักได้ว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น
รอยยิ้มของเธอหวาน นำพาบรรยากาศที่อบอุ่น เสียงของเธอนุ่ม เหมือนกับเสียงนกกระจาบฝนไพเราะและละเมียดละไม เธอพูดอย่างนุ่มนวลว่า 'ขอโทษนะ ที่ให้พวกคุณรอนาน อีกแป๊ปเดียวก็ทำเสร็จแล้ว’
ณ วินาทีนั้น ผมตัดสินใจได้เลยว่า นี่คือผู้หญิงแบบที่ผมชอบ
ในงานปาร์ตี้นั้น เพื่อที่จะได้เรียกร้องความสนใจจากเธอ ผมจึงไม่ปฏิเสธเพื่อนๆที่จะขึ้นไปโชว์การเต้นหล่อๆ และได้รับเสียงปรบมืออย่างเกรียวกราว หลังจากแสดงจบ ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสีหน้าเธอเกี่ยวกับการเต้นของผมที่เพิ่งจบไป สามารถเห็นได้ว่าเธอชื่นชมมากๆ แน่นอน
ผ่านช่วงเวลาบังเอิญเหล่านั้นที่พยายามและตั้งใจ สุดท้ายแล้วผมก็จีบเธอติด ตอนที่เธอตอบตกลงที่จะอยู่ด้วยกันกับผม ผมตื่นเต้นเหมือนเป็นเด็กนักเรียนคะแนนแย่ที่สุดท้ายแล้วสอบผ่านได้คะแนนเต็มร้อยด้วยความขยัน
พวกเราพยายามรักษาความรู้สึกนี้ไปด้วยกัน ตอนที่มีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของใคร เราก็เลือกที่จะไม่สร้างสงครามเย็นใส่กัน และยกโทษให้กันไปโดยปริยาย แล้วก็ไม่เคยจะบอกเลิกกันง่ายๆ
ในตอนที่ผมไปเกาหลีนั้น เธอเป็นคนให้กำลังใจผม ถึงสามารถมีพลังไม่จำกัดต่อมาเสมอ ต่อมาในวันที่ยากลำบากของการฝึก มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ปากของผมยิ้มได้คือตอนที่คุยกันเธอ พวกเราสองคนแบ่งบันความลำบากความกังวล เล่าถึงชีวิตของตัวเองในหนึ่งวัน โดยไม่รู้ตัว เวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว บางทีช่วงเวลาที่หวานชื่น มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
แม้กระทั้งตอนที่ผมเรียนภาษาเกาหลี เธอก็จะช่วยดูหลักสูตรภาษาเกาหลีไปด้วย ช่วยแก้ในจุดที่ผมออกเสียงผิดให้ถูกต้อง ภายใต้กำลังใจจากเธอ ทำให้ผมพัฒนาขึ้นได้เร็วมาก
จนกระทั่งหลังจากได้เดบิวต์เป็น Super Junior เราก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ดี และก็ยิ่งรู้สึกว่าเราไม่มีช่องว่างขนาดใหญ่เพราะผมเดบิวต์สำเร็จได้เป็นดารา และยังคงติดต่อกันเสมอที่มีเวลา มีความกังวัลก็เล่าสู่กันฟัง มีเวลาก็ไปเจออีกฝ่าย
6. อกหักครั้งแรก
แม้ว่าผมจะเดาจุดเริ่มต้นออก แต่กลับเดาผลสุดท้ายไม่ออกเลย วันหนึ่ง ผมกำลังจะต้องไปอัดรายการหนึ่ง ตอนที่ยังเตรียมตัวอยู่หลังเวที ผมก็ได้รับสายที่เธอโทรเข้ามา ผมตื่นเต้นที่จะบอกเธอถึงรายละเอียดงานในครั้งนี้ แต่เธอกลับเอาแต่เงียบ เงียบไปนานมากแล้วจึงพูดประโยคนึงออกมาว่า 'ฉันเหนื่อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ’
พอได้ยินแบบนี้แล้ว โลกของผมก็เหมือนกับโดนสายฟ้าฟาดลงมาในทันที ผมถามเธอกลับไปอีกครั้ง 'ที่พูดน่ะจริงเหรอ?’ เธอก็ตอบกลับมาอย่างหนักแน่นด้วยคำพูดเพียงคำเดียวว่า 'อืม!’
ผมตัดสายโทรศัพท์เธอไปอย่างเงียบๆ แล้วชกลงไปบนเสาหลังเวทีไปหมัดนึง เพราะเสามันใหญ่มาก มือของผมเลยแตกไปหลายแผลทันที ตอนนั้นทุก ๆคนที่นั้นตกใจกลัวกันใหญ่ ผมเห็นมือตัวเองเลือดไหลออกมาไม่หยุด แต่ตัวผมเองกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยซักนิด บางทีความเจ็บปวดในหัวใจอาจจะรุนแรงมากกว่าความเจ็บปวดภายนอกก็ได้
ช่างแต่งหน้ารีบหาแอลกอฮอล์มาช่วยทำแผลให้ผมทันที พวกเค้าช่วยกันพยาบาลเบื้องต้นให้ผม ผมก็ไปอัดรายการทั้งที่บาดเจ็บ
ตลอดเวลาที่อัดรายการ สภาพของผมแย่มาก พิธีกรก็พยายามช่วยทำให้บรรยากาศดูดีขึ้น แต่ผมก็ยังไม่สามารถปรับอารมณ์ที่เศร้าซึมของตัวเองให้เข้ากับบรรยากาศที่ร่าเริงของพวกเขาได้ รายการนั้นจึงถูกสั่งให้หยุดหลายครั้ง
หลังจากอัดรายการหลายชั่วโมงจบลง ผู้จัดการถึงพาผมไปเข้ารับการรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล
ตอนที่กำลังเย็บแผล ถึงแม้จะฉีดยาชาแล้ว แต่ความเจ็บก็ยังคงระเบิดออกมา ตอนนั้นผมคิดอยู่ในใจ ว่ามันจบแล้วจริง ๆ เหรอ? แล้วอนาคตที่เราคิดเอาไว้เหล่านั้นล่ะ คำสัญญาที่เราเคยสัญญากันล่ะ สถานที่เหล่านั้นพูดกันเอาไว้ว่าจะไปด้วยกันล่ะ? ตอนนี้มันเป็นเหมือนเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
หัวใจยังคงไม่ยินยอม อยากเจอเธอกับเธอให้รู้เรื่อง ผมพยายามจะโทรหาเธอ เธอตัดสาย แล้วเมื่อผมลองโทรไปอีกครั้ง โทรศัพท์ก็ปิดเครื่องไปแล้ว
ในคืนนั้น ผมพลิกตัวไปมาไม่ได้นอน คิดถึงเรื่องราวมากมายในห้วงความทรงจำ คิดถึงรอยยิ้มของเธอตอนที่เราเจอกันครั้งแรก คิดถึงความงดงามตอนที่เราจับมือกันครั้งแรก คิดถึงถนนเส้นนั้นที่เรามักจะเดินผ่านกันจนนับครั้งไม่ถ้วน คิดถึงอนาคตที่เราเคยคิดไว้ด้วยกัน …
ตอนนี้ทั้งหมดกลายเป็นเมฆที่ลอยอยู่ในอากาศ คำสัญญาเหล่านั้นที่สัญญากันตอนแรก ถึงตอนสุดท้าย ก็ไม่พ้นเป็นแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น ผมตกอยู่ในภวังค์แห่งความเจ็บปวดของการเลิกราที่ยากจะคลี่คลาย แต่ที่ความเจ็บปวดชัดเจนที่สุดของผมก็คือความเจ็บปวดที่หัวใจของตัวเอง แต่ผมก็ยังต้องแสดงความกระตือรือร้นอยู่บนเวที และยังต้องเล่นสนุกในรายการทีวีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ผ่านไปครึ่งปี เวลาเป็นสิ่งพื้นฐานที่ช่วยสมานบาดแผลนี้ ตัวผมเองก็ค่อยๆ เดินออกจากเงาของความเศร้าจากอกหัก ยิ่งไปกว่านั้นบางทีผมต้องขอบคุณเธอ ที่สอนให้ผมเติบโตขึ้น สอนให้ผมแข็งแกร่ง สอนให้ผมจัดการอารมณ์ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
มีหลายคนเคยถามว่าอะไรที่สิ่งที่โรแมนติกที่สุดที่ผมเคยทำ ผมคิดแล้วคิดอีก สิ่งที่โรแมนติกที่สุดที่ผมเคยทำ น่าจะเป็นการแต่งเพลงให้ความรักที่จากไป เพลงนั้นอยู่ในอัลบั้มแรกของผม เพลงที่มีชื่อว่า 'Holding an Umbrella’
และก็เพราะช่วงนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่สมบูรณ์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมในชีวิต เราก็จะต้องได้พบเจอผู้คนมากมาย บางคนก็ใช่ บางคนก็ไม่ใช่ พวกเราจำต้องยังพลาดกับคนที่ไม่ใช่ เพื่อที่จะได้พบกับคนที่ใช่ คนที่ไม่ใช่คนนั้นจากไป ถึงจะมีโอกาสให้คนที่ใช่คนนั้นเดินเข้ามาในโลกของคุณ
ใครที่ทำให้ความทรงจำของใครเปลี่ยนเป็นซีดลางได้ ใครที่ไม่เสียดายกับการการะทำของของใครคนนั้น คนนั้นที่อยู่ในความทรงจำ ขอบคุณที่เคยมาปรากฏตัวในชีวิตของผม มอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้กับผม ประโยคเดียวของคุณทำให้ช่วงเวลาที่สวยงามของผมนี้กลายเป็นความว่างเปล่า
ความสัมพันธ์ที่อยู่ห่างไกลออกไป ปล่อยมันไปซะ คุณสามารถเก็บเอาภาพที่สวยงามของความสัมพันธ์ในช่วงนั้นเอาไว้ได้ เป็นการฉลาดที่จะบอกลา และเมื่อเวลาผ่านไป บางทีคุณอาจจะอวยพรให้เธออย่างใจดีว่าขอให้มีความสุข นี่คือการที่คุณเติบโตขึ้น นี่คือความรักในชีวิตของคุณที่ผ่านบทกวี อยากจะบอกมากๆว่าการที่เราจะทะนุถนอมใครซักคนเอาไว้นั้นมันยากจริงๆ ช่วงเวลาแห่งความรู้สึกจากไปไกลแสนไกลแล้ว งั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ ผมสามารถวาดเครื่องหมายจบประโยคให้กับความรู้สึกนี้ได้อย่างงดงามที่สุด นั่นก็คือบอกลาอย่างใจกว้าง ผ่านไปช่วงนึง บางทีคุณอาจจะยังสามารถใจกว้างพอที่จะอวยพรให้เธอมีความสุขได้ด้วย นี่น่าจะเป็นการเติบโตของคุณ นี่ก็เป็นเส้นทางความเจ็บปวดในประสบการณ์การอกหักในชีวิตของคุณ เพราะว่าเคยอกหัก ถึงทำให้คุณรู้ว่าจริงๆแล้วการหวงแหนใครด้วยหัวใจมันเป็นอย่างไร
ทุกครั้งที่เลิกรา ก็คือการเติบโตขึ้นอีกครั้ง จงกล้าที่จะพูดอวยพร บางทีมันอาจจะต้องการความกล้าอยู่มาก แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงเชียร์ให้กล้าจะพูดคำอวยพรออกมาอย่างเต็มที่นะ
หานเกิง: นักร้อง/นักแสดง
บทความนี้นำมาจากหนังสือครบรอบ 10 ปี 'Geng Three’ ของหานเกิง
แปลไทยโดย Hankyungclub Thailand
[แปลเนื้อเพลง] 痞夫之勇 (Legend Of Loser) - HanGeng
Authors: Kang zhi xuan Composer: Cui Di Thai Translation: HankyungClubThailand *TAKE OUT WITH FULL CREDITS*
ในคืนวันเสาร์ แต่งตัวอย่างพิถีพิถัน โทรศัพท์กลับไม่เคยมีเสียงเตือน นั่งรถมูลค่าหลายสิบล้าน ตอนที่นั่งมันสบายจริงๆ ผมกลัวจะลงผิดสถานีจัง สาวสวยเดินผ่านสายตาล่อใจ ชวนคุยถูก Say no แล้วถ้า So what อีกล่ะ ผมมั่นใจมากอย่างนี้แหละ ง่ายๆอิสระ แสดงออกเกินจริง การกระทำกล้าหาญ ทั้งเท่และอารมณ์ขัน เกินกว่าที่คุณคิด Baby คุณกำลังทำให้ผมหลงไหลมาก ผมต้องเข้าไปใกล้คุณอย่างช้า ๆ ผมมีความกล้าหาญเหมือนนักเลงที่มีอาวุธที่ลึกลับส่วนตัว ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้สุดจิตสุดใจ คุณที่หล่อๆรวย ๆข้าง ๆ มีท่าสวิงอะไรดี ๆ เหรอ คนสวยเขาไม่จำเป็นต้องมาหานายหรอก กระโดดขึ้นเวทีคว้าไมค์ พิสูจน์การร้องเพลงที่ร้ายกาจ คนเดียว High อย่าไม่สนใจฉันสิ เอาแต่คิดว่าปีนไต่ไปคบที่สูงกว่าไม่ไหวกัน So what ฉันเหมือนไม่ระวังจนตกหลุมรักเธอ หัวใจดวงเล็ก ๆ ดวงนี้ของฉัน ไม่สามารถซ่อนความหวังที่มีต่อคุณได้ คืนนี้ต้องเปิดตัวซะละ Baby คุณกำลังทำให้ผมหลงไหลมาก ผมต้องการที่จะเข้าไปใกล้คุณอย่างช้า ๆ ผมมีความกล้าหาญเหมือนนักเลงมีอาวุธที่ลึกลับส่วนตัว ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้สุดจิตสุดใจ Baby ผมจะรอคุณตรงนี้ รอถึงตอนฟ้าสว่างก็ไม่เป็นไร ผมมีความกล้าหาญอย่างนักเลงที่มีมายากลลึกลับ ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้สุดจิตสุดใจ
ฮี: ฮันคยองอ่า ย่างปลาเสร็จยัง ฉันหิวแล้วนะ เกิง: *ย่างปลาให้แมวกิน*
Super Junior will appear in Naver Starcast Live Broadcast on July 15th at 9PM!
150608 Kim Heechul at AS4U Flea Market ♡ (cr)
[NEWSPIC] 150508 Heechul at KBS
150508 SMTown NOW Update with M&D (Heechul and Jungmo)