งานอดิเรกช่วงนี้ : แกล้งแมทธิว
cherry valley forever
Lint Roller? I Barely Know Her

Janaina Medeiros
noise dept.

Product Placement

★

Andulka
Peter Solarz

pixel skylines
Aqua Utopia|海の底で記憶を紡ぐ
Xuebing Du
d e v o n
KIROKAZE
Cosimo Galluzzi
he wasn't even looking at me and he found me
ojovivo
Mike Driver

#extradirty
art blog(derogatory)

No title available
seen from United States
seen from Mexico

seen from United States
seen from Russia

seen from United States
seen from Benin
seen from India
seen from Italy

seen from France

seen from United States
seen from United States
seen from United States
seen from United States
seen from United States

seen from United States
seen from United States
seen from United States
seen from United States
seen from United States

seen from United States
@mjheyworth
งานอดิเรกช่วงนี้ : แกล้งแมทธิว
เขาให้ลงเราก็ลง.. o<-< (จงเมินเลขนั่นไป..)
--------------------------------------
ชื่อ - นามสกุล - อเล็กซิส โอแฮนนิกัน (Alexis O'hannigan)
เพศ - หญิง
อายุ - 22 ปี
รูปร่างหน้าตา -
- ผมน้ำตาลอ่อน ๆ (จริง ๆ ไม่ใช่สีนี้)
- ตาสีเขียวอ่อน
- ไม่ได้มีไฝอะไร คือการวาดตุมันรกไปเอง..
- สูงประมาณ 169 -170 cm อะไรแถวๆนี้
.
ลักษณะท่าทาง -
- ก็ร่าเริง ๆ
- ... ก็ร่าเริง..
- คือคุณน้องจะอารมณ์ตรงข้ามกับคุณพี่น่ะนะ..
- ง้องแง้ง ๆ กะแมทบ้าง
- แต่กับคนอื่นนี่ไม่ค่อย
- แต่ดื้อเหมือนกัน..
- อะไรอีกว่ะ..
- อ่อ จริง ๆ แล้วสู้คนน่ะนะ
.
ความเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก -
- เท่าที่รู้ตอนนี้ก็เป็นน้องแมทธิว..
.
ฺBro 'n Sis
[ภาพวาดสีน้ำมันชิ้นที่1]
((เก็บไว้ๆ ;v; ))
Rolling Stones - Paint It Black
I see a red door and I want it painted black
No colors anymore I want them to turn black I see the girls walk by dressed in their summer clothes I have to turn my head until my darkness goes I see a line of cars and they're all painted black With flowers and my love, both never to come back I see people turn their heads and quickly look away Like a newborn baby it just happens ev'ryday No more will my green sea go turn a deeper blue I could not forsee this thing happening to you If I look hard enough into the setting sun My love will laugh with me before the morning comes I look inside myself and see my heart is black I see my red door and it has been painted black Maybe then I'll fade away and not have to face the facts It's not easy facing up when your whole world is black I see a red door and I want it painted black No colors anymore I want them to turn black I see the girls walk by dressed in their summer clothes I have to turn my head until my darkness goes Hmm, hmm, hmm... I wanna see it painted black, painted black Black as night, black as coal I wanna see the sun, blotted out from the sky I wanna see it painted, painted, painted, painted black Yeah Hmm, hmm, hmm...
Aaren01
.
.
ฉันตบเขา
.
ตบหน้าผู้ชายที่อยู่ ๆ ก็ดึงฉันเข้าไปจูบอย่างเสียมารยาทกลางโรงอาหารที่โรงเรียน
.
แน่นอนว่านี้ไม่ใช่จูบแรกของ 'อาเรน แมคคิลเรย์' สาวสวยที่จัดว่าฮอตในระดับต้น ๆ ของโรงเรียนแห่งนี้ และแน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากจูบเธอ รวมทั้งจอห์นนี่ โอแฮนนิกัน เพื่อนร่วมวง
.
"นายเป็นบ้าไปแล้วรึไงจอห์น!" ฉันตวาดใส่ และผลักตัวเขาออก หันหลังเดินหนีไปอย่างหงุดหงิด
.
คนในโรงอาหารไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ฉันค่อนข้างอารมณ์เสีย
.
"อาเรน ฉัน.." เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉันไม่ได้สนใจจะฟัง แต่ทันใดนั้นเสียงผู้คนในโรงอาหารกลับเปลี่ยนไปเป็นการเชียร์อะไรสักอย่าง พวกนั้นไม่ได้มองมาที่ฉัน
.
ฉันมุ่นคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะหันกลับไปพบกับจอห์นนี่ที่โดนต่อยจนล้มไป
.
คนต่อยไม่ใช่ใครอื่น พวกเรารู้จักเขาดี
.
"แมด? ..." ฉันนิ่วหน้าฉงนก่อนจะรีบเดินเข้าไปห้ามแม้ดไว้ไม่ให้เข้าไปซ้ำจอห์นนี่ที่ยันตัวขึ้นนั่งอยู่กับพื้น
.
"นายต่อยจอห์นนี่ทำไม" ฉันขมวดคิ้วถามอย่างตรงไปตรงมา ก่อนที่เขาจะเดินอารมณ์เสียออกจากโรงอาหารไปโดยไม่ตอบอะไร
.
นายหงุดหงิดที่เจ้านั่นจูบฉันงั้นเหรอ?
.
นั่นเป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว นายสนใจฉันงั้นหรือ
หลายคนมักสงสัยว่าแม้ดคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่ค่อยมีใครเข้าใจกระบวนการความคิดของผู้ชายคนนี้สักเท่าไหร่
รวมทั้งฉันด้วย
.
"เธอไปดูแมดเถอะ" เสียงของแกรี่ดังขึ้น
.
ฉันหันไปเห็นเขากำลังรั้งจอห์นนี่ให้ลุกขึ้นยืน รู้สึกสะใจอย่างประหลาด จนอดยิ้มไม่ได้
"ปกตินายเป็นคนซัดเจ้าหมอนั่นนี่นะ" ฉันยิ้มให้จอห์นนี่ที่กำลังใช้หลังมือปาดเลือดออกจากมุมปาก "โดนซะบ้าง รู้สึกเป็นไงล่ะ" เลิกคิ้วกวน ๆ ให้ ก่อนจะเดินตามพ่อนักมวยไป โดยไม่หันกลับไปมองสีหน้าของผู้พ่ายแพ้
.
.
.
"นายทำอะไรของนาย" แกรี่ถามขึ้นหลังจากที่พาจอห์นนี่กลับมานั่งที่โต๊ะกินข้าว
แต่คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้ตอบอะไร ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่มุมปากอีกครั้งก่อนจะโยนมันทิ้งไปข้างจานอาหารอย่างดูหงุดหงิด
"นายก็รู้ว่าแมดมันชอบอาเรน" แกรี่พูดเสริม ส่ายหน้าและตักอาหารเข้าปากไปคำใหญ่
.
จอห์นนี่ขมวดคิ้วมุ่นแล้วพ่นลมหายใจ
.
"ไอ้เบิ้ม ไม่รู้อะไรก็หุบปากไปเถอะ"
.
.
-----------------------------------------------
.
.
"แมด..!"
.
เดินเร็วเป็นบ้า
.
"แมด!"
.
เขายังไม่ยอมหยุด คิดจะให้ผู้หญิงอย่างฉันเดินตามไปถึงไหนกัน
นี่ก็แทบจะถึงประตูโรงเรียนอยู่แล้ว ยังเที่ยงอยู่เลยนะ จะหนีกลับบ้านเลยรึไง เพราะเรื่องแค่นี้น่ะหรอ?
.
"แมทธิว!"
.
คราวนี้เขาหยุด และหันกลับมา สีหน้าดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
.
"เป็นอะไรไป" ฉันมุ่นคิ้วเล็กน้อย ถอนหายใจ เดินตัดสนามหญ้าเข้าไปหา
"เธอน่าจะดีใจนะอาเรน" เขาพูด ฉันมองกลับเป็นเชิงถาม "ได้จูบกับผู้ชายน่ะ" เขาหันไปทางอื่น หัวเราะ "ของชอบเลยไม่ใช่รึไง"
.
ฉันนิ่งไป ไม่ใช่เพราะโกรธหรืออะไร นึกตลกกับท่าทีของอีกฝ่ายเสียมากกว่า ที่เขาหึงหวงอย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้
.
"ไม่ใช่กับจอห์นนี่" ฉันตอบ เลิกคิ้วให้
เขาหันขวับกลับมา สีหน้าดูเปลี่ยนไป
"ฉันนึกว่าเธอชอบเจ้านั้นเสียอีก" แมดพูดปนหัวเราะอีกครั้ง คิ้วขมวดข้างนึงอย่างไม่แน่ใจ ดูเขอะเขินเล็กน้อย
"ถ้าชอบฉันจะตบหน้าเขาไปทำไม" ฉันถอนหายใจ ให้ตายสิ นายนี่โง่รึไงแมด
"สงสัยต้องกลับไปให้มันต่อยคืนสักหมัด" เขาหัวเราะ พูดขึ้นแบบนั้น ทำท่าจะเดินกลับไป
.
ฉันรั้งแขนเขาไว้ และดึงคอเสื้อลงมาจูบ
.
ฉันไม่รู้ว่าฉันทำไปทำไม
ฉันเพิ่งปฏิเสธจูบจากจอห์น แต่กลับมาเป็นฝ่ายจูบแมดซะเอง
นี่มันตลกสิ้นดี
.
ไม่นานนักเขาก็ผละออกไป หันหนีมองไปทางตึกเรียน ไม่ยอมให้เห็นหน้า
"คิดถึงแฟนตัวเองซะบ้างนะ" ฉันเห็นเขาขมวดคิ้ว ก่อนที่จะเดินจากไป
ฉันยิ้มอย่างนึกขำ
ผู้ชายอะไร ขี้อายชะมัด
.
((เป็นพัฒนาการแบบพัฒนาการลง..))
JOHNNY01
.
.
.
"ฉันบอกแล้วไง ว่าให้แกเลิกยุ่งกับวงดนตรีบ้า ๆ นั่นเสียที"
.
หลังจากที่วิสกี้ไหลเข้าคอหัวหน้าครอบครัวไป นี่คือหนึ่งในประโยคคุ้นหูที่ได้ยินแทบทุกวัน บนโต๊ะอาหารของครอบครัว 'โอแฮนนิกัน'
.
"กลุ่มที่แกสุงสิงด้วย ก็เป็นพวกกากเดน ไม่มีใครเอาทั้งนั้น" เขาพูดต่อ จิ้มสเต็กชิ้นใหญ่เข้าปาก
.
"แต่พ่อไม่ได้หมายถึงลูกนะ เจมส์" คนเป็นแม่พูดเสริม ก้มหน้าก้มตาหั่นสเต็ก ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบขึ้นมามอง แสดงถึงความใส่ใจที่มีต่อลูกชาย
.
"ถ้าแก - ยังคลุกคลีอยู่ในกลุ่มนั้น" กระดกแก้วอีกครั้งนึง "แกก็จะเป็นไปด้วย" คนที่แม่เรียกว่า 'พ่อ' พูดด้วยนำเสียงแกมบังคับ กดดัน หรืออะไรสักอย่างที่คนเป็นพ่อมักจะทำ
.
"นายเป็นใคร? พ่อฉันสอนไว้ว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้า"
ประโยคตัดบทยอดฮิตของผม ซึ่งมักจะได้ผลทุกที ถึงแม้ว่าผมจะเสียพ่อไปก่อนที่จะฟังท่านรู้เรื่องก็ตาม แต่พ่อแม่ทุกคนก็ต้องสอนลูก ๆ แบบนี้กันทั้งนั้น
.
"เจมส์" แม่เรียกชื่อผม เป็นเชิงดุ ทีคราวนี้ละเงยหน้าขึ้นมามอง
"อย่ามาเรียกผมแบบนั้น" ผมสวนกลับ แทบจะทันที
.
บรรยากาศบนโต๊ะ ไม่เหมาะแก่การรับประทานอาหารอีกต่อไป
สุดท้ายผมโดนไล่ออกมา
แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมต้องการ
.
-----------------------------------------------------
.
ร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นที่หลบภัยชั้นเยี่ยมของจอห์นนี่ โอแฮนนิกัน เพราะอะไรน่ะเหรอ
.
ข้อแรก มันเปิด 24 ชั่วโมง เป็นร้านที่มีทั้งนั่งกินและ Drive-Thru คุณสามารถหาร้านแบบนี้ได้ทั่วไปตามเมืองที่เป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวทั้งหลายที่อยากจะผลาญเงินไปกับการผจญภัยในโลกกว้าง
ข้อสอง ผมมีเงิน และที่นี้มีของกินมากมายให้ผมเอามันไปแลก เพราะฉะนั้นการโดนไล่ออกมาจากโต๊ะอาหาร ที่คุณเพิ่งกินไปได้ไม่ถึง 1 ใน 3 จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก
ข้อสาม ที่นี่เป็นหนึ่งในที่ทำงานพิเศษของแกรี่ แต่วันนี้รู้สึกเขาจะไม่อยู่
.
.
"จอห์นนี่"
.
ผมหันไปตามเสียงเรียก ขณะงับแฮมเบอร์เกอร์คำโตเข้าปากไป คิ้วมุ่นชนกันทันทีที่เห็นว่าใครเป็นคนทัก
.
"โดน 'พ่อ' ไล่ออกจากบ้านมาอีกล่ะสิ" เขาเดินมานั่งข้าง ๆ ผม อย่างกับเป็นเพื่อนสนิทกัน พูดเน้นคำว่าพ่อหนักๆ ดูท่าทางอารมณ์ดี แต่ผมไม่อารมณ์ดีไปกับเขาด้วย
"เรื่องของฉัน" ผมตอบ ลงน้ำเสียงไม่พอใจ ให้เขารู้ตัว
"อ๊ะ ยอมรับแล้วหรอว่านั่นคือ 'พ่อของนาย' " ไม่รู้ตัว แถวยังซ้ำเข้ามาอีก ท่าทางยียวนนั่นทำให้ผมอารมณ์เสียได้ทุกครั้ง
.
แต่พยายามทำใจให้สงบ และลิ้มรสอาหารขยะต่อไป
.
"ใจเย็นน่าพวก" เขายังพูดต่อ แม้ผมจะไม่คุยด้วยแล้ว "ใช่ว่าพ่อที่ตายไปแล้วของนายจะดีไปกว่าคนปัจจุบันซะที่ไหน"
.
จนได้
.
ผมต่อยมันจนได้
.
คนในร้านมอง โดนพนักงานว่าเล็กน้อย แต่ผมไม่สนใจ
.
ไอ้หมอนี้มีแรงดึงดูดกำปั้นผมรึไง ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมาผมตั้นหน้ามันไป 4 ครั้งได้ ไม่รู้สึกผิดอีกด้วย
.
"เลิกยุ่งกับเรื่องส่วนตัวฉันซะที" พ่นลมหายใจ พยายามสงบสติอารมณ์ เหลือบสายตาไปมองคนที่กุมจมูกกองอยู่กับพื้น เจ้าหมอนี่เป็นคนเดียวในกลุ่มที่ทำให้ผมรู้สึกว่าไปสุงสิงกับพวกกากเดนเข้าจริง ๆ
.
"หมัดหนักเหมือนเดิมเลยวะ" เขาหัวเราะ เหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับหมัดนั้นเลย ยันตัวกลับขึ้นมานั่งที่เดิม แถมยังขโมยเฟรนด์ฟรายของผมกิน
"นายมันบ้าสมชื่อจริง ๆ แมด" ถึงจะไม่พอใจ แต่ผมก็ยังคุยกับเขา ดึงถาดเฟรนด์ฟรายเข้ามาใกล้ตัว
"นั่นใช่ชื่อฉันที่ไหน" เขาเป็นฝ่ายมุ่นคิ้วบ้าง เอื้อมมือมาหยิบเฟรนด์ฟรายที่ผมดึงหลบ
.
ผมถอนหายใจ
.
"ชื่อ 'แมทธิว' ไม่เหมาะกับนายหรอก"
GARY01
.
.
.
การย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอาจจะไม่เป็นเรื่องลำบากอะไรสำหรับ 'แกรี่ เบิร์ค' ถ้าหากครอบครัวให้เงินติดตัวผมมามากกว่านี้ จำนวนเงินแค่เท่านี้เพียงพอสำหรับการจ่ายค่าเช่าห้องเพียง 2 เดือนแรกเท่านั้น
.
ชีวิตประจำวันในช่วงแรกของผมจึงง่วนอยู่กับการหาเงินแทนการทำรายงานที่อาจารย์มอบหมายมาให้ ผมรับจ้างทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตัดหญ้า ส่งหนังสือพิม์ พาน้องหมาไปเดินเล่น กวาดถนน หรือแม้กระทั่งเก็บขยะไปขาย
.
ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าปกติ กล้ามเป็นมัด ๆ และใบหน้าที่ดูโง่เขลาทำให้ผมหางานจำพวกที่ไม่ต้องใช้สมองได้ไม่ยาก
.
แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็เลิกงานรับจ้างไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อน อีกส่วนเป็นเพราะผมอยากมีเวลาเรียนมากกว่านี้ เลยหันไปสมัครงานพิเศษตามร้านอาหารต่าง ๆ แทน
.
ผมรู้สึกดีที่ตัดสินใจไปแบบนั้น ผมชอบงานที่ทำอยู่ตอนนี้มาก อย่างน้อยก็มีอาหารกินครบทุกมื้อ
.
"เฮ้ พี่เบิ้ม" ถึงแม้ว่าผมจะชื่อว่า 'แกรี่ เบิร์ค' แต่ทุกคนกลับเรียกผมว่า 'พี่เบิ้ม'
"ไง จอห์นนี่" ผมยิ้ม และตอบรับเขา มือใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดโต๊ะอาหารในร้านที่กำลังจะปิด
"เสร็จยัง?" เขานั่งลง ตรงโต๊ะที่ผมกำลังทำความสะอาด
"นายมาเร็วทุกที" ผมหัวเราะ "บอกแล้วว่า 3 ทุ่มครึ่ง ไม่ใช่ 3 ทุ่ม" รู้สึกดีทุกครั้งที่เขามารอผมเลิกงาน "แต่นายไม่ควรนั่งตรงนี้ ฉันจะโดนหัวหน้าดุเอา" แต่ถึงยังไงงานก็มาก่อน ทุกคนที่รู้จักผมจะรู้นิสัยข้อนี้ดี
.
เขาเลิกคิ้ว และเดินล้วงกระเป๋าเตะฝุ่นออกไปแต่โดยดี เขาไม่พอใจ ผมรู้
ใคร ๆ ก็รู้ว่า เจมส์.. 'จอห์นนี่ โอแฮนนิกัน' อารมณ์ร้ายแค่ไหน คุณอาจจะล้มทั้งยืนได้หากมาพูดอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจ สะกิดต่อมเข้านิดหน่อยเจ้านี่ก็ปล่อยหมัดแล้ว แทบไม่คิดอะไรด้วยซ้ำ
.
ทดลองง่าย ๆ โดยการเรียกชื่อเขาว่า 'เจมส์' เขาเกลียดชื่อนี้ ผมไม่แน่ใจว่าทำไม ในกลุ่มยังมีบางคนที่ชอบลองดีเรียกเขาอยู่บ่อย ๆ ซึ่งผลที่ตามมาคุณก็น่าจะรู้
.
ด้วยเหตุนี้พวกเราเลยเรียกว่าเขาว่า 'จอห์นนี่' ซึ่งเป็นชื่อพ่อของเขา เขาดูพอใจกับชื่อนี้มากพอ ๆ กับที่ผมพอใจใน 'พี่เบิ้ม' ของผม
.
จอห์นนี่ เป็นเพื่อนคนที่ 2 ของผม หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี้ เขาเป็นคนที่ไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนกับคนอย่างผมได้ ครอบครัว 'โอแฮนนิกัน' เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ แต่กลับส่งลูกชายมาเรียนโรงเรียนรัฐบาลถูก ๆ สำหรับคนชนชั้นกลางไปถึงต่ำ
ถูกแล้วครับ ผมอยู่ในชนชั้นต่ำที่ว่า ครอบครัวเบิร์คของผมทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กอยู่ทีบ้านนอก พ่อแม่อยากให้ลูกชายคนโตอยู่ช่วยงานที่บ้านใจจะขาด แต่ผมดื้ออยากจะเรียนให้จบ ได้ปริญญาสักใบถึงจะพอใจ การย้ายมาอยู่ที่นี้จึงเป็นการเดินทางไปยังเป้าหมายนั่น
.
.
.
"ซะที" เขาพูด ลงน้ำเสียงไม่พอใจ หลังจากเห็นผมเดินสะพายกระเป๋าออกมาจากร้าน
"แมดไปไหน?" ผมมองซ้ายขวา ก่อนจะเดินเข้าใกล้อีกฝ่ายที่นั่งรออยู่บนดูคาติสีดำคันเก่งของเขา
"ใครสน?" จอห์นนี่ขมวดคิ้ว สวมหมวกกันน๊อค และสตาร์ทรถ
ผมได้แต่ถอนหายใจยิ้ม ๆ สองคนนี้ไม่เคยลงรอยกัน
.
"ไม่ครบคนแล้วจะซ้อมยังไง" ผมพูดปนขำ แต่มันคือความจริง
.
จอห์นนี่พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
รู้ตัวดีว่าต้องไปไหนต่อ
(สภาพแมทเตร้วันนี้)
"ฮึ่ม.."
Oak street bootmakers.
Statement footwear #2