[FILM] THE BEST OF 2014
#4 Inside Llewyn Davis ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับก่อนว่างานกำกับของพี่น้องโคเอนเป็นงานกำกับที่เราชอบมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คือมันมีความมองโลกแบบเฉียบแหลมซ่อนอยู่ในมุกตลกร้ายในสถานการณ์แบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ่อยๆ รวมถึงงานกำกับและงานภาพก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆ Inside Llewyn Davis ก็ไม่ต่างกัน เป็นหนังที่เราต้ังความหวังไว้ตั้งแต่ที่เราได้ยินโปรเจคแล้ว และสุดท้ายเราก็รู้สึกว่า พี่น้องโคเอนไม่ได้ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ด้วย Llewyn Davis นั้นแทบไม่มีความรู้สึกใดที่เราอยากจะเรียกว่าพระเอก เพราะตัวละครนี้ทั้งเป็นคนขี้แพ้ ยึดติดกับอดีต (จากการสูญเสียเพื่อนรักที่เล่นดนตรีมาด้วยกันไป) หยิ่งยโส จองหอง จมไม่ลง แต่ในขณะที่เราเห็นมุมมองเหล่านี้จากตัวละครนี้ เราก็ได้เห็นความพยายามของตัวละครที่จะก้าวไปข้างหน้าแม้จะน้อยนิด (หรือไม่ก็พยายามสู้เพื่อดึงอดีตของตัวเองให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง การส่งเพลงไปตามเรคคอร์ด หรือการร่วมวงกับนักดนตรีที่ร้องเพลงนำสมัยสมัยนั้นซึ่งเขาเองคิดว่าไร้รสนิยมสิ้นดี) ความเป็นปุถุชนธรรมดาคนนึง ซึ่งตลอด road trip ของเขา เราก็อดที่จะรู้สึกที่จะเข้าใจเขาไม่ได้ (ไม่ใช่สงสารนะ แต่มันรู้สึกเหมือน เข้าใจมากกว่า) ก็ไม่ใช่เพราะอะไร แต่ก็เพราะนี่ก็คือคนธรรมดาคนนึงนี่แหละ คนที่ไม่ใช่ hero และพยายามใช้ชีวิตให้ได้ดีที่สุดในแบบฉบับที่เขาต้องการ และมันก็น่าเศร้า (ที่เขาไม่ยอมลดทิฐิหรือพยายามก้าวต่อไปบ้าง) และน่าสะใจ (เพราะมันสาสมแล้วกับพฤติกรรมแบบนี้ของเขา) ซึ่งเราว่ามันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันแต่เจ๋งมากๆ (อีกแล้ว) จะว่าไปก็มีส่วนของหนังที่ทำให้เราคิดถึง The Wrestler ของ Aronofsky เหมือนกัน มันเหมือนกับความรู้สึกของตัวละครเอกเรื่องนั้นที่เป็นนักมวยปล้ำเลิกเล่นมวยปล้ำ มันมีความโหยหาอดีตที่สวยงามอยู่ นึกถึงเสียงคนโห่ร้องในชัยชนะ ซึ่งเป้นความรู้สึกที่น่าสงสารเหมือนกัน มีฉากนึงตัวละคนพระเอกในเรื่องนี้พูดกับพี่สาวที่บอกว่าให้เลิกร้องเพลงมาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างเหอะ เขาก็พูดว่า “What? Quit? Just exist?” ซึ่งพี่สาวก็ตอบว่า “Is that what we do outside the show business?” ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้มากๆ อีกอย่างนึงที่เราชอบมากคือหนังเต็มไปด้วยตัวละครปากแข็ง ที่ใช้ถ้อยคำในเพลงสื่อสารความรู้สึกตัวเอง (ซึ่งเพลงโคตรเพราะเลย) ในแง่นี้หนังก็คล้ายๆ กับ Begin Again แต่มันต่างกันตรงความ grim ไม่มีประเด็นตัดพ้อถึงกันหรือความรักหวานแหวว มีแต่เพลงอันแสนโดดเดี่ยวและความรู้สึกที่เหมือนหลงทางและไม่รู้จะไปต่อที่ไหน เป็นความเศร้าอย่างลึกๆ ที่เราว่าแม้หนังจะตลกแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วเราก็ออกมาจากโรงด้วยความรู้สึกเศร้าชะมัดเลย (ยิ่งกับบรรยากาศและภาพฟิลเตอร์เบลอร์ๆ ของหนังด้วยนะ) If I had wings like Noah's dove I'd fly the river to the one that I love Fare three well, my honey fare three well













