Long Review: Die Welle (9/10)
[Spoiler at the end of the review]
หลังจากโดนกระหน่ำมาด้วยหนังฮอลลีวูดมากมายก็รู้สึกอยากลองเปลี่ยนแนวบ้างครับ ช่วงนี้อยู่บ้านว่างๆ เลยหาหนังต่างประเทศมาดูบ้าง หลังจากได้ยลหนังเยอรมันไปสองสามเรื่อง (Napola, Wir sind die Nacht, Good Bye, Lenin!) แล้วก็พบว่าหนังค่อนข้างตรงจริตพอสมควร วันนี้เลยลองไล่ดูอีกสองสามเรื่อง แล้วก็มาเจอกับเรื่องนี้เข้าครับ (ขอบคุณ nookbio ด้วยนะครับที่แนะนำมา)
Die Welle เล่าเรื่องราวของ Rainer Wegner (Jürgen Vogel) ครูโรงเรียนมัธยมที่ถูกมอบหน้าที่ให้สอนเรื่องอัตตาธิปไตย (autocracy - ง่ายๆ ก็คือเผด็จการนั่นแหละครับ) ในชั่วโมงวิชาเลือกอิสระ เรื่องราวที่ดูเรียบง่ายกลับตาลปัตร เมื่อ Wegner ตัดสินใจลองสอนนักเรียนด้วยวิธีการจำลองระบบดังกล่าวขึ้นมาในชั้นเรียน ก่อนที่จะพบว่าเรื่องราวเริ่มเลยเถิดจนเกินควบคุม
Die Welle เป็นหนังที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับผม เพราะในความเป็นจริงแล้วผมชอบประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ holocaust อยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งหนังไม่ได้ชี้แจงตรงนี้ออกมาตรงๆ แต่ใช้วิธีสะท้อนแง่คิดของเหล่าผู้ปกครองในยุคนั้นออกมาได้เป็นอย่างดีผ่านการถามคำถามและการเรียนการสอนในชั้นเรียน และเหตุการณ์ที่เป็น consequence ออกมาได้ค่อนข้างแม่นยำ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ (ที่ผมเพิ่งทราบหลังดูหนังจบแต่อยากเอามาแชร์เป็นน้ำจิ้มก่อนก็คือ หนังเรื่องนี้ based on true story ครับผม)
ประเด็นที่สำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าชอบหนังมากได้แก่ความคิดหลังอ่าน synopsis คือคำถามที่ว่า เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้จริงหรอ ในขณะที่เราอยู่ในยุคนี้แล้ว และอย่างยิ่งในเมื่อประเทศที่ทำหนังเป็นประเทศเจ้าบ้านในงานสงครามโลกครั้งที่สองเองอย่างเยอรมันที่โด่งดังอย่างร้ายกาจในระบบการปกครองแบบดังกล่าวด้วยแล้ว (ไม่ได้หมายถึงหนังจะเป็นสารคดีทำนองนั้นนะครับ แต่หมายความว่าหนังจะทำยังไงให้ออกมาน่าเชื่อได้หรอ) แต่ความคิดของผมก็ต้องเปลี่ยนหลังจากได้ดูหนังครับ หนังเล่าได้ค่อนข้างน่าสนใจ โดยเริ่มต้นไปที่เหตุการณ์ในแต่ละวัน และการตั้งคำถามตอบในชั้นเรียน ก่อนจะขยายไปแตะถึงเรื่องราวในระดับปัจเจกของตัวละครวัยรุ่นแต่ละตัว เพื่อนำมาสนับสนุนเหตุผลและการกระทำของหนังได้อย่างน่าสนใจ
หนังน่าสนใจในแง่ที่มันสามารถนำเสนอประเด็นที่หนักๆ โดยทำออกมาเป็นหนังที่เน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่วัยรุ่นได้ ด้วยการตัดต่อแบบเก๋าๆ และการใส่ sound แบบวัยรุ่นเป็นต้น (ลองดูได้จากฉาก opening sequence) หนังเดินเรื่องค่อนข้างเร็วและไม่ค่อยมีช่วงที่ลากยาวจนน่าเบื่อ ทำให้โดยรวมแล้วก็น่าติดตามอยู่พอสมควรครับ แต่ในอีกแง่หนึ่ง หนังก็มีความหนักในแง่ของเนื้อหาพอสมควร ซึ่งถ้าเก็บไปคิดก็อาจได้อะไรหลายอย่างเหมือนกัน โดยเฉพาะคำตอบของคำถามที่ว่า fascism ยังมีที่ว่างอยู่ไหม ในระบบการปกครองแบบ democracy ที่เราอยู่ทุกวันนี้
แนะนำให้หามาดูกันครับ อาจจะประยุกต์กับเหตุการณ์ได้หลายอย่างเลยทีเดียว (ผมดูแล้วก็แอบคิดถึงบ้านเมืองเราอยู่ในระดับนึงเหมือนกัน ฮ่าๆ) การตัดต่อและเล่าเรื่องไม่ยุโรปจ๋าจนน่าเบื่ออย่างที่คิด ใครดูแล้วลองมาคุยกันได้ที่ twitter @lifeaddicts ครับผม :))
----------------------------------------------------------------------------------------------
[The following content contains spoiler!]
สำหรับคนที่ยังไม่ดูหรือไม่คิดว่าจะได้ดู ก็ลองอ่านคร่าวๆ เลยก็ได้ครับ ผมอยากลองเอาบางประเด็นในหนังมาพูดถึงและจะเล่าหนังไปในตัวแบบฉากต่อฉากเลย
Die Welle เปิดเรื่องมาน่าสนใจ โดยหนังเลือกใช้ opening sequence เป็นฉากการเดินทางของครู Wegner มาโรงเรียน (สนั่นด้วยเพลงร็อคมาบนรถเพื่ออธิบายว่าตัวละครนี้เป็นครูขาโหดที่อาจจะจิตไม่ปกติซักเท่าไหร่) ต่อจากนั้นก็ดำเนินเรื่อง (ผ่านซับพล็อตพระเอกนางเอกตาหวานคู่รักที่คบกันมานาน และแก๊งชายโฉดในโรงเรียน) โดยตรงนี้มีซับพล็อตที่น่าสนใจเล็กน้อย ได้แก่
1.) การที่ตัวละครเด็กๆ ย้ำกันไปมาตลอดว่า "ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ไม่จริงจังกับอะไรซักที ไม่รู้จะเอายังไงดี" ผ่านเหตุการณ์หลายอย่าง โดยอาจเห็นได้ชัดจากการเลือกวิชาอิสระ
2.) การแนะนำตัวเอกผ่านการเล่น polo น้ำที่แสดงให้เห็นว่าพระเอกเป็นพวกหัวรั้นใช่ย่อย และเป็นพวกอยากเด่นในระดับหนึ่ง (อยากเป็นคนทำสกอร์เองโดยไม่สน teamwork)
จนมาจบที่ตัวละครวัยรุ่นตัวหนึ่งซึ่งถกกับเพื่อนอยากออกรสที่บาร์ว่า ทุกวันนี้เราจะ "ทำตัวเป็นขบถเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีอะไรมีความหมายแล้ว ทุกคนอยากเล่นสนุก สิ่งที่คนในยุคนี้ขาดคือการมี goal บางอย่างที่จะรวมทุกคนเข้าด้วยกันมากกว่า" (ประมาณว่าทุกคนต่างใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยของตนเอง)
หนังเล่าเรื่องต่อถึงเหตุการณ์ในคาบเรียน เมื่ออาจารย์ถามว่า คิดว่า autocracy แปลว่าอะไร ก็มีตั้งแต่คำตอบเกรียนๆ จนไปถึงคำตอบที่ตรงอย่างนางเอกตอบว่า คือการปกครองโดยคนกลุ่มน้อย ซึ่งคนกลุ่มนี้มีอำนาจในการสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ตามความพอใจ จนถึงตรงนี้ก็เกิดเหตุการณ์น่าสนใจ เมื่อกลุ่มเด็กเฮ้วออกประท้วงและบอกแนวๆ เอือมว่า "เลคเชอร์แนวฮิตเลอร์มาอีกแล้วหรอวะ ใครๆ ก็รู้ว่านาซีชั่วจบปะ ไม่มีแล้วมั้งยุคนี้ เราจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ" ในขณะที่ตัวละครอีกตัวก็แย้งว่า "มันไม่ใช้ความรู้สึกผิด แต่เป็นความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ต่างหาก" - We're not talking about guily. It's a historical responsibility
เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะคำถามนี้คาใจผมมาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไร ว่าชาวเยอรมันยุคปัจจุบันรู้สึกยังไงกับเรื่อง holocaust ซึ่งหลังจากได้ถามเพื่อนๆ ที่มาแลกเปลี่ยนก็พบว่าเป็นความรู้สึกแบบนี้จริงๆ คือรู้สึกละอายต่อการกระทำของฮิตเลอร์ แต่ก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว ทุกคนแยกแยะได้ แต่มันก็ยังมีความรู้สึกบางอย่างอยู่ลึกๆ
หลังจากนั้นอาจารย์ก็ถามต่อว่า "คิดว่าเผด็จการนี่จะกลับมาเกิดขึ้นได้ใหม่ไหมในเยอรมันยุคนี้" เด็กคนหนึ่งตอบอย่างฉะฉานว่าไม่มีทาง มันผ่านไปนานแล้วและเหตุการณ์คงไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกแล้ว
เมื่ออาจารย์เห็นว่าสอนแบบถามตอบไปเรื่อยๆ แล้วลำบากเพราะเด็กอาจจะเบื่อ จึงตัดสินใจพักสิบนาทีแล้วจัดห้องเรียนซะใหม่
จากนั้นเขาจึงถามถึงว่า อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของ autocracy ซึ่งคำตอบก็ได้แก่ central figure นั่นเอง; ด้วยความพยายามจะให้น่าสนใจและนักเรียนจะได้เห็นภาพ เขาจึงจำลองระบบขึ้นมา โดยให้ตัวเองเป็น leader ของกลุ่มนักเรียน จากนั้นจึงตั้งกฎเพิ่มว่า ใครจะตอบในห้องต้องลุกขึ้นยืน (เวรละผมคิดในใจ นี่โรงเรียนมัธยมกูเป็น fascist หรอวะ 5555 // คือโรงเรียนฝรั่งมันสบายมากแบบว่าใครอยากตอบก็ยกมือ แสดงความเห็นได้เปิดกว้างพอสมควร พอมานั่งคิดถึงระบบบ้านเราก็ว่ามัน fascist เหมือนกันแฮะ ^^) ในฉากนี้เราได้เห็นถึงความไม่พอใจของนักเรียนหลายคน เป็นที่น่าสนใจว่านักเรียนเหล่านี้ก็ represent เหล่าคนที่ต่อต้านระบบแบบนี้นั้นเอง แต่ในเมื่อเพื่อนๆ ทำ ก็ลองทำตามไปด้วยก่อน อาจารย์พยายามอธิบายเหตุผล (ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่มี) ว่าให้ยืนเพราะเลือดลมจะได้ดี หายใจได้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น สมองจะแล่น ซึ่งทุกคนก็พยายามทำตาม
จากนั้น เขาก็ถามต่อว่าอะไรเป็นหลักสำคัญของระบบอีก เด็กก็ตอบว่า discipline (กฎระเบียบ), ระบบสังคมแบบไหนที่เอื้อต่อเผด็จการ ซึ่งคำตอบสำคัญก็คืออัตราการว่างงานที่สูงขึ้นและความไม่ยุติธรรมในสังคม รวมถึง 'extreme nationalism' (อันหลังคุ้นๆ ไหมครับ ฮ่าๆ ผมว่านี่เป็นประเด็นใหญ่อันหนึ่งของการสร้างระบบแบบนี้ขึ้นมาเลย) หลังจากนั้นหนังก็ตัดบทไปด้วยฉากต่างๆ ที่พูดถึงซับพล็อตตัวละครวัยรุ่นแต่ละตัว
วันต่อมา Wegner ได้ลองให้เด็กๆ เดินยืดเส้นยืดสาย ก่อนให้เดินมาร์ชย่ำอยู่กับที่ในห้อง ซึ่งผมว่าหนังทำตรงนี้ได้ดีมากจริงๆ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ล้วนมีความหมาย เด็กบางส่วนก็เบื่อ แต่ก็มีเด็กบางคนเตือนเด็กคนอื่นให้ทำตาม (เพราะยึดมั่นใน order) สุดท้ายครูจึงได้บอกว่า มี class ของอาจารย์อีกวิชาหนึ่งอยู่ข้างล่างพอดี (ซึ่งเป็นคนที่เด็กๆ เบื่อและเขาเองก็เกลียดขี้หน้า) และพูดว่า "เรามาร่วมถล่มศัตรูของเรากันเถอะ โดยการกระทืบเท้าให้มันได้ยินและรู้ถึงแสนยานุภาพของเรา" พอประโยคนี้จบ เด็กๆ ไม่มีรีรอเลยที่จะร่วมกระทืบอย่างสุดแรง
อาจารย์ให้เด็กๆ นั่งก่อนสรุปความเห็นว่าความเป็นอันหนึ่งเดียวกันนั้นคือพลังอันยิ่งใหญ่ ก่อนจะยกเด็กๆ ทุกคนให้นั่งคละกันโดยเอาคนเกรดดีและไม่ดีนั่งติดกัน เพื่อสร้างเพื่อนใหม่ และละลายพฤติกรรมเดิมๆ รวมถึงจะได้ช่วยเหลือกันในด้านการเรียน (คิดถึงโรงเรียนเก่าอีกแล้วเรา 5555) จะได้ 'เอาชนะ' กลุ่มด้านล่างได้ (ด้วยวิธีนี้เด็กๆ ก็เริ่มมีแรงจูงใจมากขึ้น) เป็นเรื่องน่าสนใจว่าหลังจบคาบมีคนสนใจและขอย้ายมาเรียนวิชาเลือกนี้มากขึ้นจนน่าตกใจ
น่าสนใจว่าวิธีการสร้างกลุ่มโดยการสร้างมายาคติของ "ศัตรู" ขึ้นมานั้น ก็สามารถทำให้คนเรารวมพลังกันทำบางอย่างที่ไม่มีเหตุผลได้อย่างไม่น่าเชื่อ
วันต่อมาในคาบเรียนก็ได้มีการถกเถียงกันเรื่อง uniform ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ความเห็นบางส่วนในชั้นเรียนบอกว่า uniform มันดูเผด็จการไปนะ อาจารย์ก็บอกว่า uniform ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดทหาร ชุดคนขายแม็ค พนักงานเสริ์ฟ ชุดธรรมดาที่เราใส่อยู่ก็เป็น uniform เหมือนกัน เป็นตัวบอกฐานะทางสังคมแบบนึงเท่านั้นเอง
เด็กคนหนึ่งก็พูดเสริมขึ้นมาว่า uniform นั้นอาจเป็นตัวกำจัดฐานะทางสังคมเพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างข้อดีอีกว่าจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเลือกชุดตอนเช้า (อีกตัวละครหนึ่งแย้งว่ามันก็กำจัดปัจเจก - individuality ออกไปด้วย ซึ่งเป็นข้อเสีย) แต่สุดท้ายท้ายทุกคนก็โดนอาจารย์โน้มน้าว และออกกฎให้นักเรียนต้องใส่ชุดขาวมาชั้นเรียน รวมถึงมีท่าทักทายของกลุ่มเฉพาะ
จนถึงตอนนี้หนังเลยตัดภาพไปให้เห็นถึงนักเรียนบางคนในชั้นเรียนที่กำลังไปซื้อ uniform อยู่แม้ตัวเองจะไม่มี (ลองคิดภาพว่าเด็กเหล่านี้ไม่ยกมือในชั้นเรียนจริงว่าตัวเองไม่มีเสื้อ) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนถึง nature ที่ว่า เด็กพยายามจะ "เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม" อย่างมากขนาดไหน
วันต่อมา นางเอกตัดสินใจไม่ใส่เสื้อขาวมา เนื่องจากกลัวว่าจะไม่สวย พระเอกจึงได้บอกกับนางเอกว่า "เพราะเธอเห็น ego เธอสำคัญกว่าความสามัคคีของกลุ่มไง" (เป็นแนวคิดสุดเจ๋งที่ใช้โจมตีกันมาทุกยุคทุกสมัยในการบันดาล peer pressure ใช่ไหมครับ ฮ่าๆ) พระเอกกับนางเอกเริ่มทะเลาะกันตั้งแต่ตอนนั้น
ในวันเดียวกันในชั้นเรียนอาจารย์ให้ทุกคนร่วมกันตั้งชื่อกลุ่มและคิดโลโก้ "Die Welle - The Wave" ซึ่งเด็กๆ เริ่มกระตือรือร้นกันอย่างเห็นได้ชัด
หนังตัดมาเล่าอีกเหตุการณ์เมื่อเด็กสุดแหยโดนแก๊งเด็กเวรอีกแก๊งหนึ่งในโรงเรียนแกล้ง และเพื่อนในกลุ่ม The Wave มาช่วยได้ทัน จากนั้นหนังได้ย้ำถึงพลังของการสนับสนุนและความเป็น unity กันในกลุ่มจากนั้นเซ็ทใหญ่ ด้วยการเล่าถึงว่าเด็กเหล่านี้ไปก่อความปั่นป่วนวาดรูปกราฟฟิตี้ละเอาสติกเกอร์โลโก้กลุ่มไปแปะตามเมือง เป็นการแสดงแสนยานุภาพของกลุ่ม (เมื่อพวกเยอะ การกระทำที่ผิดก็ดูจะไม่ผิดอีกต่อไป เพราะมี support group ที่หนาแน่นอยู่)
ในขณะเดียวกันที่เด็กที่เข้าร่วมกลุ่มมีมากขึ้น เริ่มหนาแน่นขึ้น (กลุ่มนี้นำโดยพระเอก ไปเที่ยวด้วยกัน จัดปาร์ตี้ริมแม่นำ้ด้วยกัน) ก็เริ่มมีกลุ่มเด็กที่ลุกขึ้นต่อต้านนำโดยนางเอกนั่นเอง ผมว่าหนังจำลองสถานการณ์กลไกของการเกิดระบอบแบบนี้ออกมาได้ดีมากๆ โดยใช้ซับพล็อตพระเอกนางเอกให้เป็นประโยชน์ พระเอกบอกกับนางเอกว่าเขาไม่เคยมีความสุขขนาดนี้ เพราะเขามาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ไม่มีเป้าหมายในชีวิต อยู่กับแก๊งแล้วรู้สึก 'secure' รู้สึกอบอุ่น ในขณะที่นางเอกกลับมองว่ามันไม่เกี่ยว สิ่งที่เขาทำกันอยู่ต่างหากที่มันผิดและละเมิดในสิทธิของคนอื่น
เรื่องราวเริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กในกลุ่มเริ่มระรานเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตน โดยเรียกค่าผ่านทาง (คุ้นๆ ไหมครับ ฮ่าๆ) และทำการคุกคามด่าว่าเด็กที่เดินผ่านแล้วไม่ได้ใส่ชุดขาว อาจารย์เริ่มตระหนักว่าเรื่องอาจเลยเถิดจึงตัดสินใจว่าเด็กในคาบ และไม่สอนอะไรเพิ่มเติม แต่ให้เด็กเขียนสรุปความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ The Wave แทน
เรื่องมาถึง climax เมื่อพระเอกทะเลาะกับนางเอกแล้วลงไม้ลงมือโดยการตบนางเอก ทำให้พระเอกกลับมาคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดว่ากลุ่มนี้มันเริ่มไปกันใหญ่ และไปปรึกษาครู แต่ครูก็ดูไม่ยินดียินร้ายอะไร และไล่พระเอกให้กลับบ้านไป
วันต่อมาครูเดินเข้ามาในห้อง (ที่ขยายกลายเป็นหอประชุมเพราะคนเยอะมาก) แล้วอ่านความรู้สึกของแต่ละคนให้ฟัง (ส่วนนี้ดีมากเพราะหนังพยายามอธิบายให้เห็นภาพว่าทุกคนล้วนต้องการการยอมรับ พอตนเองเป็นที่ยอมรับ มีบทบาทในกลุ่มแล้ว ความภาคภูมิใจนั้นก็จะถูกสร้างขึ้นเอง)
จากนั้นครูก็เริ่มพูดต่อว่านี่เป็นการอบรมที่เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของประเทศ เยาวชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคุณภาพที่จะนำประเทศให้ผ่านวิกฤติไปได้ (คุ้นๆ อีกแล้วไหมครับ) รัฐบาลล้วนโกหก บอกว่าอัตราว่างงานต่ำลง แต่ในความจริงแล้ว คนจนก็ยิ่งจน คนรวยก็ยิ่งรวย ในขณะที่เรามานั่งกันอยู่นี้ ก็มีคนโลภโกยเงินจากประเทศไปอยู่ แต่ถ้าเราร่วมมือกัน เราย่อมทำทุกอย่างได้ (ฟีลเริ่มเป็นคล้ายๆ ตอนอยู่ม็อบ พูดอะไรเด็กก็ปรบมือ คือทุกคนโดนล้างสมองไปหมดแล้วด้วยความรู้สึกสะใจและฮึกเหิม)
พระเอกเริ่มแย้งในจุดนี้ ครูจึงตะโกนสั่งให้จับตัวและเอาขึ้นเวทีมา บอกว่าเป็นพวกทรยศ และถามทุกคนว่า ควรทำอย่างไรกับคนทรยศคนนี้ดี โดยถามเด็กคนหนึ่งที่ลากพระเอกขึ้นมาบทเวทีให้ตัดสินใจ บอกว่าลากขึ้นมาแล้วก็ตัดสินใจด้วยเลย เด็กตอบด้วยคำตอบที่ผมรู้สึกจี๊ดมาก คือ "เพราะอาจารย์ (ผู้นำ) สั่งแบบนั้นนี่ครับ (ผมเลยลากเขาขึ้นมา ผมจะไปรู้หรอครับว่าควรทำอะไรต่อ)" อาจารย์จึงถามกลับว่า "เพราะผมสั่งงั้นหรอ ถ้าผมสั่งให้ตัดหัวเขาคุณจะทำไหม หรือจะทรมานจนกว่าเขาจะยอมกลับมาเป็นพวกเราดี .... สิ่งนี้นี่แหละคือเผด็จการ" เด็กทุกคนเงียบ จนกระทั่งเขาถามทุกคนว่า จำได้ไหมที่เขาเคยถามว่าคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่เผด็จการจะกลับมาอีกครั้งนึง สิ่งเหล่านั้นได้ประจักษ์อยู่กับตาเด็กอยู่แล้วต่อหน้าพวกเขานี่ไง
"เราคิดว่าเราล้วนวิเศษ ดีกว่าคนที่เหลือ สิ่งที่แย่กว่านั้นคือเราแยกกลุ่มคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับเราออกไป เราจึงทำร้ายพวกเขา"*** เป็นประโยคที่โดนใจผมมว๊ากครับ เป็นเรื่องจริงมากๆ
จากนั้น อาจารย์จึงบอกว่าจบบทเรียนแล้ว ก่อนจะมีเด็กคนนึงซึ่งคลั่งในระบบมากลุกขึ้นมา เอาปืนยิงเพื่อน และยิงตัวตาย ก่อนที่ตำรวจจะจับครูไป และเครดิตของหนังขึ้น
----------------------------------------------------------------------------------------------
ผมชอบหนังมากในแง่ที่มันทำให้เห็นว่าระบบแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยธรรมชาติของคนล้วนต้องการการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งกลุ่ม และโดยการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นโดยวิธีนี้เอง บวกกับการปลูกฝังความคิดที่ผิด หรือความคิดในทำนองที่ว่า แกคิดไม่เหมือนฉันคือแกไม่ใช่พวกฉัน ไม่ใช่พวกฉันแกก็ชั่ว ก็กลายเป็นสิ่งที่ยากจะหยุดยั้ง (ความดีถูกตีตราเป็น quality หนึ่งของกล่มไปแล้ว)
ในความเป็นจริงแล้ว หนังอาจจะอยากจะบอกเราว่า การรวมกลุ่มเพื่อเกื้อกูลนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเกิดขึ้นโดยมีผู้นำที่ดี และสมาชิกล้วนมีความคิดตรวจสอบตรรกะและการกระทำของกลุ่มตนเองอยู่เสมอ (ไม่เชื่อโดยไม่พิสูจน์ ไม่ฟังเฮโลไปเรื่อยตามผู้นำทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจหรือไม่ดูความเหมาะสมของกิจกรรม) เรื่องเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ไม่เช่นนั้นแล้ว fascism ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ภายใต้หน้ากากสังคมประชาธิปไตยแบบเราๆ นี่แหละครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------
เหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นจริงๆ (แม้ไม่ได้จบแบบในหนัง) ที่ Palo Alto, California ในปี 1967 เมื่ออาจารย์ท่านหนึ่งตัดสินใจสอนนักเรียนในชั้นเรียน ม.3 ด้วยวิธีนี้ สนใจอ่านต่อได้ที่นี่เลยครับ http://www.thewavehome.com/faq.htm
โดยคร่าวๆ คือเริ่มจากการทำเป็นคล้ายๆ กิจกรรมเล่นๆ ก่อนในคาบสอนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาห้องเรียนดังกล่าวเริ่มมีนักเรียนย้ายมาเรียนเพิ่มเยอะขึ้นจริง จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมกลุ่มเยอะขึ้นมาก มีการตั้งชื่อกลุ่ม The Thrid Wave (มาจากตำนานนักโต้คลื่นว่า คลื่นที่สามไหลแรงที่สุด) มีท่าทำความเคารพจริงๆ เด็กๆ มาเสนอตัวเป็น bodyguard ให้อาจารย์ที่ตนคิดว่าเป็นผู้นำกล่มจริงๆ จนสุดท้ายอาจารย์ตัดสินใจเลิกกิจกรรมไปเพราะกลัวเลยเถิด สองปีต่อมาทางโรงเรียนรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นและตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้เขาเป็นอาจารย์ต่อ