Glitch sequencer experiment on Max/MSP 6
I'm a newbie.
trying on a metaphor
PUT YOUR BEARD IN MY MOUTH
dirt enthusiast
Lint Roller? I Barely Know Her

No title available

No title available

#extradirty
Mike Driver
KIROKAZE

祝日 / Permanent Vacation
taylor price
DEAR READER

⁂
I'd rather be in outer space 🛸
Claire Keane
No title available
sheepfilms
Sweet Seals For You, Always
$LAYYYTER
d e v o n

seen from Germany
seen from Ireland
seen from Italy
seen from United Kingdom
seen from United Kingdom

seen from Brazil
seen from United States

seen from United States
seen from Sweden
seen from Finland

seen from Palestinian Territories

seen from Malaysia
seen from United States

seen from United States
seen from United States

seen from United States

seen from United States

seen from United States
seen from United States
seen from United States
@processing-wc
Glitch sequencer experiment on Max/MSP 6
I'm a newbie.
Communication Signal 02 (2011) Electronic Composition with processing a sound sample by PD-Extended, Csound. Mix down in Logic Pro.
Surrounded Objects - phil_wc
เพลงใหม่ที่ใช้เทคนิกเดียวกับ Eskmo, Amon Tobin คือกการอัดเสียงจริงๆเอามาดัดแปลงและทำเป็นเพลง แต่ผมดัดแปลงไปหน่อยนึง แล้วก็มาผสมเครื่องดนตรีครับ ใช้ไมค์ Tascam DR-05 มิกซ์เพลงกับ Logic Pro ส่วนใหญ่ทำงานกับ Audio ใช้ Midiเฉพาะ Bassline
Surrounded Objects by phil_wc
Download Link : http://www.box.net/shared/rx3a8gip7ms4rn9pvri6
กดฟังเสียงด้านบน
PD-Extended Workshop 02 - Wobble Bass
คำแนะนำ: ควรอ่านเรื่องที่สอนเก่าๆมา หรือมีความรู้พื้นฐานบ้างนิดหน่อย
สำหรับตอนนี้จะมาสอนทำเสียงที่มันล้ำๆหน่อย และช่วงนี้กำลังฮิตๆด้วยครับ คือทำเสียงเบสแบบ Dubstep ที่นิยมกันอยู่ตอนนี้
เรามาดูตัว Patch กันเลย
อันนี้เป็นการนำเทคนิกเก่าๆมาใช้หมดเลย ไม่มีอะไรใหม่ 1. Additive Synthesis 2. Subtractive Synthesis 3. LFO (ดูหมวด AM) ถ้าเข้าใจอันนี้ เวลาเล่นกับซินท์เพื่อจะทำ Wobble ก็จะง่ายขึ้นมาหน่อย
จะอธิบายทีละส่วนนะครับ
-ส่วนแรก ก้อนฝั่งซ้าย จะเป็นเสียง Synth ธรรมดาๆที่เอามา Additive กัน [mtof~] คือแปลงค่าmidi เป็นความถี่ แล้วก็ส่งให้ oscillator ต่างๆ -12 คือลงไป 1 octave
ผมแยกความดังสองอัน ให้เสียงต่ำดังกว่าเสียงสูง
วิ่งลงไปผ่าน Overdrive คือดันเสียงให้แตกนั่นแหละ
แล้วก็เข้า [lores~] เป็น Low pass filter เพื่อให้ LFO ทำงาน
จากนั้นออกลำโพง (writesf2 คืออัดเสียงเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับเสียง)
-มาดูก้อนของ LFO บ้าง อยู่ฝั่งทางขวา
ผมใช้ค่าอยู่ที่ 0-10 ยิงไปที่ osc~ เพื่อกำหนดความเร็ว ก้อนตัวเลขสองอันต่อมาผมใช้วิธีoffsetมันขึ้นไปเพื่อให้เลขอยู่ระหว่าง 40-1040 เอาไปคุม low pass filter
การใช้ LFO ดูที่ LFO (ดูหมวด AM)
ตัวเลขนั้นจะยิงไปที่ [lores~] เพื่อให้มันcut ความถี่ที่ว่านั้นครับ
ทำตามนี้เป็นอันจบสูตร Wobble bass แล้วไปลองทำกันดูนะครับ
PD-Extended Workshop 01 - Mallet
คำแนะนำ: ควรอ่านเรื่องที่สอนเก่าๆมา หรือมีความรู้พื้นฐานบ้างนิดหน่อย
Tutorial แรกนะครับ สอนทำเสียงง่ายๆก่อนคือเสียงเครื่องเคาะพวก Mallet ต่างๆครับ เพราะมันมองง่ายดี
แค่ทำ Mallet ใช้ Additive ก็ทำได้แล้วครับ จะมาทำกันให้ดูซักนิด
ทำเสียงที่ออกมาแบบ Marimba นะครับ
เราก็ต้องมานั่งนึกก่อนว่าตัวเสียงเป็นอย่างไร สั้นยาวแค่ไหน และน่าจะใช้ Osc ตัวใดมาทำครับ
เสียงฟังกลมๆ เราก็เลยลองเอา sine wave มาใช้ ส่วนความยาว Envelope พวกนี้จะเป็น curve โค้งครับ เราก็ใช้ [curve~]
และเราก็กำหนด Harmonic ของมันครับ บางที วิธีแกะเสียง แกะจากการดู EQ ได้
สร้างเสียงหลักก่อนครับ แล้วทีนี้ค่อยมากำหนด Harmonic มัน (ตอนนี้เสียงจะยังไม่ออก เพราะติด [*~] เพื่อต่อ Envelope)
และก็มากำหนด Harmonic เอาครับ ส่วนเทคนิกนั้นต้องมาจากการสังเกตุล้วนๆ ดูwave ฟังเสียง
กิ่งที่แตกออกมาคือเสียงย่อยนะครับ osc ผมกำหนดไปเป็น คูณ 4, 8 และ 0.5 โดยต่อเข้ากับความดังที่น้อยกว่า บางทีพวกนี้กว่าจะหาค่า harmonic มันได้ต้องมานั่งสุ่มเลขดูครับ
ตอนนี้เสียงยังไม่ออกอยู่ดีนะ รอสร้าง Envelope ก่อน
เข้าขั้นตอนสร้าง [curve~] คือเราจะแบ่งความยาวเสียงกับความยาว harmonic ออกจากกันครับ
จะเห็นว่าสร้างไว้สองอันนะครับ วิธีสร้างให้ดูจากบทความเก่านะครับ
อันแรก ด้านซ้าย จะเห็นว่าเสียงสั้นกว่าข้างขวา เพราะว่าถ้าเสียงมามากไป มันจะเหมือนตีเหล็กครับ
อันที่สอง เสียงยาวกว่า ไว้คุมเสียงหลักอย่างเดียว
ทั้งสองอันนี้จะมี Envelope เป็นรูปโค้งขึ้น ยอดแหลม แล้วก็โค้งลงมานะครับ เป็นลักษณะของ Marimba
เมื่อทำตามภาพได้แล้ว ทีนี้ลอง Bang ดูครับ และลองปรับความถี่ดู เสียงจะออกมาเหมือน Marimba เลยทีเดียว
มีวิธีประยุกต์เป็นเครื่องเคาะอื่นๆได้อีกเช่น Xylophone รูปแบบของมันเสียงสูงจะเด่น ทำโดยการสลับ Harmonic กับเสียงหลักดู ให้เสียงสูงกลายเป็นเสียงหลัก และเอาเสียงธรรมดากับต่ำ ให้เบามากๆ แล้วก็สลับ curve~ ดูครับ
หวังว่า Tutorial นี้จะช่วยเรื่องการสังเคราห์เสียงได้มากขึ้นนะครับ
"Echoes" phil_wc live at BACC
19 March 17:00 - 20:00
Ambient music live. with Puredata, Ableton live.
At Bangkok Art and Cultural Center
PD-Extended Learning Memo Week 5
วันนี้พูดเรื่อง Subtractive Synthesis กับ Enverlope อีกแบบนึง
--
Subtractive Synthesis
คือการเอาเสียงที่ได้มาแล้วนั้น (จะได้ด้วยวิธีการใดก็ตามอย่าง Additive) มาหักออกเหมือนชื่อ โดยใช้ Filter ต่างๆ คัดความถี่บางย่านออก ขึ้นอยู่กับชนิดของ Filter
บน PD ครั้งนี้จะเรียน object หลักๆ สี่อันตามรูป
object พวกนี้วิธีใช้คล้ายกันหมด สามารถต่อแทนกันได้
เริ่มที่ [lop~] คือ Low pass filter ครับ
วิธีใช้ input แรกรับสัญญานเสียง input สองรับค่าว่าจะให้ผ่านถึงเท่าไร เช่น
ลองใช้ square เสียง harmonic มันเยอะ
กล่อง number ที่เป็น 500 คือ กรองความถี่ที่มากกว่า 500 ออก ครับ
--
[hip~] คือ Hi pass filter คล้ายกับ Low pass คือ คัดความถี่ต่ำออก
วิธีใช้แบบเดียวกัน ลองเปลี่ยน [lop~] เป็น [hip~] ค่า 500 จะเป็นกรองความถี่ที่น้อยกว่า 500 ออก ครับ
--
[bp~] คือ Band pass เลือกให้ผ่านเฉพาะบางความถี่
ช่องกลางคือ ความถี่ตรงกลางที่ให้ผ่าน ช่องขวาเป็นค่า Q (คล้ายๆ amplitudeที่แปรผกผัน ยิ่งน้อยยิ่งดัง)
--
[lores~] คือ low pass ที่มีการยกขึ้นของแอมปลิจูดที่ตัดด้วย ดังรูป
ตรงที่นูนขึ้นคือค่ายกครับ
input ตรงกลาง คือตัดความถี่ที่มากกว่าออก ฝั่งขวาคือค่าความดัง ห้ามเกิน 1 ครับ
ถ้าลองเล่นกับเสียง Noise จะเหมือนที่เขาใช้ในเพลง electronic นั่นเลย
----
Enverlope อีกแบบนึงของวันนี้คือการใช้ [curve~] ชึ่งใช้แทนที่ [vline~] ได้
คือการทำให้ enverlope ของเราเป็นกราฟโค้งครับ ไม่ตรงเป็นเส้นตรง
วิธีใช้ของเจ้านี่จะแปลกกว่า [vline~] ตรงที่สามารถรับได้ทีละค่าเท่านั้น เราจึงใช้ดีเลย์ [del ] ช่วยยิงอีกคำสั่ง
สร้าง [curve~] ขึ้นมา ใช้ bang ช่วยยิงครับ และสั่ง message แรก 1 1 ,หนึ่งอันแรกคือ amplitude หนึ่งอันที่สองคือเวลา อันนี้ก็คือการยิงเสียงให้ดังขึ้นมาทันที
ต่อมาใช้ [del 2] คือ delay แค่ 2 millisecond
เพื่อเข้า message ที่สอง 0 700 -0.5 , 0 คือ amplitude 700 คือระยะเวลา อันที่สามคือ ความโค้งครับ
ความโค้งนี้เราจะใช้ ตั้งแต่ -1 ถึง 1 ซึ่งจะเป็นดังนี้
x>0
x<0
จากpatch ที่เห็น ใช้เป็น -0.5 คือเสียงจะตกลงแบบรูปข้างล่าง Envlope แบบนี้ใช้กับพวกเครื่องเคาะเช่น พวก Mallet instrument
ส่วน Output ของเจ้านี่ก็ไปต่อฝั่งขวาของ [*~] ตามปกติครับ
คราวหน้าจะ workshop ซักเสียงให้ดูครับ
End of line_
ชนิดของ Synthesis โดยการมองแบบความถี่และเวลา
คือ ผมอยากจะถามเกี่ยวกับ max/msp อย่างในการ modulate แบบ Additive Modulationผมลองใน tutorial ของ Max/msp อะครับในบทเรียน additive เราจะรู้ได้ยังไงว่า เราต้องใส่ค่าใน Amplitude Envelope ต่างๆยังไงรบกวนด้วยครับ ผมกำลังทำโปรเจคเกี่ยวกับการสังเคราะห์เสียงด้วยวิธีนี้อยู่อะครับ
ผมตอบช้าไปรึเปล่าแฮะครับ คือช่วงนั้นติดสอบเลยไม่ได้มายุ่งกับบล็อกนี้เท่าไร
เรื่อง Env บางทีต้องลองแกะจากเสียงด้วยโปรแกรมครับ แล้วแต่ละวิธี
วิธีผมจะแกะโดยเอาเสียงเข้าโปรแกรม EQ บนโลจิก ดูเสียง Harmonic ก่อนครับ
แล้วก็ Analyze ดูว่าแต่ละความถี่มี Env เร็วช้าแค่ไหน ค่อยมาทดลองบนโปรแกรมอีกทีครับ
เรามีพื้นที่พูดคุยกันแล้ว!
สำหรับเรื่อง Sound Synthesis และโปรแกรมเสียงมากมาย เข้าไปอ่านได้กันที่
http://www.patid.com/board/index.php/board,13.0.html
อำนวยโดยป๋าติ๊ดเจ้าเก่า
เพิ่มที่ในการโหลดโปรแกรม
ผมอัพไว้ http://www.mediafire.com/?bzr0x57ozyxm6gp ของ Mac OSX ขอ PC http://www.mediafire.com/?v74zvjbl7bng3gg
+Puredata Video Tutorial
http://www.youtube.com/user/cheetomoskeeto#g/c/12DC9A161D8DC5DC
PD-Extended Learning Memo Week 4
เรามาพูดถึงเรื่อง Modulation กันนะครับ
จากที่ดูใน wiki นั้น เจอว่ามีประเภทของ Modulation อีกมากมาย วันนี้จะมาพูดถึงเรื่อง AM กับ FM กันก่อนครับ
อธิบายแบบง่ายๆๆ
AM คือ Amplitude Modulation คือการใช้ความถี่ Modulation ไปความคุมทางฝั่งความดังของ Carrier(คือคลื่นหลัก) ซึ่งอยู่ในช่วงไม่เกิน 20 Hz จะทำให้เกิดเสียงคล้ายๆ Tremolo ไม่นิ่ง สั่นเป็นจังหวะ
FM คือ Frequency Modulation คือการใช้คล้ายๆกับ AM มี Modulator กับ Carrier แต่เอา Modulator มาเปลี่ยนแปลงความถี่แทน ทำให้ได้คลื่นที่มีรูปแบบซับซ้อน และมีค่าเพื่มมาอีกหนึ่งคือ Index ใช้คุมค่าช่วงกว้างของ Modulator อีกที
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Synthesis%20by%20Pradit.pdf
เป็นหนังสือภาษาไทยครับ
oscillator มีสี่แบบที่สามารถสร้างใน PD ได้คือ
[osc~] sine wave
[square~] square wave
[phasor~] saw tooth
[noise~] noise
เข้าเรื่อง AM กับ PD ก่อน
เราจะเข้าสูตรง่ายๆกับ Grapher เพื่อให้เห็นคลื่นเสียง โดยการสร้างความถี่ Modulator ง่ายๆขึ้นมา
y = 0.5sin(x)+0.5
นี่คือตัว Modulator ครับ จะได้กราฟแบบนี้มา
จะเห็นว่าค่าเหมือนถูกยกให้วิ่งในช่วงระหว่าง 0-1 นั่นคือเอามาคุมแอมปลิจูดนั่นเอง (ที่ความดังห้ามเกินหนึ่ง)
เราจะเอามาเขียน PD กันแบบนี้
เสียงมันจะสั้นๆนะครับ ตัวModulator อยู่ชุดฝั่งขวา ตัว [osc~ 10] เลข 10 สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งถ้าเกิน 20 เราจะได้ยินเป็นอีกความถี่นึงครับ (ตัว vline~ พูดไปเมื่อบทที่แล้วแล้วนะ)
จะได้สูตรง่ายๆ ถ้าแบบตามรูป PD (ใช้ sin40(x)) จะได้เห็นความถี่ง่ายๆ
y = sin(40x)*(0.5sin(x)+0.5)
เมื่อซูมออกจะเป็นแบบนี้ครับ จะดังเบาๆไปเรื่อยๆ
เป็นคลื่นสวยงาม เรียกว่า Ring Modulation เป็นสาขาย่อยของ AM ครับ
เราสามารถเอาการวิ่งจาก 0-1 ไปเล่นกับอย่างอื่นได้อีกนอกจาก Amplitude
อย่างเช่น y = 100sin(x)+500 แล้วเอาไปต่อกับ [osc~] เราก็จะสามารถให้ความถี่วิ่งตั้งแต่ 400-600 (เอา 500+-100)
เข้าเรื่อง FM กันบ้าง
เขียนสูตรแบบ FM เลย จะได้
y = sin(x + z * sin(x))
z คือ ค่า index ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น
จะมี x หน้ากับหลัง x หน้าคือ Carrier, x หลัง คือ Modulator
จะลองแทนค่า z ให้ดู ทำให้เกิดคลื่นที่ซับซ้อนขึ้นมาก
z=0 เป็น Sine Wave ธรรมดา
z=1
z=2
คลื่นมันค่อยๆประหลาดขึ้นไปเรื่อยๆ และจะค่อยๆเกิดความถี่ที่ได้ยินเล็กๆในค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเปลี่ยนเลขzมากขึ้น
มาเข้าที่ PD กัน
คือการต่อให้เข้าไป "บวก" ก่อนที่จะเข้า Carrier (คำสั่ง [sig~] คือการแปลงเลขให้เป็นสัญญาน)
ลองเลื่อนตัวเลขก็จะได้เสียงที่แปลกประหลาดดูดี ถ้าเลื่อนตัว Index ยิ่งเยอะ ยิ่งเกิด Sideband ครับ เสียงมันจะแหลมเสียดหู
แล้วลองผสมแบบหลายๆเสียงดูครับ
วันนี้พอแค่นี้ จบคาบ
ปล. เนื้อหาที่ผมเรียนหลังๆจะเริ่มยาก และอธิบายเป็นตัวหนังสือยากด้วย ซึ่งถ้าต้องการเรียนมากกว่าที่เขียนก็ไว้ลองมาคุยกันดูครับ ผมจะเขียนเนื้อหาที่สามารถเข้าใจได้ในแบบตัวหนังสือละกันนะ บางอย่างที่ยากเกินอธิบายจะเก็บไว้ก่อน
PD-Extended Learning "Put"
คราวนี้เราจะมาอัพสั้นๆบอกซักเล็กน้อยเกี่ยวกับของต่างๆใน Put ครับ
จะเห็นว่าเราสามารถเอาอะไรมาใช้ได้บ้าง
ผมเรียงตั้งแต่ Object-Hslider ให้ดู เพราะใช้บ่อย ที่เหลือเดี๋ยวค่อยว่ากัน ไม่ก็ไปลองเองดูนะ
อันแรก Object เปรียบเหมือนโมดูลต่างๆเพื่อใช้พิมใส่ว่าจะให้มันทำอะไร
สอง Message เป็นเหมือนเขียนคำสั่งเพื่อสั่งงานให้กับ Object พิมเข้าไป แล้วคลิก ก็คือ bang คำสั่งที่พิมไป
สาม Number น่าจะรู้อยู่แล้ว ป้อนเลขเข้าไปแล้วกด enter ไม่ก็เลื่อนเลขได้ หรือกด shift+เลื่อน เพื่อความละเอียด
สี่ Symbol อันนี้ยังไม่ได้ใช้ สามารถพิมสัญลักษณ์ได้
ห้า Comment เอาไว้เหมือนโน๊ตเข้าไปว่าอันนี้อะไรยังไง
หก Bang ไว้เพื่อยิงให้ทำงานทีนึง
เจ็ด Toggle ไว้เหมือนเปิดปิดสวิชท์
แปด Number2 อันนี้ไม่ค่อยทราบ ไว้บอกทีหลัง
เก้ากับสิบ slider ทั้งหลายแหล่ สามารถใช้เป็นตัวเลื่อนค่าต่างๆซึ่งกำหนดได้จาก Properties
อัพกันสั้นๆแค่นี้ครับ
PD-Extended Learning Memo Week 3
สัปดาห์นี้พูดถึงเรื่องของ Envelope และการ Export ไฟล์เสียง กันนะครับ
Envelope คือ.... การกำหนดค่ารูปแบบของการวิ่งของตัวเลขที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ ซึ่งเราจะนำมากำหนดค่าต่างๆเช่น ความดังของโน๊ต อัตราการวิ่งของความถี่ หรือควบคุมฟิลเตอร์ ถ้าเขียนเป็นกราฟจะเป็นประมานนี้นะครับ
ในรูปจะเห็นมีอยู่ 5 ค่าด้วยกัน Delay Attack Decay Sustain Release
รูปนี้เขียนไปหลายค่าเลย PD ก็สามารถเขียนได้เหมือนกัน
ในการนี้เราจะใช้คำสั่ง [vline~]
ให้ต่อตามนี้ดู
Output ของ vline~ เป็นสัญญาน แต่รับ input เป็นตัวเลข เราจะใช้ Message ในการสั่งค่า จะอธิบายคร่าวๆในการเขียนเลขดังนี้ แบ่งเป็นสองส่วนให้ดู
ส่วนแรก 1 10, เลข 1 10 คือค่าตัวเลขที่ต้องการให้วิ่งจากค่าก่อนหน้าไป1 ที่ 10 millisecond กราฟก็จะวิ่งขึ้น (แต่เนื่องจากไม่มีค่าก่อนหน้า จึงนับว่าจาก 0ไป1)
ส่วนสอง 0 700 20 คือ วิ่งจากค่าก่อนหน้าไปที่0 ในเวลา 700 millisecond โดยที่มีค่าดีเลย์ 10 millisecond กราฟจะวิ่งลงหลังผ่านไป 10 millisecond
เพราะฉะนั้น ข้อมูลแรกกับข้อมูลสองจะต่อกัน(เกือบ)พอดี (จริงๆต้องใช้เป็นดีเลย์ 11 millisecond แล้วแต่จะเขียน) เราจะได้ Envelope แบบ AD มา สมมติถ้าอยากให้เสียงยืดยาวกว่านี้นิดนึง จะเขียนได้เช่น 1 10, 0 700 500 เพิ่มดีเลย์มาเป็น 500 คราวนี้ระยะเวลาที่เสียงค้างที่ 1 จะเป็น 500-10 = 490
เราสามารถเขียนเพิ่มได้อีก อย่างเช่นอยากให้ออกมาสองเสียง ก็ 1 10, 0 700 10, 1 10 710, 0 700 720 (ใช้เป็นจำนวนเต็มสิบ คำนวนง่ายดี)
เวลาสังเกตว่าเข้าออกเป็นสัญญานเสียงหรือเลข ให้ดูที่ช่องเหลี่ยมๆที่ต่อสาย ถ้าทึบ จะเป็นเสียง ถ้าเป็นกล่อง จะเป็นเลข
คราวนี้สามารถนำค่าไปคุมตรง [osc~] ได้ด้วย แค่นำ output จาก [vline~] ไปต่อที่ช่องซ้ายของ [osc~] ได้เลย
ลองมาดูอีกคำสั่งคือ [unsig~ 30] unsig~ คือเปลี่ยนสัญญานให้เป็นตัวเลข ใช้กับขาเข้าที่เป็นสัญญานได้หมด ตัวเลขข้างหลังคือค่ารีเฟรชเป็น millisecond ลองต่อ และกดเพื่อดูตัวเลขดูสิ
จริงๆมีอีกสองวิธีที่เขียน Envelope คือสร้างตารางกราฟ กับใช้คำสั่ง [curve~] เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะเขียนถึง เพราะสร้างตารางค่อนข้างยุ่งยากและงง
เข้าถึงเรื่องการเซฟงานเสียง
โดยการใช้เครื่องมือ [writesf~ 2] ทำตามรูป open... คือต้องการไปเซฟที่ไหน และเริ่มกับหยุด นอกจากจะต่อเข้า [dac~] ด้วยแล้ว ต่อเข้า [writesf~ 2] ด้วย วิธีกดเพืื่อเซฟคือ
1. กดที่ open /
2. กด start
3. กดเล่นเสียง
4. กด stopก็จะได้ไฟล์ออกมาหนึ่งไฟล์เป็น wav (คอมของผมเป็นแมค ถ้าใช้ใน PC อย่าลืมใส่ที่ open ให้ถูกต้องด้วย)
จบคาบครับ
End of line_
Granular Synthesis on Iphone,Ipod
ด้วยแอปที่ชื่อว่า
Sound Scope Free Video Theremin
http://itunes.apple.com/us/app/sound-scope-free-video-theremin/id314162158?mt=8
แอปนี้ใช้หลักการ Granular Synthesis คือ การนำเสียงสั้นๆหลายเสียงมาต่อกันในความเร็วที่เร็วมาก จะเป็นเสียงอะไรก็ได้ ที่อยู่ในช่วง 10 - 60 milliseconds นำมาต่อกันในความถี่ที่ได้ยิน สิ่งที่นำมาใช้นั้นได้ตั้งแต่ sinewave ไปจนถึงคลื่นซับซ้อนมากมายครับ
ส่วนเรื่องการใช้ Granular Synthesis กับ PD จะกล่าวในบทต่อๆไป
PD-Extended Learning Memo Week 2
คราวนี้บล็อกจะเริ่มไทยคำอังกฤษคำละนะครับ เนื่องจากเห็นว่าภาษาอังกฤษมีคนทำเยอะแล้ว จึงอยากทำให้คนไทยอ่านรู้เรื่องกันมากกว่า
Yeah! This blog is hybrid language hahaha.
I have learning about additive synthesis with PD his week.
additive synthesis คือการนำ wave พื้นฐานคือ sine wave มาสร้างเสียงต่างๆโดยการจับมันหลายๆมารวมเพื่อแปลงค่าเสียง โดยการกำหนดค่าความถี่และแอมปลิจูดเอง
เข้าเรื่องกันเลยกับการเล่นกับ PD
ถ้าใช้แมคจะง่ายหน่อยเพราะมีโปรแกรม Grapher มาให้ซึ่งดูตัวอย่างได้ง่าย
sinewave แทนสูตรคณิตศาสตร์ได้ว่า y = sin(x) ซึ่งกราฟตัดที่ 0 พอดี
additive คือการนำอีกเวฟเข้าไปรวมก็จะเห็นเช่นแบบนี้
y = sin(x) + sin(2x) + sin(3x)
จะเห็นว่ารูปคลื่นเปลี่ยนไป
ซึ่งเวลาเขียนกับ PD ต้องระวังให้ดีห้ามให้เสียงเกินหนึ่ง โดยการคูณเลขน้อยกว่าหนึ่งเข้าไปเช่น [*~ 0.5]
"""ย้ำอีกทีว่าพยายามห้ามให้เสียงที่พอคูณแล้วเกิน 1 เด็ดขาด ไม่งั้นเสียงจะแตก และลำโพงคุณอาจจะแตกด้วย"""
มาเริ่มเขียนกับ PD ตามรูป.
ผมเอาความถี่จากที่เดียวกระจายออกมาแล้วคูณด้วยเลขต่างๆ ตอนนี้ยังไม่คำนึงถึงการกำหนดค่าของแอมปลิจูด ค่าโน๊ตที่คูณเข้าไปเป็นโน๊ต จับมันมัดรวมแล้วคูณด้วยเลขทศนิยมเพื่อลดระดับเสียงลง
เสียงที่ได้จะคล้ายออร์แกน เนื่องจากระดับเสียงที่เท่ากัน ถ้าต้องการลองผสมให้ได้เสียงอื่น ลองเปลี่ยนตัวคูณกับเพิ่มหรือลดแอมปลิจูดไปให้ในแต่ละ Osc แล้วจับรวมกัน
เจ้าตัว slider ที่เห็น สร้างโดยการไปที่ Put เลือก vslider และคลิกขวาเลือก Properties แล้วก็ตั้งค่าตรง output - range บรรทัดที่สอง ให้เป็น 0 - 0.2 เพื่อไม่ให้เสียงดังเกิน แล้วก็ ok ก่อน
[*~ 0.2] ที่ถูกลาก slider เข้านั้น ถ้าค่าจาก slider ไม่เข้า จะหมายถึง 0.2 เป็นค่าตั้งต้น
คราวนี้เราใช้ slider เปิดปิดเสียงได้
การที่มี ~ กับไม่มี, มีคือสัญญานเสียง ไม่มีจะเป็นสัญญาณตัวเลข หรือคำสั่ง
จบคาบ :D
คราวหน้าจะพูดถึงเรื่องการเขียน Envelope พวก ASR
ตารางคำสั่งคร่าวๆอ่านได้จาก
http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Sound%20Cmd%20for%20PD%20Max.pdf http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Signal%20Cmd%20for%20PD%20Max.pdf
(By Pradit Saengkrai)
Frequency Chart.
Click for fullsize.
PD-Extended Learning Memo Week 1
Synthesis - Create sound from electronic synthesis.
Method
-Sampling Synthesis -Addictive Synthesis -Subtractive Synthesis
Modulation Synthesis
-AM -FM
Granular Synthesis
(More Detail)
----
Let's start with an easy piece on PD. (More info by right-click on that object and click "help")
Make an object by clicking "Put" on menu.
[osc~] = oscillator , 440 = Frequency
[*~ ] = Amplitude
[dac~] = Digital to Audio Converter
If you don't hear any sound, click compute audio on the process box or make the object like the below diagram.
Output Amplitude not more than 1 !
เสียงเกินหนึ่ง อาจทำให้ดอกลำโพงท่านหลุดออกมาได้ (ฮา)
Next I will write about basic commands. คราวหน้าอาจจะเขียนภาษาไทยผสมแล้วครับ ดูไปดูมา ภาษาอังกฤษไม่มันมือเท่าไร ฮ่าๆ