Panorama (NewtMin) [TMR One shot]
“ก็ไปทางตะวันออกไง แล้วก็ข้ามทะเลด้วยนะ"
“อะไรกัน ไม่รู้จักหรอกเหรอ ทะเลคือผืนน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตาไงล่ะ”
“ไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรแบบนั้นด้วย อยากเห็นจังเลยน้า"
“งั้นเหรอ..งั้น เดี๋ยวฉันจะพาทะเลมาหานายเอง"
พ่อค้าหนุ่มผมสีเข้มเดินลัดเลาะไปตามทิวไม้ ลึกเข้าไปในป่า ตาเขามองเลิ่กลักไปทั่ว คนในหมู่บ้านบอกว่าในป่านี้ไม่ปลอดภัยนัก แต่ก็มีคนบอกว่าถ้าเข้าป่าไปจนถึงบ่อน้ำเก่าแล้วโยนเหรียญลงไปจะขอพรจากภูตต้นไม้ได้ข้อหนึ่ง โทมัสไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความมั่นใจ ถึงแม้จะรู้ว่าภูตต้นไม้ที่คนเล่าต่อกันมาอาจจะไม่มีจริง แต่อย่างน้อยได้ขอพรก็คงทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น เขาหวังไว้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น
เขาเดินเปะปะอยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะเริ่มมองเห็นบ่อน้ำที่ว่า ก้อนหินสีเทาหลากหลายขนาดถูกวางเรียงล้อมรอบขอบของบ่อ แสงจากดวงอาทิตย์เล็ดลอดลงมาได้ไม่มากเพราะมีกิ่งของไม้ใหญ่หลายต้นบดบังอยู่
โทมัสก้าวเข้าไปใกล้บ่อน้ำ มือควานหาเหรียญเงินจากในกระเป๋ากางเกง เขาสูดลมหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง อธิษฐานในใจก่อนจะเงื้อแขน เขาสะดุ้งจนทำเหรียญตกเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากด้านบน
“อย่าบังอาจโยนเหรียญลงไปเชียวนะมนุษย์”
เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบใบหน้าของชายหนุ่ม เขาค่อยๆเหลือบตามองขึ้นไปด้านบน หวังว่าจะไม่เจอภูตหน้าตาน่ากลัวหรืออะไรก็ตามที่เป็นเจ้าของเสียงเมื่อครู่ ดวงตาสีเข้มไล่จากโคนต้นไม้ขึ้นไปจนถึงกิ่งไม้ใหญ่และพบร่างหนึ่งบนนั้น
ร่างสูงโปร่งนั้นซีดจนดูไม่เหมือนมนุษย์ ภูตต้นไม้ในชุดที่คล้ายกับนักรบโบราณก้มลงมองตอบเขา ดวงตาสีเข้มดุดันมองเขากลับอย่างระแวดระวัง ผมสีสว่างปลิวละล่องตอนที่ภูตกระโดดลงมาจากต้นไม้
“เมื่อไหร่จะเลิกมาขอพรแบบนี้กันสักทีนะ เหรียญนั่นฉันเอาไปทำอะไรไม่ได้หรอกนะ"
ภูตต้นไม้สาวเท้าเดินวนไปรอบตัวชายหนุ่ม มองเขาอย่างพินิจพิจารณา
“รู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เพราะคนที่ทำหน้าแบบนายก็มีแต่มาขอเรื่องนี้ทั้งนั้นแหละ"
ภูตหนุ่มเหยียดยิ้ม เขากอดอกและพิงหลังลงกับต้นไม้ โทมัสขมวดคิ้ว เป็นจริงอย่างที่ภูตตนนั้นบอก เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่าเธอจะตอบตกลงแต่งงานกับเขารึเปล่า เขาคิดว่าการมาขอพรที่นี่อาจจะช่วยอะไรได้บ้างก็ได้ เหมือนเป็นการหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
“ฉันจะพูดเหมือนที่พูดกับทุกคน ฉันช่วยนายไม่ได้ จบนะ ลาก่อน"
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ” โทมัสหยุดเขาไว้ก่อนเขาจะกระโดดขึ้นต้นไม้
“อะไรอีกเล่า ก็บอกว่าช่วยไม่ได้ไง"
ภูตต้นไม้เงียบไป ดวงตาเหม่อลอยไม่ได้จับจ้องอยู่กับสิ่งใด
“ลองคิดดูสิ ถ้าเกิดว่ามีอะไรก็ตามที่มีอำนาจควบคุมจิตใจคนอื่นได้ โลกคงวุ่นวายน่าดู"
“ถ้าฉันทำได้ฉันคงไม่ต้องมาเป็นภูตต้นไม้หรอก จริงไหม"
ความขมขื่นอาบไล้ไปทั่วใบหน้าภูต
“ให้ตายเถอะ งั้นฉันก็มาเสียเวลาเปล่าสิ"
“ช่ายย ถ้านายไม่มัวมาตามหาบ่อน้ำแล้วไปขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงานป่านนี้เธออาจจะตอบตกลงไปแล้วก็ได้"
“นายจะมาเข้าใจอะไรล่ะ ยัยนั่นเป็นคนรวยน่ะ ถึงจะเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็เถอะ แต่จะให้มาแต่งงานกับพ่อค้าอย่างฉันน่ะ จะเป็นไปได้เหรอ"
“งั้นเหรอ แต่จากมุมมองของฉัน ฉันคิดว่านายยังมีโอกาสเยอะมากเลยล่ะ"
ภูตเงียบเสียงลง ดวงตาสีเข้มเหม่อมองไปที่เส้นขอบฟ้า แล้วจู่ๆเขาก็เริ่มพูดอีกครั้ง
“รู้ไหมว่ามีภูตตนนึงอาศัยอยู่กลางป่า โดดเดี่ยวและไม่เคยมีใครมาสนใจ ภูตตนนั้นนั่งฟังคำอธิษฐานของพวกมนุษย์ทุกวัน ก็ทำได้แค่ฟังนั่นแหละ พวกมนุษย์ก็มาขอพรแล้วก็ไป ไม่เคยมีอะไรมากกว่านั้น จนมีอยู่วันหนึ่งที่มีคนสังเกตเห็นภูตตนนั้น"
โทมัสนิ่งเงียบ ไม่เข้าใจว่าภูตหนุ่มกำลังพยายามพูดถึงอะไร และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมสีหน้าเขาถึงได้ดูหงอยเหงาขนาดนั้น
“เห็นว่าอีกฝ่ายเกือบสอยภูตตนนั้นร่วงลงมาจากต้นไม้เพราะนึกว่าเป็นโจรป่าล่ะ ตลกชะมัด แล้วเหมือนว่าไปๆมาๆพวกนั้นก็ได้คุยกัน เห็นว่าพวกเขาได้เจอกันแทบทุกวันเลยด้วย แต่อยู่มาวันนึงมนุษย์คนนั้นก็หายไป แล้วตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยมีใครเห็นภูตนั่นอีกด้วย รู้ไหม ว่าที่จริงนายไม่ควรจะมองเห็นภูตถ้าภูตไม่เป็นฝ่ายทักนายไปก่อน ส่วนใหญ่ก็ทักเพราะความรำคาญนั่นแหละ แต่มนุษย์คนนั้นน่ะเห็นโดยที่ไม่โดนทักเลย น่าประหลาดเป็นบ้า"
ใบหน้าบิดเบี้ยวที่เห็นทำให้โทมัสพอจะเดาได้ว่าภูตหนุ่มกำลังพูดถึงตัวเอง
“แล้ว..ทำไมถึงไม่ออกไปตามหาล่ะ"
“ทำไม่ได้หรอก พวกเราผูกพันกับผืนป่า ถ้าทิ้งที่นี่ไปก็จะไม่มีอะไรเติบโต"
ภูตต้นไม้เหยียดยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะคว้ากิ่งไม้ใกล้ๆแล้วเหวี่ยงตัวเองกลับขึ้นไปนั่งบนต้นไม้
“ที่ฉันจะบอกก็คือ ถ้ามีโอกาสก็ใช้ให้คุ้มเถอะ เพราะไม่รู้ว่าโอกาสนั่นมันจะหายไปเมื่อไหร่ กลับไปได้แล้วไป ฉันจะนอน"
โทมัสมองแผ่นหลังที่ดูเดียวดายนั่นอยู่สักพัก พอได้ฟังเรื่องเล่าก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ยังมีโอกาสอยู่
เสียงระฆังวิวาห์ปลุกเขาจากนิทรา ภูตหนุ่มมองไปยังทิศที่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน ริมฝีปากยิ้มออกมาบางเบา
เห็นไหมล่ะ ไม่เห็นต้องมาขอให้ฉันช่วยสักหน่อย
รอยยิ้มเขาหายไปตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ภูตหนุ่มถอนหายใจพลางกวาดดวงตาสีเข้มมองรอบๆ เขาเกือบจะหยุดหายใจตอนที่ร่างของชายหนุ่มปรากฏขึ้นหลังพุ่มไม้
“นิวท์! ยังอยู่แถวนี้รึเปล่าน่ะ“
นิวท์ ภูตต้นไม้ไม่ตอบอะไร เขารอดูว่าชายหนุ่มจะยังมองเห็นเขาอยู่รึเปล่า
ชายหนุ่มชาวตะวันออกหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ ไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดอยู่ที่ภูตหนุ่ม ใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มเหงาหงอยของภูตทำให้เขาขมวดคิ้ว นิวท์กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ลงมายืนตรงหน้าชายหนุ่ม ฝ่ามือของชายหนุ่มนาบลงกับใบหน้าของเขา
“..แน่ล่ะ แกนั่นแหละหายไปเลย กลับมาอีกทีก็แก่ขนาดนี้แล้ว"
“ปลวก เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่ปีเองน่า"
“สิบปีตั้งแต่แกหายไป ถึงได้บอกไงว่าแกแก่น่ะ ก่อนหน้านี้ยังเป็นเด็กน้อยน่ารักแท้ๆ”
“โว้ย อยากพูดเหมือนคนแก่สั..”
เสียงมินโฮขาดห้วงตอนที่ถูกดึงเข้าไปในอ้อมแขนของนิวท์ ภูตหนุ่มเกยคางลงกับไหล่ของเขา มือข้างหนึ่งลูบหัวเขาเบาๆอย่างหวงแหน
มินโฮที่กดใบหน้าอยู่กับแผ่นอกของภูตต้นไม้พึมพำออกมาแผ่วเบา
“…ก็..ไปเอาทะเลมาให้แกไง"
มินโฮขมวดคิ้วก่อนจะผลักตัวเองออกจากอ้อมแขนของภูต เขาก้มลงเปิดถุงใบใหญ่ที่เอาติดตัวมาด้วย ในนั้นมีรูปวาดอยู่หลายใบ ภาพที่ถูกแต่งแต้มอยู่บนผืนผ้าเป็นภาพของท้องทะเล จากหลากหลายที่และมุมมอง สิ่งสุดท้ายที่เข้าหยิบออกมาจากถุงคือขวดใบจ้อยที่บรรจุน้ำและทรายสีสะอาดตา
นิวท์รับรูปวาดมาแบบมึนงงก่อนจะไล่สายตาไปตามผืนผ้า ทุกรูปดูเหมือนจะมาจากคนละที่กัน
“ฉัน..เพิ่งกลับจากเดินทางน่ะ เพราะแกบอกว่าไม่เคยเห็นทะเล ฉันก็เลยไปขอทำงานบนเรือ..จะได้ไปวาดรูปหลายๆที่ ในขวดนั่นก็..น้ำทะเลน่ะ จากบ้านเกิดฉัน"
ภูตต้นไม้เงียบไป ตายังคงจับจ้องไปที่ภาพวาดในมือ
“นี่..ยังอยู่ดีรึ..โว้ยยย"
ชายหนุ่มโวยวายเสียงดังตอนที่โดนรวบตัวเข้าไปกอดอีกรอบ คราวนี้แน่นจนเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก
“รู้แล้วน่า…ปล่อยได้แล้ว"
“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวแกหายไปไหนอีก"
มินโฮถอนหายใจอย่างยอมแพ้ เขาซบใบหน้าลงบนบ่านิวท์
“ขอโทษ..แต่ฉันไม่ไปไหนแล้วล่ะ"
ภูตหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมน
——————————————————————————————-